ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม...ที่นี่

Custom Search

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2552

สงครามกระดานดำ ตอน ความไม่เป็นถ้อย หมอยไม่เป็นขน


สายลมโชยเบาๆพัดผ่านลานโพคู่สีเหลืองซีดที่พร้อมจะปลิดปลิวลงมายังเบื้องล่าง บรรยากาศยังคงเป็นเช่นเดิมในวันเปิดเรียนตามปกติ ครูแอ้กำลังควบคุมดูแลนักเรียนทำความสะอาดบริเวณลานโพคู่ เนื้อที่เท่าแมวดิ้นตายนี้คล้ายจะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวสารพัด หน้าฉากอาจจะเป็นโรงเรียนเล็กๆน่ารักๆของครูและนักเรียนตัวน้อยๆที่ทยอยกันเข้ามาและส่งผ่านต่อไปยังโรงเรียนมัธยมจากรุ่นสู่รุ่น แต่ใครจะรู้ว่าคนที่ต้องใช้ชีวิตเกือบสามในสี่ของวัน ณ สถานที่แห่งนี้ล้วนแต่เหมือนก้าวเท้าเข้ามาเผชิญสงครามอย่างที่ครูพชรขนานนามว่า “สงครามกระดานดำ”

เสียงเอะอะดังมาจากห้องที่ครูพชรเป็นครูประจำชั้น เป็นอันรู้กันว่าเด็กที่อยู่ในความดูแลของครูประจำชั้นนั้นเปรียบเสมือนชนวนที่จะทำให้ครูประจำชั้นนั้นถ้าไม่ถูกด่าก็แค่คำชมพอเป็นพิธีเท่านั้น แต่โดยส่วนใหญ่ครูแต่ละคนก็ใช้เวลาเกือบจะทั้งวันจ้องจับผิดนักเรียนในห้องที่มีครูประจำชั้นไม่กินเส้นหรือไม่ถูกชะตากับตัวเองเพื่อจะหาเรื่องหรือเก็บไปฟ้องแม่นางซูสีไทเฮาในห้องเย็น

“นี่ พชร ช่วยไปดูแลเด็กในห้องเธอหน่อยสิ ส่งเสียงดังหนวกหูรบกวนจนพี่สอนนักเรียนไม่ได้เลย” ครูสมรเดินเข้ามาในห้องพักครูด้วยสีหน้าไม่พอใจ โดยครูพชรก็กำลังทำ ๕ ส.ที่โต๊ะทำงานส่วนตัวของตนเองอยู่

ครูพชรโผล่ศีรษะขึ้นมาจากใต้โต๊ะทำงานเพราะต้องรื้อเอกสารที่ซ้อนกันอยู่ด้านล่างนำมาคัดแยกเพื่อนำเอกสารที่ไม่มีประโยชน์แล้วทิ้ง ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล

“แล้วนี่มันชั่วโมงใครไม่ทราบล่ะครับ ป้าสมร” ครูภาษาไทยถามเซ็งๆ

“ชั่วโมงของครูก้อย แต่ครูก้อยไม่อยู่ เธอเป็นครูประจำชั้นไม่อบรมสั่งสอนเด็กบ้างหรือไงล่ะ”ป้าสมรรัวปืนกลมาเป็นชุดๆ แต่ดีที่ตบะของครูพชรนั้นแก่กล้าพอที่จะรับมือครูรุ่นเดอะได้จึงสวนกลับไปอย่างไม่รีรอ

“ชั่วโมงรับผิดชอบของครูก้อยแล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะครับ ก็ไปบอกครูก้อยสิ ผมอบรมเด็กในชั่วโมงโฮมรูมอยู่แล้ว แต่เด็กมันจะจำใส่สมองมันหรือเปล่าอันนี้ก็ไม่ทราบ เด็กนะครับ ไม่ใช่นักโทษจะได้ต้องมีผู้คุมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง อ้อ..และก็ไม่ใช่ตุ๊กตาดินปั้นด้วย จะได้นั่งนิ่งอยู่กับที่” ครูพชรก้มลงไปจัดการกับกองเอกสารต่อ ส่วนป้าสมรก็เดินลงส้นปังๆไปด้วยความไม่พอใจ


“ขออภัยคุณครูที่กำลังสอนทุกท่านนะคะ ขอเชิญครูพชรพบผู้อำนวยการที่ห้อง ผ.อ. เดี๋ยวนี้เลยนะคะ” เสียงครูดาวแว่วมาตามเครื่องขยายเสียงซ้ำอีกครั้ง

ครูภาษาไทยชั้นป.๖ที่กำลังแบกกองเอกสารสารพัดที่ไม่ใช้ประโยชน์แล้วไปกองไว้ที่ถังขยะหน้าห้องพักครูหยุดฟังก่อนที่จะทำนายเหตุการณ์

“อีแก่นั่นมันต้องคาบข่าวไปฟ้องนายมันอีกแน่เลย” ครูพชรเดินพึมพำลงมาจากชั้นบนสุดของอาคารเรียนสี่ บังเอิญให้สวนทางกับครูก้อยที่ทิ้งชั่วโมงสอนออกไปทำธุระข้างนอกพอดี

