ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม...ที่นี่

Custom Search

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เรื่องสั้นเร้นลับ ตอน คาถาหัวใจผี


เป็นเวลาเกือบครึ่งปีแล้วที่ “วุฒิศักดิ์”ข้าราชการชั้นผู้น้อยเพิ่งบรรจุใหม่มาได้เกือบ ๕ ปีนั้นถูกกดดันอย่างรุนแรงจากเจ้านาย มันผิดด้วยหรือที่เขาจะดำเนินชีวิตตามอุดมการณ์ที่เขาเคยวาดไว้อย่างสูงส่ง แต่ในชีวิตจริงแล้วทุกอย่างที่เคยเรียนมานั้นกลับตาลปัตรไปเสียสิ้น คนทำดีก็ได้แค่ครึ่งขั้นปกติในขณะที่พวก “ลิ้นกระดาษทราย น้ำลายเชลแล็ค”นั้นได้ ๒ ขั้นทุกปี ครั้นจะไปถามเจ้านายในกองฯน่ะหรือ “จิ๋ม”หรือ “ผ.อ.จิ๋ม”ก็จะโยกโย้เฉไฉไปได้สารพัดชนิดน้ำกลิ้งบนใบบอน บอกว่าคนโน้นดีอย่างโน้น คนนี้ดีอย่างนี้ ทั้งที่จริงแล้วผลงานของพวกที่ได้สองขั้นเหล่านั้นก็มาจากการซื้ออาหารเช้าและชงกาแฟให้ ผ.อ.หรือไม่ก็มาจากการขัดรองเท้าส้นสูงให้แวววาวและไปซื้อของหรือไม่ก็เดินถือของเป็นบริวารติดสอยห้อยท้าย ผ.อ.จิ๋มไปนั่นเอง ในขณะที่เขานั่งพิมพ์งานและตรวจสอบบัญชีอยู่ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีค่าล่วงเวลาด้วยซ้ำ
ทุกเช้าที่วุฒิศักดิ์ตื่นขึ้นมา เขาแทบอยากให้ทุกวันนั้นเป็นวันหยุดราชการหรือไม่ก็ลาออกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่เขาทำไม่ได้ด้วยเพราะความเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นแค่ลูกจ้างธรรมดาๆเท่านั้น วันที่เขาสอบบรรจุได้นั้น แม่กลั้นน้ำตาไม่อยู่กอดเขาด้วยความภูมิใจ และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้วุฒิศักดิ์มีกำลังใจที่จะพาร่างอันไร้จิตใจไปยังที่ทำงาน
ย้อนไปเมื่อปีกลาย มีการเขียนรายงานการปฏิบัติงานในหน้าที่รับผิดชอบเพื่อนำเข้าสู่การประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนนั้น วุฒิศักดิ์ได้เขียนระบายความคับแค้นใจลงไปในส่วนที่เป็นคำถามเกี่ยวกับปัญหาในการบริหารงานในกองฯและกระดาษแผ่นนั้นของเขาก็ได้รับการนำเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ในการประชุมของสังกัดสูงสุดที่เขาทำงานอยู่ ผ.อ.จิ๋มถูกตำหนิอย่างรุนแรงต่อหน้าที่ประชุม หลังจากนั้นวุฒิศักดิ์ก็ได้แค่เลื่อนขั้นตามปกติโดยไม่มีขั้นพิเศษมาตลอด ทั้งๆที่ผลงานของเขาอยู่ในระดับที่ดีเด่นกว่าคนอื่นๆในกองฯ มีข่าวซุบซิบสารพัดเกี่ยวกับความบาดหมางระหว่างเขากับผ.อ.จิ๋ม แม้วุฒิศักดิ์จะพยายามเอาหูไปนา เอาตาไปไร่แต่มันก็อดไม่ได้ที่เขาอยากจะรู้ว่าคนอื่นๆคิดอย่างไร
