ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม...ที่นี่

Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คุณสมบัติของครู ๒๕ ประการ จากหนังสือ “มิลินทปัญหา”


จากข่าวคราวในแวดวงการศึกษาและเหตุการณ์ปฏิรูปการศึกษารอบที่สองตามที่ ฯพณฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เกริ่นนำเกี่ยวกับแวดวงการศึกษาหลังจากที่รับนโยบายจากท่านนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเมื่อได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนั้น เผอิญได้อ่านหนังสือ “มิลินทปัญหา”แล้วประทับใจกับเรื่อง “อาจาริยคุณมี ๒๕ ประการ” แม้ว่าโลกจะหมุนเร็วไปแค่ไหน แต่คุณสมบัติ ๒๕ ประการนี้ยังคงยึดเป็นแนวทางได้สำหรับคนเป็น “ครู”

“อาจาริยคุณมี ๒๕ ประการ” มีดังนี้

๑.อาจารย์อุปถัมภ์แก่ศิษย์ รักศิษย์เป็นนิจเนื่องไป

๒.อาจารย์รู้ว่าศิษย์นี้ควรจะคบหาไว้และคบหาไว้มิได้

๓.รู้ว่าศิษย์ประมาทและมิได้ประมาท

๔.รู้ว่าโอกาสแห่งศิษย์จะนอน

๕.รู้ว่าศิษย์เจ็บไข้

๖.รู้ดูเอาใจใส่ว่าศิษย์คนนั้นได้โภชนะอาหารแล้ว ศิษย์คนนี้ยังไม่ได้ซึ่งอาหาร

๗.อาจารย์รู้คุณวิเศษ

๘.อาจารย์พึงแจกส่วนอาหารให้ศิษย์

๙.อาจารย์พึงเล้าโลมศิษย์ว่าอย่ากลัว

๑๐.อาจารย์รู้ซึ่งจะสอนศิษย์ว่าบุคคลผู้นี้จำเริญ ประพฤติอย่างนี้ ควรที่ท่านจะประพฤติต่อไป

๑๑.อาจารย์รู้คามอุปจาร

๑๒.อาจารย์รู้คุณวิหารอุปจาร

๑๓.อาจารย์มิให้ศิษย์เล่นและหัวเราะเล่น

๑๔.อาจารย์เห็นว่าศิษย์เป็นโทษห้ามเสียซึ่งโทษอดโทษศิษย์

๑๕.มีปรกติอ่อนน้อมต่อศิษย์

๑๖.มีปรกติตักเตือนมิให้ขาดจากเล่าเรียน

๑๗.มิได้กระทำกำบังไว้ซึ่งอรรถอันลับแก่ศิษย์

๑๘.อาจารย์พึงคิดว่าจะให้ศิษย์รู้ศิลปศาสตร์

๑๙.อาจารย์พึงคิดว่าจะมิให้ศิษย์เสื่อมจากศิลปศาสตร์ อุปถัมภ์ใจศิษย์ให้ศิษย์มีจิตจำเริญ

๒๐.อาจารย์พึงคิดอุปถัมภ์ศิษย์ว่าอาตมาจะกระทำศิษย์นี้ ให้ศิษย์ศึกษาเล่าเรียนวิชานี้

๒๑.อาจารย์พึงตั้งจิตเมตตาต่อศิษย์

๒๒.อาจารย์มิได้ทิ้งศิษย์

๒๓.อาจารย์มิได้ทิ้งศิษย์เมื่ออันตรายมาถึง

๒๔.อาจารย์มิได้ประมาทในกิริยาอันควรจะกระทำแก่ศิษย์

๒๕.ธรรมที่ศิษย์เรียนเคลื่อนคลาดไป อาจารย์พึงยกขึ้นบอกให้

(อ้างอิงจากหนังสือมิลินทปัญหา หัวข้อ เมณฑกปัญหา)

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วัดโรงวาสและวัดสระเกษ ที่สงขลา


เรื่องราวในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากมาย เกิดขึ้นเมื่อไปหาภาพประกอบบทความเรื่อง "เที่ยวตลาดนัดวันอาทิตย์ จังหวัดสงขลา" ซึ่งบริเวณข้างเคียงก็เป็นที่ตั้งของวัดโบราณอยู่ ๒-๓วัด แต่ที่เก็บภาพมาให้ชมคือ "วัดโรงวาส" ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลสงขลาเก่า เป็นวัดเล็กๆที่ถูกห้อมล้อมด้วยสภาพชุมชนแออัด แต่ยังคงมองเห็นความรุ่งเรืองที่แสนจะโรยราซ่อนอยู่ภายใน น่าจะมีการบูรณะให้ดีกว่านี้


มีเรื่องชวนขนลุกในภาพนี้ เมื่อไปถ่ายกองของวัตถุบูชาที่ชำรุดซึ่งชาวบ้านนำมากองไว้โคนต้นโพใหญ่ ขณะที่กำลังจะกดวัตเตอร์ก็บังเกิดลมใหญ่พัดมาชวนขนลุกยิ่งนัก อาจจะเป็นเพราะไปถ่ายรูปแล้วไม่ได้ขอเขาถ่าย ปรากฏว่าสัปดาห์นั้นทั้งสัปดาห์ เจอแต่เรื่องซวยๆตลอดเลย ของแบบนี้ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่ครับ



วัดต่อมาที่จะพาไปเที่ยวคือ วัดสระเกษ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนวรนารีเฉลิม นับว่าเป็นวัดโบราณอีกวัดหนึ่งที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงามตามแบบฝีมือช่างในราชสำนัก







ไว้ว่างๆจะเอารูปสถานที่สวยๆมาฝากกันอีกนะครับ

วิวัฒนาการของชุดชั้นในชาย



กางเกงใน ถือว่าเป็นผ้าผืนน้อยชิ้นลับ สำคัญและเซกซี่ที่สุดของผู้ชาย โดยพื้นฐานมันมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการด้วยกันครับ คือเพื่อความสะอาดและการปกป้อง นอกจากนี้มันยังช่วยกระชับ "น้องชายตัวแสบ" ให้อยู่นิ่งกับที่ (บางทีมันแอบลุกในเวลาที่ไม่ต้องการ ) และปลอดภัยจากการเสียดสีอันไม่พึงประสงค์อีกด้วยคราวนี้เราจะมาลองย้อนดู ทำความรู้จักกับ ที่มาของผ้าผืนน้อยชิ้นนี้กันครับ

ย้อนกลับไปๆ สมัยโน้นเลยครับ เอาให้เก่าสมเป็นห้อง Memoirs "อดัม" ครับ จำเค้าได้มั๊ย?? มนุษย์คนแรกของโลกใบนี้ "ใบไม้" ถือเป็น สิ่งปกปิดของสงวน ชิ้นแรกของผู้ชาย ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นหนังสัตว์ และผ้า เพราะมัน อุ่น นุ่ม ที่สำคัญคงทนกว่าใบไม้ครับ ส่วนวิธีการสวมใส่นั้นก็พัฒนารูปแบบกันไปแต่ละยุค แต่ละสมัยเช่น ผู้ชายอียิปต์จะพันส่วนลับของร่างกายด้วยผ้าเตี่ยว และยึดไว้ด้วยแถบผ้าหรือเข็มขัดหนุ่มกรีกและโรมันนิยมสวมเสื้อคลุมตัวยาวส่วนหนุ่มยุคกลางหันมาใส่กางเกงรัดรูปคล้ายถุงน่องแต่เทรนด์ในอดีตเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องของการแต่งกายโดยรวม ที่เราคงเรียกกันให้ชัดได้ยากว่าเป็น "ชั้นนอก" หรือ "ชั้นใน" หรืออย่างกรณีของหนุ่มกรีกและโรมัน เขาสวมอะไรอยู่ใต้เสื้อคลุมยาวนั้นหรือไม่ เราก็ไม่รู้ประวัติศาสตร์ชั้นในชายเป็นเรื่องคลุมเครือครับ มาจนถึงศตวรรษที่ 17 เราจึงทราบแน่ชัดว่าบรรดาชนชั้นสูงเริ่มมีนิสัยของการสวมใส่ที่เรียกว่า "ชุดชั้นใน" ในขณะที่สามัญชนอย่างเราๆ ยังคงรักษาเทรนด์ "นอน-เที่ยว-ใน-นอก" กรูขอเหมารวมตัวเดียวกันหมด 555 ...

จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครับ สมัยนั้นแม้นวัตกรรมการทอผ้าจะส่งผลโดยตรงต่อวิวัฒนาการของแฟชั่น แต่ชุดชั้นในก็ยังต้องใช้เวลาอีกกว่าหลายทศวรรษ กว่าจะมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนทั่วไปจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงข้ามสู่ศตวรรษที่ 20 เมื่อคนหันมาใส่ใจกับสุขอนามัยที่ดีในชีวิตประจำวัน และพิถีพิถันกับการแต่งกายที่ถูกสุขลักษณะมากขึ้น คนจึงเริ่มมีนิสัยของการสวมใส่ชุดชั้นในกระแสนี้บูมขึ้น เมื่อแพทย์ชาวเยอรมัน Dr.Gustav Jager นำชุดชั้นในยี่ห้อ "Jagerwasche" ออกสู่ท้องตลาด ภายใต้คอนเส็ปต์ของชุดชั้นในเพื่อสุขอนามัยที่ดี โดยเลือกใช้ผ้านุ่ม ใส่สบายตัว และระบายอากาศได้ดี ขณะเดียวดัน การผลิตในระดับอุตสาหกรรมยังช่วยทำให้สินค้าเสื้อผ้ามีราคาถูกลง ทำให้ใครๆก็สามารถซื้อหาชุดชั้นในไว้สวมใส่ได้ นับแต่นั้นมาการสวมใส่ชุดชั้นใน จึงไม่ใช่เรื่องของชนชั้นอีกต่อไปร่ายเกริ่นยาวมาพอสมควร คราวนี้เราจะมาเจาะรายละเอียดกันในแต่ทศวรรษบ้างครับ