“ผ.อ.เรียกทำไมเหรอจ๊ะ น้องพชร” ครูก้อยที่ในมือหิ้วถุงชาเย็นอยู่ถามขึ้น

“ไม่ทราบครับ” ครูพชรตอบเพียงเท่านั้นแล้วก็รี่ไปที่อาคารเรียนหนึ่งทันที

ห้องรับแขกซึ่งเป็นส่วนหน้าของห้องทำงาน ผ.อ.ยังคงสะอาดเอี่ยมอ่องเหมือนเดิม มีกลิ่นสาบแมวมากระทบจมูกของครูพชรอย่างแรง

“มาแล้วเหรอ พ่อตัวดี” ผ.อ.จิ๋มมองลอดแว่นตากรอบทองอันเขื่องมาที่เขาที่นั่งหน้าหงิกอยู่ตรงกันข้ามโดยมีโต๊ะไม้สักอย่างดีคั่นกลางไว้

“ไม่ทราบว่า ผ.อ.มีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”

“ถ้าไม่มีธุระฉันก็ไม่เรียกเธอมาหรอก จริงเหรอเปล่า”

และแล้วก็เป็นไปตามที่ครูพชรคาดการณ์ไว้ไม่ผิด ครูสมรคาบข่าวความกระด้างกระเดื่องของเขามาฟ้อง ผ.อ.จิ๋ม แล้วผู้ที่กุมชะตาชีวิตของทั้งโรงเรียนก็เริ่มการสังคายนาเทศนากัณฑ์ใหญ่ โดยหารู้ไม่ว่ามันก็เป็นแค่เสียงนกเสียงกาที่ลอดผ่านหูซ้ายก็จะสูญสลายไปกับหูขวาแล้วก็มลายเป็นอากาศธาตุที่คนอย่างครูพชรไม่เคยสนใจต่อคำพูดอะไรแม้แต่วลีเดียว

คนอย่างผ.อ.จิ๋มก็เป็นแค่ผู้หญิงแก่ๆคนหนึ่งซึ่งทะนงในความคิดของตนเองว่าดีเลิศประเสริฐศรี ทั้งๆที่รู้ว่าหลอกตัวเองแต่แกก็พยายามสร้างภาพลักษณ์ที่น่านับถือของตนเองให้เกิดขึ้น โดยที่ทุกคนก็รู้กันดีว่า ความจริงแล้วเนื้อในของจิตใจแกนั้นมันเน่าเฟะและส่งกลิ่นคละคลุ้งน่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่ากลิ่นหมาเน่าข้างถนนเสียอีก

ยิ่งคำพูดที่ถูกกลั่นกรองมาจากสมองส่งผ่านมาทางวาจาของแกแล้วนั้นแทบจะหาความจริงอะไรไม่ได้เลย คำว่าน้ำกลิ้งบนใบบอนดูจะน้อยไปกับพฤติกรรมของแก วันแรกพูดอย่างหนึ่ง อีกวันพูดอีกอย่างหนึ่ง เมื่อพูดกับครูคนหนึ่งก็พูดแบบหนึ่ง เมื่อพูดกับครูอีกคนหนึ่งก็พูดอีกอย่างหนึ่ง จะหาใจความแก่นสารใดๆที่จะยึดเป็นหลักในการปฏิบัติไม่ได้เลย บางครั้งออกจะสำแดงความโง่ตามประสานักบริหารที่คิดว่าตนเองสามารถบงการโลกใบนี้ได้ทุกอย่าง แต่ก็ไม่วายมีควายในร่างครูหลายๆคนยินดีให้แกสนตะพายอย่างง่ายดาย แต่เสียใจล่ะสำหรับครูพชร..............ฝันไปเหอะ

ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ครูพชรไม่สามารถจะนำมาบรรยายให้ท่านผู้อ่านได้ เนื่องจากมันมีมากมายจนแทบไม่น่าเชื่อดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า

“เนื้อที่เท่าแมวดิ้นตายนี้คล้ายจะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวสารพัด”

เมื่อผ.อ.จิ๋มได้ระบายโทสะจริตของตนเองหมดสิ้นแล้ว ครูพชรก็ค่อยๆเอาฝ่ามือทั้งสองประกบเข้าหากันก่อนจะก้มหัวอย่างแกนๆแล้วก็เดินออกจากห้องทำงานของผ.อ.ไป

“วันนี้คือวันของมัน รอเวลาที่หัวโขนของมันถูกถอดออกเหอะ ก็แค่แพะสวมหนังราชสีห์เท่านั้นแหละ” ครูพชรเดินคิดมาเรื่อยๆก่อนจะถึงห้องที่ตนเองจะสอนในชั่วโมงต่อไป

1 ความคิดเห็น:

  1. ตลกดีอะคับมีการถกเถียงเรื่องแบบนี้ด้วย

    ตอบลบ