“คาถาหัวใจผี เป็นคาถาโบราณมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระโกศ พวกเสือป่าแมวเซาเวลาออกลาดตระเวนใช้เพื่อสืบข่าวจากฝ่ายข้าศึกศัตรูโดยใช้วิธีการเลี้ยงภูติผี เมื่อว่าคาถาบทนี้แล้วจะทำให้หูนั้นได้ยินเสียงของภูติผีมาบอกกล่าวในสิ่งที่ตนเองต้องการทราบ บริกรรมคาถาบทนี้ ๑๐๘ คาบเสกน้ำมันหอมหยอดหูทั้งสองข้างเป็นเวลา ๑๐๘ วัน แล้วจะทำให้มีหูทิพย์ แต่หากผู้ใช้ไม่รู้จักสำรวมสมาธิให้ดีหรือเลี้ยงภิผีไม่ดีจะทำให้หูแว่วกลายเป็นคนเสียสติคลุ้มคลั่งและภูติผีที่เคยเชื่อฟังจะกลับมารังควานผู้ที่หยอดน้ำมันหอมได้”
วุฒิศักดิ์มองไปตามตัวอักขระโบราณที่ถูกเขียนด้วยหมึกจีนบนสมุดไทยขาวเล่มเก่าคร่ำคร่าที่ปู่ของเขามอบให้ก่อนตายเมื่อนานมาแล้ว ตระกูลของวุฒิศักดิ์นั้นสืบเชื้อสายมาจากพราหมณ์เก่าในกรุงศรีอยุธยาที่อพยพมาอยู่ที่เมืองนี้เมื่อคราวกรุงแตก แม้เป็นเพียงเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาเป็นทอดๆแต่สมุดไทยขาวเล่มนี้ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง
คืนหนึ่งในวันเพ็ญเดือนสิบสอง เสียงเพลงจากงานรื่นเริงแว่วมาที่ห้องเช่าราคาถูกของวุฒิศักดิ์แต่ในใจของเขานั้นคิดว่าวันสำคัญที่สุดของเขามาถึงแล้ว วุฒิศักดิ์หอบลังกระดาษลังใหญ่เดินขึ้นไปตามบันไดหนีไฟซึ่งปลายทางคือดาดฟ้าของอพาร์ทเมนต์นั่นเอง เขาล็อคประตูบันไดเพื่อกันเผื่อจะมีใครขึ้นมาในระหว่างการทำพิธีของเขา วุฒิศักดิ์หยิบอุปกรณ์ต่างๆขึ้นมาอย่างทะนุถนอม วันนี้จะเป็นวันที่ ๑๐๘ แล้วที่จะทำให้เขามีหูทิพย์จากคาถาหัวใจผี
เวลาเกือบเที่ยงคืนของวันเพ็ญเดือนสิบสอง ดวงจันทร์ส่องแสงงามเด่น ท้องฟ้าดูสว่างเหมือนกลางวัน ไม่มีเมฆหมอกใดๆทั้งสิ้นเหมือนจะมีเทพยดาลงมาประทานพรให้วุฒิศักดิ์ประสบความสำเร็จ เสียงบริกรรมคาถาดังหึ่งๆแข่งกับเสียงหรีดเรไร นานๆครั้งจะมีเสียงตูมตามจากการจุดพลุเฉลิมฉลอง และแล้วเมื่อเวลาเที่ยงคืนพอดี เขาก็ค่อยๆหยิบบาตรน้ำมนต์ที่บรรจุน้ำมันหอมอยู่ภายในขึ้นเหนือศีรษะแล้วเอาใบมะตูมจุ่มลงไป จากนั้นนำน้ำมันหอมที่ติดใบมะตูมหยอดใส่หูทั้งสองข้าง เป็นเวลาเดียวกับที่พลุสิบสองลูกถูกจุดขึ้นพร้อมๆกัน แสงพลุกระทบแววตาที่ชาเย็นของวุฒิศักดิ์ ไร้การกระพริบเหมือนแก้วที่มีหน้าที่สะท้อนแสงไฟเท่านั้น
วันรุ่งขึ้นที่สำนักงานที่วุฒิศักดิ์ทำงาน เขานั่งกระหยิ่มใจตลอดเวลา ขณะนี้หูของเขาได้ยินทุกถ้อยคำที่เขาอยากรู้แล้ว แม้จะมีเสียงที่เขาไม่อยากฟังเข้ามา แต่เมื่อสำรวมสมาธิเท่านั้นเสียงต่างๆก็จะอันตรธานหายไปเหลือแต่เพียงเสียงจากประเด็นเดียวที่เขาต้องการ ซึ่งดวงจิตของเขานั้นค่อนข้างจะควบคุมได้ง่าย
“เมื่อเช้าไอ้วุฒิมันโดน ผ.อ.จิ๋มด่าอีกแล้วว่ะ”