เริ่มจาก 1900s (ช่วงต้นๆของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรรมครับ)กางเกงในหรือชุดชั้นในชายแบบแรกที่เป็นรู้จักกันแพร่หลายที่สุดคือ Union Suit ผลงานการออกแบบของ Jacques Schiesser ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน World's Fair ที่กรุงปารีส "Union Suit" นี้เป็นชุดติดกันของเสื้อและกางเกงชั้นใน มีทั้งแบบกางเกงขาสั้นและขายาว เป็นแบบหนึ่งที่นิยมกันมาจนถึงทศวรรษ '50(ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงชุดของนักยกน้ำหนัก หรือนักมวยปล้ำในปัจุบันครับ คล้ายๆแบบนั้นละครับ แต่ด้านบน ไม่ใช่เสื้อกล้ามเว้าลึกแบบนั้น)

1920s แม้ทศววรษนี้จะไม่มีดีไซน์ใหม่ๆออกมา แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งครับ เพราะทศวรรษนี้มีการคิดค้นด้ายยึดได้ "Lastex" ขึ้นเป็นครั้งแรก ลาสเท็กซ์กลายเป็นกุญแจสำคัญของการผลิตชุดชั้นในชายที่เข้ารูป และสบายแก่การสวมใส่ อีกทั้งยังทำให้แฟชั่นกระดุมและริบบิ้นตกยุคไป1930s บรษัท Heinzeleman ในสคุทการ์ท เยอรมนีได้ให้กำเนิดกางเกงใน "Piccolo" ที่เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของกางเกงในแบบ Brief (ที่เรารู้จักและสวมใส่กันอยู่ทุกวันนี้ครับ) บรีฟรุ่นแรกเรียกกันว่า "Classic Brief" นั้นออกแบบโดย Jocky มีจุดเด่นที่ช่องเปิดด้านหน้ารูปตัว Y คว่ำ เมื่อเปิดตัวครั้งแรกในปี 1935 มันได้กลายเป็น best seller ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และครองตำแหน่งมาอีกกว่า 20 ปี1940s ทศวรรษนี้ สไตล์ "Boxer" เริ่มเข้ามามีบทบาท (แบบที่พวกหนุ่มอเมริกันนิยมใส่กันตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ) โดยเฉพาะตลาดยุโรป และเรียกคะแนนนิยมได้มากพอควร ขณะเดียวกัน เริ่มมีการคิดที่จะนำวัสดุใยสังเคราะห์ชนิดต่างๆ เช่นไนลอน และเพอร์ลอน มาใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าด้วยครับ

1950s หลังสงครามผ่านพ้นไป คนได้หันมาใส่ใจกับสุขอนามัยและความสะอาดกันอีกครั้ง จึงทำให้คนนิยมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากวัสดุใยสังเคราะห์ ซึ่งมีทั้งความคงทน ง่ายต่อการซัก และแห้งเร็ว ดังนั้นชุดชั้นในชายในช่วงนั้น ส่วนใหญ่จึงผลิตจากไนลอน เพอร์ลอน และวิสคอส


1960s เป็นยุคที่ความรัก เสรีภาพ และการเป็นขบถกำลังเบ่งบาน แฟชั่นกางเกงในชายก็ขยับตัวไปสู่การพลิกโฉมอีกครั้ง brief classic เริ่มถูกปรับให้มีส่วนเว้าส่วนโค้งมากกว่าเดิม (เริ่ม sexy ขึ้น) เป็น "Bikini" ส่วนสีที่ใช้ก็เริ่มเปลี่ยนบุคลิก จากสีเรียบเคร่งขรึมมาสู่สีพาสเทล1970s เป็นยุคของสีและลวดลาย สำหรับแฟชั่นในยุคนั้น ไม่มีกางเกงในสีไหนหรือลายอะไรที่จะถูกมองว่าแจ๋น หวาน หรือลายพร้อยเกินไปสำหรับผู้ชายอีกแล้วครับ


1980s ยุคนี้เศรษฐกิจโลกเฟื่องฟูมากครับ ได้กำเนิดเสรีชนยุคใหม่ นั่นคือ "ยัปปี้" ผู้ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย และชอบแสดงออกความสำเร็จนั้นด้วยวัตถุและภาพลักษณ์ภายนอก ในยุคนี้ความเป็น "ผู้ชายเก่ง" ไม่ได้วัดกันด้วยประสบการณ์ชีวิต และสติปัญญาที่ผ่านการหมักบ่มอีกต่อไป หากเป็นเรื่องที่ต้องแสดงให้ "เห็น" ทำให้สินค้าแบรนด์เนมของดีไซเนอร์ชื่อดังกลายเป็นสรณะที่สาวกหญิงและชายแสวงหาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองยุค '80 ยังเป็นยุคของ "Body Cult" ผู้คนคลั่งไคล้การเล่นยิมเพื่อฟิตร่างกาย และชอบที่จะอวดสรีระฟิตเปรี๊ยะที่ได้มาด้วยความเหนื่อยยากกระแสดังกล่าวช่วยส่งให้ชุดชั้นในชายก้าวขึ้นสู่ Catwalk อย่างมั่นใจ Trend Setter ที่เรียกเสียงฮืฮาในช่วงนั้นคือ "Nikolas Apostolopoulous" ดีไซเนอร์ชาวกรีก ผู้มาพร้อมกับ brief ฟิตเปรี๊ยะ ขอบขาเว้าสูง และขอบเอวกว้าง ที่สำคัญเขากล้าใช้สีดำ สีที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน brief ของนิโคลัสกลายเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ สำหรับ "Tanga" (เดี๋ยวเราจะเล่ารายละเอียดของมันให้ฟังในครั้งต่อไปครับ) และสีดำก็กลายมาเป็นสีเซกซี่ที่สุดสีหนึ่งของแฟชั่นกางเกงในชาย

"Calvin Klien" ถือเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์แห่งยุคอีกคนหนึ่ง เค้ามาพร้อมกับแคมเปญโฆษณาที่ชัดเจน "Erotic" และ "Sexuality" เราว่าหลายคนคงพอจะจำ ad หลายๆตัวของเค้าได้ มันดูเรียบง่ายแต่เซกซี่ ภาพนายแบบในท่าโพสกึ่งนู้ดของเขา ได้กลายมาเป็นต้นแบบของภาพแฟชั่นอยู่หลายปี ทั้งยังช่วยส่งให้นายแบบของเค้ากลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ดังกันข้ามคืนเลย เช่น Mark Wahlberg และอีกหลายๆคนในยุคต่อๆมา เช่น Travis Fimmel เป็นต้น อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในการออกแบบของเค้าคือการพิมพ์ชื่อ Calvin Klien ลงไปรอบขอบเอว ซึ่งเป็นทั้งการเล่นเกมจิตวิทยากับสาวกแบรนด์เนม และเป็นการตอกย้ำกระแสไปในตัว ส่วนสไตล์ที่ขายดีที่สุดในทศวรรษนี้คือ "Boxer" ที่พิมพ์ลวดลายต่างๆเช่นตัวการ์ตูนยอดฮิต บันนี่ แร็บบิทส์ รูปจูบ ซานตาครอส ฯลฯ

1990s กระแสคลั่ง Brand & Body ยังคงต่อเนื่องมา หรือเรียกว่าเบ่งบานเต็มที่ในทศวรรษนี้ก็ว่าได้ครับ ผู้ชายกลายเป็นเป้าหมาย target ของตลาดแฟชั่นและความงามไม่เป็นรองผู้หญิงเลย กลยุทธ์การโฆษณาด้วยการอวดคุณภาพและสรรพคุณต่างๆเดินมาถึงทางตัน แต่กลับใช้กลยุทธ์ให้คนคิดว่า "รสนิยม" คือสิ่งที่บอกว่าคุณคือใคร ทำให้คนมี lifestyle ของการถูกบอกให้เลือกอย่างพิถีพิถัน ไม่เว้นแต่กางเกงในที่สวมใส่อยู่ข้างใน นั่นทำให้ตลาดของกางเกงในชายขยายตัวอย่างเต็มที่ และการพิมพ์ชื่อดีไซเนอร์ไว้ที่ขอบกางเกงก็กลายเป็นแฟชั่นฮอตฮิตมาจนถึงปัจจุบันด้วยครับ

2000s เหล่าดีไซเนอร์ยังไม่หยุดคิดลูกเล่นใหม่ๆ ยังหาสีสัน และความหวือหวาให้กับแฟชั่นกางเกงในต่อไป และมีการทำเป็นคอลเลกชั่นต่างๆให้เลือกสรรมากมายอีกด้วยครับ




แถมท้ายด้วยเกร็ดความรู้เกี่ยวกับคำว่า "กางเกงลิง"ครับ

กางเกงลิง ลิงย่อ มาจากคำว่า lingerie อ่านว่า แลง-ฉรี คนไทยนิยมอ่านว่า ลิง-เจอ-รี เป็น ภาษาฝรั่งเศส แปลว่าชุดชั้นในสตรีในสมัยโบราณผู้หญิงไทยนุ่งโจงกระเบน เข้าใจว่าคงไม่มีการใส่กางเกงชั้นใน .... ตามที่คุณ monarch เล่ามาต่อมาเมื่อรับกระโปรงแบบแหม่มมาสวมจึงเริ่มใช้ชุดชั้นในแบบแหม่มด้วย แต่นิสัยคนไทยชอบพูดย่อๆ จึงเรียกกางเกงชั้นในแบบแหม่มเพียงคำต้นของ "ลิง-เจอ-รี" ว่า "กางเกงลิง" ครับผม

นิทานปริศนาธรรม : ลิงกับลา


หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัวคือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิงแล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหายทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป


ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้นห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆสักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่างก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่งฝ่ายหญิงชาวบ้านเมื่อเปิดประตูกระท่อมเข้ามาเห็นข้าวของของตนถูกรื้อค้น กระจุยกระจายเช่นนั้นก็เกิดโทสะขึ้นทันที หันมองลิงและลาเพื่อดูว่าใครเป็นผู้ก่อเรื่อง และเห็นว่าลาไม่มีเชือกผูกขาดังเดิม เธอก็คิดเอาเองว่าเจ้าลานี่เองคือตัวปัญหา ทำให้กระท่อมของเธอมีสภาพไม่ต่างจากโรงเก็บขยะ


ดังนั้นหญิงชาวบ้านจึงวิ่งไปหยิบท่อนไม้นอกบ้านมาทุบตีลาอย่างรุนแรง ซึ่งเจ้าลาผู้น่าสงสารก็ได้แต่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจนสิ้นใจโดยไม่สามารถทำ อะไรได้เลยเธอทั้งหลาย...เธอหลายคนคงไม่ค่อยชอบตอนจบของนิทานเรื่องนี้นัก เพราะสงสารเจ้าลาที่ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่กลับถูกเจ้าของทำโทษจนตาย ส่วนเจ้าลิงซึ่งเป็นต้นเหตุแท้ๆ กลับรอดพ้น และไม่ได้รับผลกรรมใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้วนิทานเรื่องนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึง ความเป็นผู้นำ ของหญิงชาวบ้านที่ไม่พิจารณาเหตุการณ์ให้ถ่องแท้ เชื่อแค่สิ่งที่ตนเห็นแล้วลงโทษไปตามความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว เธอมองเห็นข้าวของเสียหายและมองเห็นลาที่หลุดออกมาจากเชือก แล้วตัดสินว่าลาคงเป็นผู้กระทำ แต่ไม่ได้มองว่าลาไม่มีปัญญาจะแก้เชือก และไม่มีนิสัยชอบรื้อทำลาย เธอมองเห็นลิงยังถูกเชือกล่ามอยู่ก็คิดว่าลิงคงไม่ใช่ผู้กระทำ แต่มองไม่ออกว่าผู้น่าจะแก้ปมเชือกได้และมีนิสัยชอบรื้อทำลายนั้นคือ ลิง ความจริงถ้าเธอรู้จักสำรวจร่องรอยความเสียหายเสียสักเล็กน้อย เธอก็จะพบรอยเท้าและฟันของลิงกระจายไปทั่วห้อง แต่ไม่พบรอยเท้าของลาเลย


เพราะลาไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหนเหตุที่องค์กรของเราต้องเหน็ดเหนื่อยทรมานกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความสะเพร่าของผู้นำ ที่ "ปล่อยให้ลิงสร้างปัญหา แต่ลารับเคราะห์" ลาก็เหมือนกับคนที่ปฏิบัติงานได้ตามหน้าที่

ปริศนาธรรมจากต้นไม้ : กล้วยไม้หรือกาฝาก


ต้นไม้ 2 ชนิดนี้มีลักษณะเหมื่อนกันคือต่างก็อาศัยต้นไม้อื่นเกาะแต่ที่ต่างกันก็คือกล้วยไม้ไม่เป็นพิษ ไม่แย่งอาหาร จากต้นไม้ที่เกาะ และมีดอกสวงามบางต้นราคาแพงเป็นที่ปรารถนาของคนทั่วไปนับว่าเป้นต้นไม้ที่มีเสน่ห์


ส่วนกาฝากร้ายเป็นพิษ มีปกติแย่งอาหารจากต้นไม้ที่ไปเกาะ และไม่มีดอกดวงอะไรที่น่าอภิรมย์ชมชื่น เป็นต้นไม้ที่อาภัพ ไม่มีใครปรารถนา เนื่องจากรากที่มีพิษนี่เอง เมื่อไปเกาะที่ต้นไม้ใดต้นไม้นั้นก็มีอันต้องเหี่ยวแห้งและตายไปในที่สุด


คนกล้วยไม้ เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นลูกใคร พ่อแม่ก็โปรดปราน เป็นศิษย์ใครครูบาอาจารย์ก็รักใคร่ เป็นข้าราชการอยู่หน่วยงานไหน ก็ทำความเจริญให้แก่หน่วยงานนั้น เป็นข้าราชการที่มีประโยชน์ เคร่งครัดต่อกฏระเบียบวินัย สุภาพเรียบร้อย ทำชื่อเสียงให้แก่องค์กรผู้บังคับบัญชาก็สบายใจ


ส่วนคนกาฝาก เป็นคนมีพิษ เป็นลูกใคร พ่อแม่ก็เดือดร้อน สร้างความเสื่อมเสียให้แก่วงศ์ตระกูล เป็นศิษย์ใคร ครูบาอาจารย์ก็เอื่อมระอา ทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง หากเป็นข้าราชการก็เป็นคนที่ไม่เคร่งครัดต่อกฏระเบียบวินัย มีแต่จะขัดคำสั่ง ไม่สนใจต่อหน้าที่ ขี้คร้านต่อการทำงาน ไม่สุภาพเรียบร้อย ชอบผิดกฏระเบียบวินัยต่าง ๆ ดื้อรั้น ทำให้องค์กรหรือหน่วยงานที่ตออยู่นั้นเสียชื่อเสียง ทำให้ผู้บังคับบัญชาหนักใจ

ลิลิตทักษาพยากรณ์ พระนิพนธ์ในสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี


ช่วงนี้ที่ มอ. จัดงานสัปดาห์หนังสือเลยได้มีโอกาสไปตระเวนล่าหนังสือเก่าในราคาประหยัดแต่คุ้มด้วยคุณค่า หนึ่งในจำนวนหนังสือที่ตกมาอยู่ในความครอบครองของผมก็คือ “หนังสือลิลิตทักษาพยากรณ์ พระนิพนธ์ใน สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี” ซึ่งทางหอสมุดแห่งชาติมีต้นฉบับเป็นสมุดไทยขาวและสมุดไทยดำ ต่อมาหลวงอรรถวาทีธรรมประวรรต (วิเชียร จันทร์หอม)ซึ่งเป็นผู้สนใจในวิชาโหราศาสตร์ได้มาขออนุญาตคัดลอกเพื่อนำไปชำระสอบทานกับฉบับที่ท่านมีไว้ในครอบครองและได้ทำคำอธิบายเฉลิมลิลิตเพิ่มเติม แล้วจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑

ลิลิตเล่มนี้เป็นหนังสือที่พรรณนาหลักวิชาพยากรณ์ตามคัมภีร์ทักษาพยากรณ์ ท่านผู้ลิลิตได้พยายามร้อยกรองหลักวิชาและคำพยากรณ์ตามต้นตำรับทักษาพยากรณ์เดิม

ในลิลิตนี้จำแนกตามส่วนแห่งการพยากรณ์ออกเป็น ๓ ส่วนดังนี้

๑. นามชาติทักษา ซึ่งกล่าวถึงการพยากรณ์ชาติกำเนิด เรียกชาติทักษาอย่างหนึ่ง และกล่าวถึงนามคือ อันดับที่เท่าใดแห่งหญิงและชายที่เกิดร่วมครรภ์มารดาและบิดาเดียวกัน กับนามคือชื่อที่แต่งตั้งให้แก่บุคคล เรียกนามทักษาอีกอย่างหนึ่ง

ตัวอย่างคำประพันธ์เช่น นามอันเกิดแต่กรรมฝ่ายชาย

“.............เขาหากปันชื่ออ้าย และจึงได้นามหนึ่ง ผู้ซึ่งเรียงรองมา รับฉายาชื่อญี่ ได้นามที่ส่วนสอง ผู้รองสองชื่อสาม ได้นามสามที่นั้น ผู้หลั่นสามชื่อไส ก็ได้ในนามสี่ ถัดที่สี่ชื่องัว ได้นามชัวที่ห้า ถัดท่าห้าชื่อหก ได้นามหกซิหนา ผู้ถัดว่าชื่อเจ็ด ได้นาเขบ็จเจ็ดเล่า ผู้ต่อเข้าชื่อแปด เป็นนามแปดดั่งนั้น ผู้เรียงหั้นแห่งเก้า กลับเข้าเป็นหนึ่ง ผู้เกิดขึ้นเป็นสิบ หยิบเอาเป็นนามหนึ่ง สิ้นซินะ...”

๒.ประวัติทักษา กล่าวถึงการพยากรณ์ปัจจุบัน คือทำนายเหตุการณ์ตามความหมุนเวียน หรือการโคจรของดาวเคราะห์ภายหลังกำเนิด (เรียก “ปัจจุบันทักษา”ก็มี)

ตัวอย่างคำประพันธ์ เช่น

“...............ผิจะกล่าวกลวิธีใด โดยคดีโหรทั้งหลาย ทักทายทุกข์สุขลาภ เป็นสุภาพพิปริต ในทิศทักษา ภูมิพยากรณัง จึงให้ตั้งชีพโหรา เอานพาภูมิหาร เศษนับวารเกิดก็ดี หนึ่งนับปีเกิดก็ได้ ให้นับไปแต่นั้นมา เวียนวงขวาทักษิณวัฏฏ์ ถัดอิสานลัดเข้าไป ภูมิในแต้มตากลาง ล่วงออกทางบูรพาทิศ สิ้นเสร็จกิจกาไว้ ภูมินั้นไซร้ที่หมาย ทายโทษทุกข์สุขา ในตีนกานั้นก่อน .............”