“สมน้ำหน้ามัน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
“ก่อนมันทำไม่รู้ว่าใช้หัวแม่เท้าคิดหรือไงนะ”
“พี่เคยเตือนมันแล้ว แต่มันก็ไม่เชื่อ”
“เห็นว่าจะถูกแป๊กเงินเดือนด้วย น้องปิ๊กคุยกับพี่เมื่อวาน”
“ตอนนี้ใครรู้ข่าว ผ.อ.จิ๋มจะทำผลงานผู้บริหารดีเด่นระดับประเทศบ้างล่ะ”
“เห็นว่าเกณฑ์คนทำงานกันจ้าละหวั่นเลย”
“เขาสร้างภาพเก่ง ไม่มีปัญหาหรอกกะอีแค่รางวัลนี้”
“ฉันก็ว่าอย่างนั้น เห็นว่ามะรืนนี้ก็ตัดสินแล้วนะ”
พลันวุฒิศักดิ์ก็ได้ความคิดอันแยบคาย เขาจดเบอร์อีเมล์ของกรรมการสูงสุดในการตัดสินครั้งนั้นแล้วรีบบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปที่ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ในอีกอำเภอหนึ่งอย่างรวดเร็ว
สามวันต่อมารางวัลผู้บริหารดีเด่นระดับประเทศก็หลุดลอยไปจาก ผ.อ.จิ๋ม ทั้งๆที่เป็นตัวเต็งมาโดยตลอดมีข่าวซุบซิบว่า มีคนส่งอีเมล์ไปหาประธานกรรมการตัดสินแฉเรื่องที่ ผ.อ.จิ๋ม ทุจริตเงินในโครงการต่างๆและสร้างหลักฐานเท็จพร้อมทั้งแนบคลิปวิดีโอขณะที่ ผ.อ.จิ๋มแสดงอาการเกรี้ยวกราดและด่าลูกน้องด้วยถ้อยคำเสียๆหายๆในการประชุมของกองฯ แต่นั่นกลับเป็นประกายไฟที่จุดลงในระเบิดอารมณ์ของ ผ.อ.จิ๋มให้เกลียดวุฒิศักดิ์มากขึ้นกว่าเดิม วันหนึ่งขณะที่เขากำลังปรึกษางานกันอยู่ ผ.อ.จิ๋มก็รี่เข้ามาตบโต๊ะดังปังใหญ่ ฉับพลันคนที่แวดล้อมก็หายไปสิ้นเหลือแต่เขานั่งประจันหน้ากับ ผ.อ.ตัวร้ายที่เขามองเหมือนคางคกตัวใหญ่ที่กำลังจะพ่นพิษใส่แมลงเล็กๆอย่างเขา
“ฉันรู้นะว่าเธอน่ะเป็นคนส่งบัตรสนเท่ห์ไปให้กรรมการ แกกล้าดียังไงถึงได้ทำกับฉันแบบนี้”
“แล้ว ผ.อ.กล้าดียังไงถึงได้ทำกับผมแบบนี้ล่ะ มันก็สมควรแล้วแหละ การกระทำแบบนี้เหรอจะคู่ควรกับตำแหน่งผู้บริหารดีเด่น”
“แกกล้ามากนะ รับรองว่าฉันจะทำให้แกอยู่อย่างไม่เป็นสุขแน่นอน”
“แน่ใจเหรอว่า ผ.อ.จะทำอะไรผมได้ ผ.อ.นั่นแหละเตรียมตัวอยู่อย่างไม่เป็นสุขได้เลย”
จะด้วยเหตุผลใดไม่อาจจะอธิบายได้ ผ.อ.จิ๋มกลายเป็นคนเก็บตัวและมีท่าทีไม่ค่อยเป็นมิตรมากกว่าเดิม เมื่อมีใครจับกลุ่มพูดอะไรก็ตามแม้แต่เรื่องละครโทรทัศน์เมื่อคืนหรือเรื่องสียาทาเล็บใหม่ที่เพิ่งไปเข้าร้านเสริมสวยมาเมื่อวาน แกจะมีอาการหวาดระแวงเหมือนกับว่าทุกคนกำลังนินทาว่าร้ายแกอยู่ บางครั้งแกจะพร่ำเพ้อไปต่างๆนานา เวลากินข้าวก็ต้องมีคนยกใส่ถาดเข้าไปให้กินในห้องส่วนตัวจากเดิมที่มักจะมานั่งกินที่โต๊ะกลางห้องสำนักงานห้อมล้อมด้วยบริวารที่จัดเตรียมอาหารรสเลิศมาบริการ มาระยะหลังแกก็ปิดม่านบังตาหมด จากที่ปกติจะเปิดไว้คอยจับผิดพฤติกรรมของลูกน้อง