๓.จุกทักษา กล่าวถึงลักษณะสงพงศ์ซึ่งหญิงชายผู้จะทำการสมรส จะพึงอยู่ร่วมกันดีและไม่ดี

ตัวอย่างคำประพันธ์ เช่น

“ครุฑกับอัช

ครุฑแพะสังวาสชู้.................................ภิรมย์สม

เป็นแต่มัธยม........................................หนึ่งน้อ

ถ้าศรีตนุถม...........................................ทับลัคน์

ก็ประเสริฐเลิศฟ้อ.................................เฟื่องฟุ้งบำรุงสมาน”

มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีแถมพกให้ว่า พระองค์ทรงมีสมญาว่า “นายโรงระบำ” ดังปรากฏในหนังสือเล่มนี้ว่า

“ทักษาพยากรณ์นี้..............................เรียมรบาย

ระบุขยายสายศิลป์.............................สืบไว้

คือเนาว์สุวรรณ์นาย...........................โรงระบำ...นี้ฤๅ

พิทักษมนตรีไซร้...............................เสด็จฟ้ากรมหลวง”

เนื่องจาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องใดแล้ว พระราชทานไปให้สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีคิดวิธีรำนำบท บางทีบทใดรำขัดข้องต้องแก้บทเข้าหาวิธีรำก็มี สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นผู้คิดท่ารำให้เข้ากับบท กล่าวกันว่า เอาพระฉายมาตั้งและทรงประดิษฐ์ท่ารำโดยกระบวนที่ดูเงาในพระฉาย เมื่อยังมีละครข้างใน แม้ในสมัยรัชกาลที่๔-๕ เวลาไหว้ครูละครก็ยังนบไหว้ออกพระนามพระองค์ไว้ด้วย

ผลงานอีกชิ้นที่ยังฝากฝีมือไว้ในแผ่นดินและเราคงผ่านสายตาเมื่อคราวงานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คือ เกรินบันไดนาคอันเป็นเครื่องชะลอพระโกศขึ้นบนพระมหาพิชัยราชรถ พระองค์ก็ทรงเป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นมานั่นเอง

เรื่องของ “หมอย”กับ “ขนเพชร”


มีโอกาสได้ดูรายการ “ยกสยาม” ได้ความรู้มาว่า “ขนในที่ลับบริเวณหัวหน่าวที่เรามักจะเรียกว่า “ขนเพชร”นั้นแท้จริงแล้วเป็นการเรียกที่ผิด”

เพราะคำว่า “ขนเพชร”นั้นตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒ จะแปลว่า “ขนสีขาวที่ขึ้นแปลกเป็นพิเศษ มีลักษณะยาวกว่าปรกติ” และไม่มีส่วนใดที่จะครอบคลุมไปถึงขนบริเวณอวัยวะเพศเลย

ส่วนคำว่า “หมอย” จากแหล่งอ้างอิงเดียวกัน จะแปลว่า “น.ขนในที่ลับ ; เรียกสิ่งที่ทีลักษณะเป็นเส้นเป็นฝอยที่ปลายฝักข้าวโพดว่า หมอยข้าวโพด.(ถิ่น-พายัพ) เรียกหนวดว่า หมอยปาก เคราว่า หมอยคาง ขนรักแร้ว่า หมอยแร้.”

สำหรับศัพท์สแลงของวัยรุ่น ( ๒๕๕๑)จะเรียก “หมอย” ว่า “หมออ้อย” ส่วน “ขนเพชร” แม้ความหมายในพจนานุกรมจะกล่าวไว้เช่นนั้น แต่ในความเป็นจริง ความหมายได้มีการยักย้ายถ่ายแปลงไปเรียบร้อยแล้ว

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

อวดภาพสวยชุดพื้นเมืองชาวตะกั่วป่า-ภูเก็ต


ย่าหยา หรือชาวจีนภูเก็ตเรียกว่า ปั่วตึ่งเต่ ที่แปลว่า ครึ่งสั้น ครึ่งยาว ชาวปีนังเรียกว่า ชุดเคบาย่า เป็นชุดการแต่งกายทางชาวพื้นเมืองดั้งเดิมภูเก็ต ปัจจุบันการแต่งกายชุดย่าหยา ถือว่าเป็นการแต่งกายที่งดงาม แสดงออกถึงความสวยงามของความเป็นกุลสตรีภูเก็ต ในงานสำคัญ ๆ เช่น งานบุญ งานประเพณีต่าง ๆ อาทิ งานแต่งงาน งานบวช งานประเพณีกินผัก งานวันปีใหม่ หรืองานตรุษสงกรานต์ จะมีโอกาสได้เห็นสตรีภูเก็ตแต่งกายชุดย่าหยา ที่งามสง่าน่าพิศ น่ามองเป็นที่ประทับใจยิ่งของผู้ได้พบเห็น

ย่าหยา แต่เดิมนั้น เป็นชุดแต่งกายของผู้หญิงชาวภูเก็ต ซึ่งปรับปรุงพัฒนามาจากชุดครุย ซึ่งเป็นชุดแต่งกายของเจ้าสาวในประเพณีดั้งเดิมของคนจีนที่มาตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ในเกาะภูเก็ต ชุดครุยนั้น เป็นชุดที่ต้องสวมใส่หลายชั้น หลายชิ้น อาจไม่คล่องตัวและไม่เหมาะกับอากาศในบ้านเมืองแถบนี้ จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายให้กระฉับกระเฉงและโปร่งสบายขึ้นตามความเหมาะสม หากแต่ยังคงความงามและสร้างเสน่ห์ให้ผู้สวมใสไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย

เสื้อย่าหยาในสมัยแรก จะเป็นผ้าโปร่งสีพื้นปลายเสื้อด้านหน้าแหลมยาวเกือบถึงตัก แต่ด้านหลังจะสั้นประมาณเอว เข้ารูปเล็กน้อยไม่ถึงกับรัดรูป ชายเสื้อ ปลายแขนเสื้อ ขอบปกและคอเสื้อติดลูกไม้ถักดูอ่อนหวาน เป็นงานฝีมือของสาว ๆ ที่ต้องเรียนรู้วิชาเย็บปักถักร้อยไว้สำหรับเย็บเสื้อใส่เอง กระดุมติดเสื้อแบบโบราณจะใช้กระดุมชุด 3 ตัว มีลักษณะเป็นเข็มกลัดมีสายสร้อยเชื่อมต่อกัน ทำด้วยทอง ทองเหลือง หรือนาก ในสมัยต่อมา ลายปักของเสื้อย่าหยา มักเป็นลวดลายของดอกไม้งาม ตามวัฒนธรมตะวันออกที่มักเปรียบผู้หญิงเป็นดอกไม้ อีกทั้งดอกไม้ยังแทนความเป็นธรรมชาติและมีความหมายที่แตกต่างกัน เช่น ดอกกุหลาบแทนหญิงสาวในวัยที่งามเปล่งปลั่งเต็มที่ เช่นเดียวกับดอกมะลิซึ่งมีกลิ่นหอม ดอกบัวหมายถึงความงามบริสุทธิ์ผ่องใส ดอกเชอร์รี่ที่จะบานเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิแทนความงามของสาวรุ่น ดอกเบญจมาศแทนความยั่งยืนมั่นคงและความเป็นผู้ใหญ่ ดอกกล้วยไม้เป็นความงามแบบลึกลับ เป็นต้น

เสื้อย่าหยาในยุคปัจจุบัน จะตัดเย็บเข้ารูป เน้นความงามและสัดส่วนของผู้สวมใส่มากขึ้น ส่วนผ้าถุงนั้นยังคงเป็นผ้าปาเต๊ะเนื้อดี สีเข้ากับเสื้อ หรืออาจเป็นสีที่ช่วยขับให้เสื้อดูเด่นขึ้น

ปัจจุบันสตรีภูเก็ตนิยมสวมใส่ชุดย่าหยามากขึ้น ทำให้สตรีภูเก็ตมีความงามเป็นเอกลักษณ์ เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีเฉพาะของชนชาวภูเก็ตที่ไม่มีวันจางหายไปกับเสื้อผ้ายุคปัจจุบันที่หาเอกลักษณ์ไม่ค่อยพบ
คุณค่าของย่าหยา คือคุณค่าของมรดกในวันวาน แม้จะเป็นอดีต แต่เป็นอดีตที่รุ่งเรืองมากค่าด้วยวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น และยังส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นไม่เคยหยุดนิ่ง หรือขาดตอนขาดช่วงไป

ถ้าสภาพสตรีภูเก็ตโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่จะช่วยกันรักษาชุดย่าหยาให้เป็นมรดกที่สืบต่อชั่วลูกชั่วหลาน ก็จะยิ่งสร้างคุณค่าแห่งวัฒนธรรมการแต่งกายอันงดงามยิ่งนี้ตลอดไป


ขอขอบคุณ Daung_ta's photostream ที่เอื้อเฟื้อภาพประกอบบทความ

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทำไมต้องเรียกโสเภณีว่า "กะหรี่" ด้วย


เรื่องนี้มีคนเคยโทรศัพท์ไปถามอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ท่านจึงนำมาตอบในหนังสือ ภาษาของเรามีรายละเอียดว่า

"กะหรี่ ที่เป็นภาษาปาก อันหมายถึงหญิงโสเภณีนั้น คงพูดย่อมาจากคำว่า "ชอกกาลี" นั่นเอง ครั้งแรกผมก็คิดว่าคงจะมาจากภาษาแขกกะมังจึงได้ถามท่านศาสตราจารย์ ดร.บรรจบ พันธุเมธา ว่าเป็นคำในภาษาแขกหรือเปล่า ท่านก็บอกว่า เป็นคำในภาษาแขกแน่ แต่คำในภาษาแขกไม่ได้หมายถึงผู้หญิงโสเภณี เขามีคำว่า โฉกกฬา แปลว่า เด็กชาย และคำว่า โฉกกฬี แปลว่าเด็กหญิง

คำว่า โฉกกฬี ก็คงจะพอใกล้กลับภาษาปากของเราที่ชอบเรียกผู้หญิงสาว ๆ ที่หากินทางนี้ว่า อีหนู นั่นเอง

เข้าใจว่า คำว่า โฉกกฬี นี่เอง ที่ได้เพี้ยนมาเป็น ชอกกาลี และกร่อนมาเป็น กะหรี่ ในภาษาไทย แต่ในภาษาแขก คำว่า โฉกกฬี หาได้หมายถึงหญิงโสเภณีไม่ คำที่เขาใช้หมายถึงหญิงโสเภณีนั้น เขามีอีกคำหนึ่ง คือคำว่า รัณฑี (อันนี้ลอกมาจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม เล่ม ๘ ครับ)

ขั้นตอนและพิธีการเปิดร้าน/สำนักงานใหม่อย่างมีสิริมงคล


ก่อนได้ฤกษ์ เปิดร้านค้าใหม่ให้ดับไฟในร้านให้ทุกคนออกนอกร้าน รวมตัวกันที่หน้าร้าน สำนักงาน
เมื่อได้ ฤกษ์เปิดร้านให้ประธานเดินเข้าอาคารใหม่ จัดตั้งองค์พระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อื่น ๆ เพื่อให้ท่านช่วยคุ้มครอง ปกปักรักษา ให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ค้าขายดี


ในทางปฏิบัติ เราควรกำหนดจุดตั้ง และเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นไว้ล่วงหน้าเพื่อสะดวกในวันทำพิธี เปิดร้านใหม่ และจะได้ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เสร็จทันในฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่


*** ไม่แนะนำเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีลักษณะน่าเกรงขามมาก เช่น องค์กวนอูขี่ม้าศึกถือง้าว ฯลฯ ยกเว้น เป็นทางสามแพร่ง หากต้องการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาก่อน ให้ใส่กล่องทึบและวางไว้โต๊ะกลางร้าน เพื่อจะได้ไม่เกี่ยวข้องกับทิศทาง และหากอัญเชิญมาจากที่ร้านเก่าต้องดูฤกษ์อัญเชิญลงจัดของไหว้ถวาย ( ตามแต่ประเพณี / ความนิยมของบุคคล ) ดีที่สุด ควรเป็นผลไม้ 5 อย่าง ( ครบ 5 ธาตุ - ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ )ไม่ควรเป็นเนื้อสัตว์ เพราะเท่ากับเบียดเบียนชีวิตอื่นวันแรกให้จุดธูปจริง เทียนจริง เพื่อให้เกิดควัน ( ควันเป็นสื่อถึงแสดงออก ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเชิญได้รับรู้ ) และขอพร ( อย่าขอหลายอย่าง ให้ขอเท่าที่สำคัญและจำเป็น )


Tip เคล็ดลับ : ฝ่ายชาย ให้ขอ การค้าเจริญรุ่งเรืองฝ่ายหญิง ให้ขอ ลูกน้องบริวารดีเปิดใช้ microwave คือการเริ่มต้นอยู่กิน และหมายถึงมีกินมีใช้( ในสมัยโบราณจะใช้วิธีการถือ เตาถ่าน เปิดสำนักงาน แต่ปัจจุบันสามารถใช้วิธีนี้แทน )แนะนำ ต้มขนมอี๋ เพื่อเป็นสิริมงคลนั่งโต๊ะทำงาน ทำงานพอเป็นพิธี หมายถึง ค้าขายดี คนจีนบางกลุ่ม จะปิดการขายให้ได้อย่างน้อยหนึ่งราย ถือเป็นเคล็ดนำโชค บุคคลที่ถูกปะทะในฤกษ์ที่กำหนด ให้เดินตามหลัง ( อย่าเป็นผู้เดินนำหน้า หรือเป็นผู้ประกอบพิธี )หากที่ร้านทิ้งช่วงทำบุญมามากกว่า 1 ปี ควรดูฤกษใหม่ แต่หากทำต่อเนื่องทุกปีไม่ต้องดูฤกษ์


Tip เคล็ดลับ : แนะนำจัดถวายกฐินหรือผ้าป่าปีละครั้ง เท่ากับได้ทำบุญกันทุกคนทั้งออฟฟิศ ฤกษ์เปิดร้านค้า สามารถแบ่งออกเป็น


ขั้นตอนแรก ฤกษ์ภายใน ( ฤกษ์ตาม ระบบฮวงจุ้ย ) คือวันตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ( จัดทำกันเอง ไม่ต้องเชิญแขก )( เพราะฤกษ์ที่ได้ อาจไม่สะดวกกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น เป็นวันหยุด )


ขั้นตอนที่สอง ฤกษ์ภายนอก ( ฤกษ์สะดวก ) คือวันเปิดร้านค้าขาย ให้เป็นวันที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ฤกษ์ภายในและภายนอก อาจเป็นวันเดียวกัน หรือฤกษ์เดียวกันได้


การกระตุ้นโชคลาภในฤกษ์ เปิดร้านค้าใหม่ สามารถกระตุ้นโชคลาภได้โดยการจุดประทัดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 นัด ( หมายถึงโด่งดังอย่างต่อเนื่อง ) ในกรณีที่ไม่สามารถจุดประทัดได้ สามารถใช้ลูกโป่งหลายใบ แล้วทำให้แตกแทน ( มีเสียงดัง )

*** ต้องดูฤกษ์ และต้องคำนวณทิศจุดประทัดด้วย เหมาะกับฤกษ์เปิดทรัพย์ 4 ทิศ***


และข้อสำคัญผู้ที่ประกอบพิธีในการเปิดประตูร้านค้า ผู้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้จุดประทัดอาจจะไม่ใช่เจ้าของร้านก็ได้ ควรเลือกบุคคลที่มีประวัติหน้าที่การงานดี ทำธุรกิจประสบความสำเร็จมาเป็นประธานก็ได้ อันนี้ต้องปรึกษากับผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อน เพราะในบางครั้งดวงชะตาของผู้ทำพิธีอาจจะชงกันก็ได้ และที่สำคัญต้องพูดแต่คำที่เป็นสิริมงคลเท่านั้น คำว่า "เจ๊ง" "จน" "ซวย" อะไรๆที่ไม่ดีกับธุรกิจห้ามพูดโดยเด็ดขาด

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เปิดเอกสารลับ เซอร์ไอแซค นิวตัน พยากรณ์"วันสิ้นโลก!"


หลายสิ่งหลายอย่างที่ยอดอัจฉริยะนักวิทยาศาสตร์โลก "เซอร์ไอแซค นิวตัน" คิดและพูดเอาไว้ล้วนเป็นความจริง พิสูจน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีชื่อเข้าใจยากอย่าง ทวินาม ไฮเปอร์โบลา หรือการคิดค้น "กฎแห่งการเคลื่อนที่" อันลือลั่น ซึ่งเรียกกันสั้นๆ ว่า "กฎ 3 ข้อของนิวตัน" ไปจนถึงทฤษฎีที่คนทั่วโลกทั้งร่ำเรียน ได้ยินติดหูกันมานานหลายร้อยปี เช่น กฎแรงโน้มถ่วงและแคลคูลัส วันนี้ถ้า "นิวตัน" จะกระตุกเตือนบอกผ่านเอกสารบันทึกเก่าแก่.. โลกต้องถึงกาลอวสาน แตกดับลงไปภายในอีก 53 ปี..คุณจะเชื่อหรือไม่..!?เซอร์ไอแซค นิวตัน ชาวอังกฤษ อัจฉริยะแห่งศตวรรษที่ 17 ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์หลายสาขา ทั้งฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ จากโลกนี้ไปแล้ว 280 ปี แต่เอกสาร รวมทั้งบันทึกการค้นคว้า ความนึกคิดต่างๆ ยังคงได้รับการเก็บรักษาอย่างดี ส่วนหนึ่งถูกเก็บอยู่ในตู้นิรภัยของหอสมุดแห่งชาติ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล


ปัจจุบัน หอสมุดแห่งชาติอิสราเอล ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยฮิบรู เยรูซาเล็ม นำ "เอกสารนิวตัน : นิวตัน เปเปอร์ส" ตัวจริงที่เก็บรักษาไว้มาจัดนิทรรศการ "ความลับของนิวตัน" เปิดแสดงให้สาธารณชนได้เห็นกับตาตนเองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ภายหลังจากก่อนหน้านี้ มีเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่มีสิทธิได้เห็นเอกสารเหล่านี้"เอกสารนิวตัน" คงอยู่ผ่านความผันแปรแห่งยุคสมัยนับร้อยปี เปลี่ยนมือจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่น กระทั่งตกมาอยู่ในความดูแลของหอสมุดอิสราเอล ตั้งแต่ปีค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) ศาสตราจารย์ยามินา เบน เมนาเชม จากภาควิชาปรัชญา ม.ฮิบรู ผู้ทำหน้าที่บอกเล่าความเป็นมาของเอกสารชุดนี้ กล่าวว่าหลักที่นิวตันใช้พยากรณ์ "วันสิ้นโลก" หรือ "วันโลกแตก" และบันทึกไว้ในเอกสารเมื่อปีค.ศ. 1704 (พ.ศ. 2247) นั้น ไม่ได้ใช้หลักตรรกะทางคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ แต่เป็นการถอดรหัส ไขปริศนาถ้อยคำที่เขียนอยู่ใน "พระธรรมดาเนียล" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม (ไบเบิล)โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอดรหัสพระธรรมดาเนียล บทที่ 12 ซึ่งนิวตันตีความ ว่า โลกจะถึงคราวดับสูญภายหลังจาก "จักรวรรดิโรมัน" ก่อตั้งครบ 1,260 ปีโดยประมาณ เมื่อคำนวณดูแล้วจึงเท่ากับ โลกมนุษย์จะต้องแตกในปีค.ศ. 2060 (พ.ศ. 2603) หรือภายในเวลาอีกแค่ 53 ปีนับจากนี้ "โลกอาจดับสูญหลังจากนั้น แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นถึงเหตุผลใดที่โลกจะพบจุดจบเร็วกว่านั้นเช่นกัน


"สิ่งที่ข้าพเจ้าอ้างถึงไปนี้มิได้หมายมั่นจะยืนยันว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงเมื่อไร "แต่ทำไปเพื่อต้องการหยุดกลุ่มคนเพ้อฝันที่ชอบทึกทักทำนายวันสิ้นโลกขึ้นมาเองอยู่บ่อยๆ "กระทั่ง ทำให้คำทำนายอันศักดิ์สิทธิ์ต้องเสื่อมเสียไร้ความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปตาม คำทำนายผิดๆ ทั้งปวง" นิวตัน เขียนถึงเหตุผลที่ตัดสินใจพยากรณ์วันโลกแตกด้วยตนเอง