สภาพของ ผ.อ.จิ๋มตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับซากคางคกที่นอนพังพาบหายใจโรยๆรอวันที่มัจจุราชจะมารับกลับไปยังขุมนรก โดยมีวุฒิศักดิ์คอยยิ้มเยาะที่มุมปากเมื่อนำเอกสารเข้ามาให้แกเซ็น เขาเองสังเกตว่าบนโต๊ะของ ผ.อ.จิ๋มมียาระงับประสาทตั้งอยู่ซองใหญ่ จากผู้บริหารที่เคยเป็นที่นับหน้าถือตาด้วยความเป็นคนเล่นละครเก่งกลายเป็นหมาหัวเน่าที่ไม่มีใครสนใจแม้แต่ลูกผัวของตัวเอง
และแล้วอวสานของ ผ.อ.จิ๋มก็มาถึงเมื่อเวลาบ่ายโมงของเช้าวันจันทร์ “กุ๊ก”เลขาหน้าห้องนำถาดอาหารเข้าไปให้ ผ.อ.จิ๋มทานเหมือนปกติกรีดร้องดังลั่นจนทุกคนกรูกันเข้ามาดู ภายในห้องส่วนตัวของ ผ.อ.จิ๋มคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดสดๆ ผ.อ.จิ๋มนั่งตาเหลือกลานจ้องเขม็งมาที่หน้าประตู ในมือกำมีดปอกผลไม้เปื้อนเลือดไว้แน่น ที่น่าสยดสยองคือใบหูทั้งสองข้างของแกถูกเฉือนไม่มีชิ้นดี ส่วนรูหูก็มีร่องรอยของการเอามีดปอกผลไม้นั้นคว้านเข้าไปข้างในจนเป็นรูกลวง เลือดไหลไม่หยุดเปื้อนเสื้อบาติกสีแดงชุ่ม ปากของ ผ.อ.จิ๋มเองพึมพำแต่คำว่า “พอทีๆหยุดพูดได้แล้วๆ” ทุกคนถูกตรึงอยู่กับภาพนั้นจนแทบไม่ได้ยินแม้เสียงลมหายใจของใคร
หนึ่งสัปดาห์ต่อมาหลังงานฌาปนกิจศพ ผ.อ.จิ๋ม ตำรวจและทีมแพทย์ก็สรุปสาเหตุการเสียชีวิตของ ผ.อ.ว่าเกิดจากอาการหลอนทางจิตประสาทจนทำให้หูแว่วว่ามีคนกำลังนินทาตัวเองอยู่ แต่ผู้ที่รู้ดีว่า ผ.อ.จิ๋มตายด้วยสาเหตุใดนั่นคือ “วุฒิศักดิ์”นั่นเองที่มีท่าทีร่าเริงขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะทุกครั้งที่มองไปยังห้องที่ ผ.อ.จิ๋มเคยใช้เป็นห้องส่วนตัว
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx
กุ๊กค่อนข้างจะหวาดๆหลังเหตุการณ์วันนั้นจึงชวนพนักงานคนหนึ่งเข้าไปหยิบเอกสารที่ยังหลงอยู่ในห้องของ ผ.อ.จิ๋มที่กำลังจะถูกปิดตาย เพราะคงจะไม่มีใครกล้าเข้าไปใช้ห้องที่มีคนตายมาก่อนเป็นแน่
“นี่ แฟงอย่าเที่ยวไปหยิบอะไรซี้ซั้วล่ะ ผ.อ.จิ๋มแกหวงของมากเลยนะ”
“แหม...ของติดไม้ติดมือนิดหน่อยเอง คนตายไปแล้วจะมาหวงอะไรอีกล่ะ”สายตาของเธอกวาดสำรวจไปรอบๆห้อง
“แล้วนั่นหยิบอะไรมาล่ะ” กุ๊กมีท่าทีดุในน้ำเสียงที่พูดออกมา
“กล่องคอทตอนบัทน่ะ แต่เอ๊ะ!พี่กุ๊กคะ ทำไมมันหอมน่าขนลุกเหมือนพวกน้ำอบโบราณอะไรพวกนั้นเลยล่ะคะ” พนักงานสาวคนนั้นหยิบก้านคอทตอนบัทขึ้นมา กุ๊กหยิบมาดม
“อือ...จริงด้วย ทำไมคอทตอนบัทกล่องนี้มันถึงหอมเหมือนน้ำมันหอมโบราณๆเลยนะ เธอกล้าที่จะเอาไปใช้จริงเหรอ” กุ๊กมองด้วยสายตาหวาดๆ
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น