ศ.ยา มินา อธิบายว่า ในเอกสารยังมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า นิวตันมีความเชื่อในศาสนาอย่างลึกซึ้ง แม้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ตามหลักแล้วจะเชื่อเฉพาะในสิ่งที่พิสูจน์ได้ โดยบันทึกหัวข้อหนึ่ง นิวตันศึกษารายละเอียดโครงสร้างของวิหารยิวในเยรูซาเล็มอย่างเจาะลึกทุกมิติเพราะเชื่อว่าวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสะท้อนโครงสร้างจักรวาลอันไพศาล จากการตรวจสอบเอกสารพบพื้นเพความมุ่งมั่นทางวิทยาศาสตร์ของนิวตัน มีแรงผลักดันมาจากศาสนานั่นเอง นั่นเพราะเขาต้องการใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงทำอะไรกับโลกของเราบ้างตามความเข้าใจของนิวตัน การเข้าถึงพระองค์จึงสามารถกระทำได้ผ่านการศึกษาธรรมชาติและพระคัมภีร์ เพื่อหาหนทางเข้าถึงสัญญาณที่พระองค์ทิ้งเอาไว้


"นิวตันไม่เชื่อในเรื่องของ ตรีเอกภาพ เขาเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น แม้นพระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรแห่งพระเจ้า แต่พระเยซูก็ไม่ใช่พระเจ้า.. "นิวตันไม่แสดงความคิดนี้ต่อสาธารณชน เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ศาสนจักรเข้ามาขัดขวางการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเขา.."ในยุคสมัยนิวตัน มีผู้คนพูดถึงวันสิ้นโลกกันอย่างกว้างขวาง.. "นิวตันจึงมีความ คิดว่าพระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับวันสิ้นโลกเอาไว้แล้ว มนุษย์ไม่มีอำนาจจะไปเปลี่ยนแปลงหรือพยากรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น" ศ.ยามินา กล่าว

เราอาศัยอยู่ในกลียุคแล้ว : ทำนายฝันปัตถเวน ๑๖ ข้อ


ปางองค์ชินวงศ์พระจอมไตร อันอาศัยสาวัตถีบุรีสถาน ภิกษุสงฆ์สองหมื่นเป็นบริวาร พระสำราญอยู่ในเขตพระเชตุพน กรุงกษัตริย์ปัตถเวนไปทูลถามด้วยข้อความนิมิตคิดฉงน อภิวาทเบื้องพระบาทยุคล แล้วทูลฝันแต่ต้นไปจนปลาย


สมเด็จพระชินสีห์โมลีโลก จึงดับโศกกรุงดฃกษัตริย์ให้เสื่อมหาย แย้มพระโอษฐ์โชติช่อวิเชียรพรายสว่างฉายพระเขี้ยวแก้วแวววาว สว่างวับจับคันธุกุฎี พระรังษีเป็นเกลียวสีเขียวขาว อีกนิลแนบแซมหงส์เป็นวงวาว ทั้งแดงขาวสีเบญจรงค์พราย ข่มขี่ระสุริยงค์ จากโอษฐ์องค์งามละออเป็นช่อฉาย เผยพุทธบรรหารประทานนาย อันตรายนี้ไม่มีแก่บพิตร จะได้แก่ศาสนาตถาคต โดยกำหนดสองพันเศษสังเกตกิจ ราษฎรจะร้อนดังไฟพิษ จะวิปริตทุกอย่างต่าง ๆ เป็น


๑. ฝันว่าโคทั้งที่มีกำลัง แล่นประดัวมาโดยทิศนิมิตรเห็น จะชนกันแล้วหันห่างกระเด็น ต่างหลีกลี้หนีเร้นไปหายตัว ทรงภิปรายทายว่าฤดูฝน เมฆหมอกมนมืดมิดทุกทิศทั่ว ดังจะปลายสายพิรุณขุ่นเขียวมัว วายุพีดกลัดกลั้วละลายไป จะลำบากยากเย็นแก่ไพร่พล ด้วยฟ้าฝนไม่ตกมาในไร่ ทั้งต้นข้าวเต้าแตกเหี่ยวแห้งไป ผลมะม่วงมะปรางจะบางเบา เกิดข้าวยากหมากแพงทุกแหล่งหล้เา ฝูงประชาแค้นคับจะอับเฉา ด้วยมนตรีโมหาปัญญาเยาว์ ลำเอียงเอาอามิสไม่คิดธรรม์


๒. ฝันว่าไม้รุ่นเจริญผล ดูพิกลเหมือนไม้ในไพรสณฑ์ พระทรงสัตยตรัสทายทำนายฝัน ภายหน้านั้นชายหญิงจะทิ้งเหล่า จะคบชู้สู่หาสมาคม จะเสพย์สมกันแต่แรกพึ่งรุ่นสาว กุมารีจะมีบุตรแต่รุ่นราว ไม่ยืนยาวยากเย็นด้วยเข็ญมี


๓. ฝันว่าแม่โคคาวิน วอนขอนมลูกกินน่าบัดสี ทรงภิปรายทายว่า นิมิตนี้ไปภายหน้าจะมีเป็นแน่นอน พ่อแม่แก่ชรามาหาบุตร ทั้งที่สุดข้าวปลาและผ้าผ่อน ต้องมายอมปลอบขอเฝ้าง้องอน มันขอดข้อนสำคัญให้อับอาย พูดหยาบช้าต่อบิดาชนนี กล่าววาทีให้ช้ำทำฉลาย มิได้มีหิริโอตัปปะ ละอาย พูดหยาบคายขี่ข่มคารมพาล

๔. ฝันว่าโคใหญ่เคยไถนา ไม่นำพาปล่อยปละจากสถาน เอาลูกโคเทียมไถเข้าใช้การ ไม่เคยงานเสียรอยย่อยยับไป เดินดินแตกแยกข้ามคันนาหนี ไม่รู้ในท่วงทีทำนองไถ มีพุทธบรรหารว่า นานไปนเรศไทท้าวพระยาทุกธานี จะคบคนพาลปัญญาหยาบ ใจบ้าบาปหนุนคะนองให้ครองที่ นับถือว่าสุจริตความคิดดี ได้ท่วงทีพวกอุทานก็ลามรวน ถึงได้เป็นเสนาที่ปรึกษาความ ถ้าวู่วามตามศักดิ์แล้วหักหวนความชอบผิดมิได้คิดเป็นข้อควร เอาแต่ส่วนสินบลคนเข็ญใจ


๕. ฝันว่ามีม้านั้นสองปาก เห็นหญ้าหยากปากอ้าน้ำลายไหล บุรุษลองปองป้อนจนอ่อนใจ หยิบหญ้าหย่อนยื่นให้ไม่เว้นวาย มีพุทธฎีกาพยากรณ์ ผู้ตัดรอนความราษฎรสิ้นทั้งหลาย ระรวบรวมกันกินทั้งสองฝ่าย จะให้...แนะนำโจทก์จำเลย กินกันพลางทางข่มด้วยลมลวง เหนี่ยวหน่วงถามถึงแล้วนิ่งเฉย บ้างอาศัยใช้การจนนานเลยความก็เลยแห้งร้าวอยู่ค้างปี


๖. ฝันว่าสุวรรณณภาชุน์ทอง สุนัขปองขึ้นนั่งน่าบัดสี เอื้อนพระโอษฐ์โปรดพุทธวาที ว่าพาลาจะได้ที่เสนีย์นาย จะหยิ่งยศมาสำทับไม่นับปราชญ์ เสพสังวาสคบพาลประมาณหมาย เหมือนขมิ้นขยำน้ำปูนละลาย ทั้งไพร่นานจะคนองลำพองพาล


๗. ฝันว่ามีผู้พันเชือกหนัง อยู่เคหังเพิงพะในสถาน ปลายเชือกเสือกห้อยลงย้อยยาน สุนัขนอนใต้ร้านกัดดินไป ยิ่งฟั่นก็ยิ่งสั้นไปหมดสิ้น หายืดลงถึงดินนั้นไม่ได้ พระโลกุตตมาจารย์บรรหารไว้ว่านานไปจึงจะเห็นขุกเข็ญมี ชายมาหาลาภสักการที่บ้านเรือน หญิงก็เบือนบากบ่าย จำหน่ายหนี ทำแสนงอนซ่อนทรัพย์คิดอัปรีย์ ข่มขี่หยาบคายให้ชายกลัว ทำยอกยักลักทรัพย์ส่งให้ชู้ ตะแคงค่อมขู่ข่มเหงผัว ชายก็เขลาเมารักสมัครมัว เห็นผัวกลัวก็กลับข่มให้สมใจ


๘. ฝันว่าประชาชนตักน้ำ ช่วยกันปล้ำเทส่งลงตุ่มใหญ่ ตุ่มน้อยร้อยพันเรียงกันไป หามีใครเทใส่แต่สักคน พระวรญาณโปรดประทานประกาสิต และนิมิตทายเข็ญให้เป็นผล ว่าภายหลังเสนาเป็นนายพล ราษฎร์จะปล้นทรัพย์ใส่ในตุ่มโต ยิ่งได้มาจานเจือจนเหลือล้น ยิ่งยากจนยับนักลงอักโข เฝ้าระวังตั้งท่าแต่พาโล ที่ชื่อโชกลุ้มดังตุ่มน้อย


๙. ฝันว่าเห็นสระปทุมา มีหมู่กุ้งกุมภามัจฉาหอย วารีรอบขอบใสมิใช่น้อย กลางกลับถอยข้นขุ้นสนุ่นมี พระทรงญาณบรรหารให้เห็นเหตุ ว่าประเทศที่สุขเกษมศรี กษัตริย์ทรงสืบวงศ์ประเพณี เป็นบุรีที่ประชุมประชากร จะแรมร้างว่างราเป็นป่าแขม ทั้งคาแฝกแทรกแซมขึ้นสลอน ทางชลวิกลกลายเป็นชายดอน ราษฎร์จะร้อนแรมสุขทุกเดือนปี ด้วยกรรรมแรงแห่งสัตว์วิบัติเป็น ไม่เคยเห็นก็จะเห็นเป็นถ้วนถี่ น้ำที่กลางขุ่นข้นคือมนตรี จะย่ำยีบาฑาประชาชน จะรุกรานแก่ไพร่ใส่ระดม คิดข่มเอาทรัพย์อยู่สับสน ในเดือนนอกเดือนใช้อยู่เบื้องบน สุดจะจนที่จะทานด้วยการรุม การหลงแล้วไม่นานทำการนาย พวกไพร่ราษฎร์พลัดพรายไปส้องสุม จะกลับลี้หนีหน้าไปป่าชุม ประคองคุมพวกเข็ญได้เย็นใจ


๑๐. ฝันว่าเห็นคนนั่งหุงข้าว หม้อเดียวซาวหลากล้นพ้นวิสัย บ้างดิบสุกคลุกระคนปนกันไป บ้างก็เปียกบ้างก็ไหม้ไม่มีดี พระแย้มโอษฐ์โปรดพุทธฎีกา ว่าเทพาที่รักษาบุรีศรี พระเสื้อเมืองทรงเมืองเรืองฤทธี ประเพณีพลาดเพลี่ยงไม่เที่ยงทรรศ์ เทวัญอันอารักษ์ศาสนา จะรักษาแต่คนที่อาสัจจ์ ผู้ถือศีลสิกขาศีลลาวัตร มิตรที่รักจะตัดความรัก ฝูงราษฎร์จะอาพาธเจ็บไข้ เกิดมรณภัยทุกแห่งหน ประเพณีปีเดือนก็เปื้อนปน ฤดูฝนหนาวร้อนก็ผ่อนไป


๑๑. ฝันว่าอันแก่นจันทน์แดง ราคาแพงล้ำเลิศในต่ำใต้ ชายเขลาเอาพอแรงไม่แจ้งใจ ก็เอาไปแลกนมโคได้ง่ายดาย ทรงพระพุทธทำนายภิปรายโปรด ภายหน้าโสดหมู่สงฆ์สิ้นทั้งหลาย จะแนะนำพระธรรมอันเพริดพราย เที่ยวเร่ขายแลกทรัพย์มาซื้อกิน ไม่อดสูดูร้ายละอายบาป นิยมหยาบเอื้อมอาจประมาทหมิ่น ก่อกรรมกระทำตนให้มลทิล เหมือนอย่างกินยาตายไม่หมายเป็น


๑๒. ฝันเห็นน้ำเต้านั้นจมชล ดูพิกลไม่เคยพบประสบเห็น จะเกิดความยากล้ำเหลือลำเค็ญ สิ่งที่เย็นกลับร้อนทั่วธานี คือนักปราชญ์ผู้รู้ธรรมจะต่ำต้อย พาลาลอยเฟื่องฟูชูศักดิ์ศรี ผู้พงศาตระกูลประยูรมี จะลี้ลับเสื่อมสูญประยูรยศ คนพาลจะราญเริงบรรเทิงหนา เจรจาผิดธรรมไม่กำหนด ใครปลอกปลิ้นลิ้นลมเป็นคนคด รู้โป้ปดกลอกกลับจึงรับกัน


๑๓. ฝันว่าคีรีน้อยนั้นลอยน้ำ ประหลาดล้ำหลากใจที่ในฝัน ทรงพระบรรหารให้เห็นพลัน ภายหน้านั้นผู้มีศักดิ์จะรักพาล จะยกย่องหมู่ชาติอันต่ำช้า เป็นเสนาผู้ใหญ่ในสถาน ให้ยศศักดิ์สืบสายเป็นนายการ ได้ท่วงทีพวกพาลสำราญใจ


๑๔. ฝันว่าเห็นกบพบงูร้าย แล้วตามล้วงกินจนสิ้นไส้ พระแย้มโอษฐ์โปรดตามภิปรายไป ภายหน้าไซร้หญิงพาลจะราญชาย ประมาทหมิ่นลิ้นลมข่มให้กลัว จะใช้ผัวต่างทาสดังมาตรหมาย ผัวสมานน้ำใจมิให้ระคาย หญิงร้ายยิ่งลามคำรามรณ


๑๕. ฝันว่าพญาเหมราชเข้าปนฝูงปักษาน่าฉงน น้อมเคารพนบนอบแล้วยอบตน เข้าระคนคบค้าด้วยพาพาล องค์สมเด็จพระอิสสโรพระโมลี จึงเผยพุทธวาที่มีบรรหาร ว่าผู้ดีมีตระกูลนั้นจะบรรดาล ว่าคนพาลจะย่ำยีคนปรีชา สันดานทาสชาติร้ายจะได้ดี จะข่มขี่ผู้มีวงศ์และพงศา คนปราชญ์จะหลีกตัวกลัววาจา พวกพาลาดีได้ดีไม่มีอาย


๑๖. ฝันว่าเห็นเนื้อสมันนั้น ไล่เสือพยัคฆ์เบือนหน้าเข้าป่าหาย มีพระพุทธบรรหารประทานทาย ว่าศานุศิษย์ทั้งหลายจะสู้ครู จะหักหายผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย สำทับถ้อยขี่ข่มคารมสู้ ยกย่องกายหมายประกวดอวดอ้างรู้ จะลบหลู่ขู่ซ้ำด้วยคำพาล สงฆ์ทรงศีลบริสุทธิ์จะทรุดเศร้า ผู้เป็นเจ้าหลีกจากถิ่นสถาน ซึ่งบพิตรนิมิตสิบหกประการ ไม่มีเหตุเพทพาลในพระองค์ จะได้แก่โลกทั้งหลายในภายหน้า จำไว้พิจารณาอย่าลืมหลง จะเสื่อมสูญเมธีกวีวงศ์ และฝูงหงส์พงศ์ประยูรตระกูลพราหมณ์ จะเฟื่องฟูเชยชมนิยมหยาบ แบกแต่บาปหาบนรกยกขึ้นหาม กองกรรมก็จะนำสนองตาม จะลงหนังสุนัขถามเมื่อยามตาย พระไตรรัตน์จะวิบัติหม่นมัวหมอง ไม่ผุดผ่องแผ้วผาดสะอาดฉาย ศักราชคำรบนั้นสองพันปลาย จะต้องพุทธทำนายไว้แน่เอย
(ลองคิดดูสิว่า ณ เวลานี้ทั้ง ๑๖ ข้อล้วนเกิดขึ้นจริงแล้วทั้งสิ้น จริงหรือเปล่า)

ที่มาของคำว่า "อัดถั่วดำ"


จาก 108 ....ซองคำถามเล่ม 8 สำนักพิมพ์สารคดี


๘๕๕.........จากถั่วดำถึงตุ๋ยเพราะเหตุใดจึงเรียก "อัดถั่วดำ".......(ไม่ลงชื่อ/กรุงเทพฯ)


...คำนี้ ฮิตติดตลาดมา ๖๐ กว่าปีแล้ว ต้นเรื่องมาจาก ชายผู้มีชื่อเล่นว่า "นายถั่วดำ" ทำวิตถารกับเด็ก ๆ ดังที่ปรากฏข่าวใน หนังสือพิมพ์ ศรีกรุง ฉบับประจำวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ มีรายละเอียดว่า


.......เมื่อวันที่ ๑๘ เดือนนี้ เวลา ๑๘ น. ร.ต.ท. แสวง ทีปนาวิณ สารวัตร สถานีตำรวจป้อมปราบ ได้จับตัว นายการุณ ผาสุข หรือ นายถั่วดำ ตำบลตรอกถั่วงอก อำเภอป้อมปราบ มาไต่สวนยัง สถานีป้อมปราบเหตุที่นายการุณ หรือถั่วดำ ถูกจับนั้น ความเดิมมีว่า ร.ต.ท. แสวง เห็นห้องแถวเช่า ซึ่งนายถั่วดำ เช่าอยู่ มีเด็กชายตั้งแต่ ๑๐ ถึง ๑๖ ปี อยู่ในห้องมากมาย จึงสงสัยว่า เด็กชายเหล่านั้น จะเป็นเด็กที่ ประพฤติในทางทุจริต ร.ต.ท.แสวง ได้ออกสืบสวนอยู่ ๒-๓ วัน จึงทราบว่า นายถั่วดำ เป็นคนไม่มีภรรยา และเป็นผู้ชักชวนเด็ก ๆ ผู้ชาย ไปดูภาพยนตร์บ้าง ซื้อของเล่นบ้าง ให้ขนมรับประทานบ้าง แล้วก็พากันมาที่ บ้านพัก ของนายถั่วดำ ก็กระทำการ สำเร็จความใคร่ แก่เด็กชาย ที่พามาเสียก่อน และต่อจากนั้นแล้ว ก็จะจัดเด็กเหล่านั้น รับสำเร็จความใคร่ กับแขกบ้าง เจ้าสัว และจีนบ้าบ๋าบ้าง พวกที่มา ต้องเสียเงินเป็นรางวัล ให้แก่นายถั่วดำ เยี่ยงหญิงโสเภณีจากนั้นคำว่า "ถั่วดำ" ก็กลายมาเป็น ศัพท์เฉพาะ ที่รู้ทั่วกันว่า หมายถึง การเสพสม ทางทวารหนัก เมื่อต้นปี ๒๕๔๑ ก็มีข่าว ข้าราชการ ชื่อเล่นว่า "ตุ๋ย" ทำมิดีมิร้าย กับเด็กชาย หนังสือพิมพ์ก็ใช้คำ "ตุ๋ย" พาดหัวข่าว แทนความหมายดังว่า อยู่พักหนึ่ง คำนี้ จะได้รับความนิยมสู้ "ถั่วดำ" ได้หรือไม่ เราคงต้อง ติดตามกันต่อไป

พิธีเสริมสิริมงคลอย่างง่ายที่คุณสามารถทำได้เอง


พิธีเสริมมงคลที่ผมจะแนะนำให้ เป็นวิธีที่ทุกท่านสามารถทำกันเองได้เลย และมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก สะดวกทำวันไหน ช่วงไหนก็ได้ครับอุปกรณ์ที่ต้องจัดเตรียมมีดังนี้


1. น้ำเปล่า 1 ขัน


2. กำเช่า (ชะเอม) จำนวน 5 ก้าน ใน สมัยก่อนการผสมตัวยาแรงๆ เข้าด้วยกัน จะใช้กำเช่าเป็นตัวช่วยครับ ดังนั้นกำเช่า จึงมีหน้าที่เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร ส่วนจำนวน 5 ก้าน มีความหมายถึง ครบธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ และธาตุไฟ


3. ก้านทับทิม ต้องมีใบติดมาด้วย


เมื่อ ได้อุปกรณ์ครบแล้ว ให้นำกำเช่าใส่ลงในขันน้ำ ทิ้งไว้สักพัก แล้วใช้ก้านทับทิมจุ่มลงไปในน้ำ พรมให้ทั่วตัวบุคคลและสถานที่ หลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้ว นำกำเช่า และก้านทับทิมไปทิ้งใต้ต้นไม้กำเช่า สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาจีนทั่วไปครับ จะขายเป็นขีด สามารถแบ่งมาใช้ส่วนที่เหลือใช้ครั้งต่อไปได้

กรรมที่ทำให้เราไม่เจอเนื้อคู่ - สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี‏


ชาติที่แล้วเราไปผูกมัดใครไว้บ้างก็ไม่รู้ด้วยคำสัญญา เช่น เราจะรักกันทุกชาติไป โดยหารู้ไม่ว่ากรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ชาติภพใหม่ก็เลยแตกต่างกันไป แต่คำมั่นที่สาบานยังอยู่ อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณยังเป็นโสดจนทุกวันนี้ ลองสวดมนต์บทนี้ดูอาจจะดีขึ้นนะ คำขอขมาและอธิษฐานจิต อธิษฐานหน้าพระพุทธรูป หรือสวดก่อนนอนก็ได้


( นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ )


สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต


หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกิน บิดา-มารดา ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรดอโหสิกรรมข้าพเจ้าด้วย หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา ขออนุญาตมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐาน คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมี ในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติ ปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลก ทางธรรมตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ


หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้ ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาต และคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร


คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ แต่ละคนมีเจ้ากรรมนายเวรที่แตกต่างกัน การสวดขอขมาเพื่อลดและปลดหนี้กรรมให้น้อยลง ( คาถา บทนี้ เป็นคาถาที่ใช้สำหรับขอขมาพระรัตนตรัย และใช้เพื่อถอนคำสาปแช่ง ในอดีตชาติ ที่ติดตามมา เพราะเราไม่รู้ว่าเคยได้ ล่วงเกินปรามาสใครไปบ้างก็ไม่รู้ ไม่เว้นแม้กระทั่ง พระพุทธองค์ พระอรหันต์ พ่อ แม่ เป็นต้น เพราะบางคนทำการใดๆ มักมีอุปสรรค หรือมักมีคนไม่ชอบหน้า

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช : บุคคลที่มีรูปร่างต้องตามพุทธลักษณะมากที่สุด


ตามที่ท่านได้ทราบกันอยู่แล้วว่า ในหนังสือหลายเล่มได้กล่าวถึงพระสัญญาวิปลาสของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นเนื่องด้วยความสนพระทัยในวิชากรรมฐาน แต่เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)แล้ว ปรากฏว่ามีการบันทึกเกี่ยวกับพระสรีระของพระองค์ว่าต้องตามพุทธลักษณะหลายประการดังความว่า

“...................แล้วตรัสประภาษถึงพระกรรมฐานว่า พระนาภีพระองค์นั้นแข็งไป กระแหมบมิเข้าผิดกับสามัญโลกทั้งปวง อัศจรรย์นี้ต้องด้วยพระบาลีในพระกรรมฐาน

แล้วตรัสถามพระราชาคณะด้วยพระรูปพระลักษณะ ทรงพระฉายดูเห็นพระปริมณฑลฉะนี้ จะต้องด้วยพระบาลีว่าอย่างไร พระราชาคณะถวายพระพรว่า พระบาลีพระลักษณะสมเด็จพระพุทธเจ้า พระรูปนั้นเปรียบประดุจต้นไทร ปริมณฑลมิได้สูงต่ำมิได้ยาวสั้น มีพระลักษณะหนา ๗ ประการ คือ พระกรขวาหนึ่งซ้ายหนึ่ง พระบาทขวาหนึ่งซ้ายหนึ่ง พระอังสาขวาหนึ่งซ้ายหนึ่ง พระอุระหนึ่ง เป็น ๗ ประการด้วยกัน จึงทรงพระกรุณาให้หล่อพระพุทธรูปจงต้องด้วยพระพุทธลักษณะให้พระสังฆราชเอาพระบาลีออกมากางให้ช่างทำ

อนึ่งพระสังฆราชแปลพระบาลีพระพุทธลักษณะถวาย พระลักษณะใหญ่ ๓๒ ประการ พระลักษณะอย่างน้อย ๘๐ ประการ จึงทรงดูในพระองค์ต้องด้วยพุทธลักษณะ คือสูญเท่าวาของพระองค์สิ่งหนึ่ง มีเส้นพระอุณาโลมหว่างพระโขนงขาวอยู่เส้นหนึ่ง พระนาภีเวียนขวาเป็นทักษิณาวรรต ๑ แลพระปฤษฎางค์ใหญ่ ๑ ฝ่าพระหัตถ์ ฝ่าพระบาท พระพาหา พระอุระหนาทั้งเจ็ดประการ ก็ต้องด้วยพระพุทธลักษณะทั้งเจ็ดสิ่ง และพระปรางหนาอิ่มเป็นปริมณฑล ๑ เมื่ออ่านพระบาลีและชันสูตรพระองค์ไปทุกประการ ก็ต้องด้วยพระพุทธลักษณะ ๑๒ สิ่ง ที่ไม่ต้องก็ทรงบอกว่าไม่ต้อง.......”

และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระองค์เข้าพระทัยว่าตนเองนั้นบรรลุพระโสดาบันได้ แต่ไม่มีใครทราบความจริงนี้ได้หรอกว่า แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

ธรรมเนียมการตั้งเครื่องพระกระยาเสวยของพระมหากษัตริย์

จากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ซึ่งเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)ได้เรียบเรียงขึ้นนั้นความตอนหนึ่งได้กล่าวถึงเรื่อง “ออกพระราชกำหนดเกี่ยวกับเครื่องราชูปโภคและเครื่องเสวย” ไว้ว่า

“.............หนึ่งให้เจ้าพนักงานพระกระยาเสวยนั้น เมื่อหุงพระสุธาโภชน์แลแต่งเครื่องที่จะเสวยได้แลเสวยมิได้ ตามตำราห้ามทั้งเจ็ดวัน ในวันข้างขึ้นข้างแรมเสร็จแล้ว ให้ประทับตราประจำหม้อเครื่องแล้ว ส่งให้เจ้าพนักงานผู้ใดคด จึงให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดูตราประจำก่อน มิได้เห็นเป็นอันตรายประการใดแล้ว จึงให้คดเครื่องแล้วให้จดหมายเครื่องลงทุกประการ แล้วให้เจ้าพนักงานอันมีสติปัญญาซื่อสัตย์มั่นคง เทียบเครื่องตรวจตราดูทุกสิ่ง เห็นว่าไม่มีเหตุแล้ว จึงให้ประทับตราประจำเครื่องทั้งปวงส่งให้เจ้าพนักงานผู้เชิญเครื่องแล้ว ให้เจ้าพนักงานผู้ตั้งเครื่องถวายพิจารณาดูดวงตราเห็นว่าดีอยู่แล้ว จึงให้เปิดเครื่องออกตั้งถวาย เครื่องซึ่งจะเสวยได้นั้นให้จัดไว้ฝ่ายขวา เครื่องซึ่งต้องห้ามนั้นให้จัดไว้เบื้องซ้าย ครั้นเสวยแล้วเมื่อจะเชิญเครื่องกลับ ให้จดหมายไว้ว่าเวลานี้ เสวยสิ่งใดมากน้อยเท่าใด ให้เจ้าพนักงานเครื่องทั้งปวงเร่งทำตามพระราชกำหนดกฎหมายนี้ จงทุกประการ ถ้าแลมิได้ทำตามพระราชกำหนดนี้ ขาดแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ก็เอาตัวเป็นโทษตามโทษานุโทษ......”

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คำว่า "กำหนดการ" และ "หมายกำหนดการ" มีความหมายและการใช้ ต่างกันอย่างไร


กำหนดการ เป็นเรื่องของการบอกขั้นตอนการจัดงานต่าง ๆ หรือขั้นตอนของงานที่จะต้องทำไปตามลำดับเวลา เช่น กำหนดการพิธีไหว้ครู จะเริ่มจากผู้ร่วมพิธีมาพร้อมกันตอนกี่โมงกี่นาที ประธานมาถึงเวลากี่โมง เริ่มประกอบพิธีกี่โมง และแต่ละช่วงเวลาของกำหนดการมีรายละเอียดพิธีอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ทราบกำหนดเวลาและขั้นตอนของพิธี

หมายกำหนดการ เป็นเรื่องลำดับขั้นตอนของงานพระราชพิธี ที่จะต้องอ้างพระบรมราชโองการเสมอ ด้วยการขึ้นต้นข้อความในเอกสารว่า “นายกรัฐมนตรี หรือเลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า...”

หมายกำหนดการจึงใช้เฉพาะพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จฯ พระเจ้าอยู่หัว มิใช่ใช้กับสามัญชนอย่างที่ใช้สับสนกันอยู่จนเห็นเป็นปกติธรรมดา