ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม...ที่นี่
วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ลองมาดูหนังเกย์สมัยคุณทวดกันดีกว่า (2)
ภาคจบของคลิปเกย์สมัยคุณทวด มีคำบรรยายไว้ว่า
Last act from the 1920's french pornographic film I posted. Since there was so much interest in the first clip. In this clip we see the "chinese" boy jerking off while our sailor screws two geishas. Actual cum shot! Very-rare even in straight porn in the era.
ปี 1920 นับถึงปัจจุบันหนังเกย์เรื่องนี้ก็มีอายุ 90 ปีแล้วนะครับ (ขนลุก)
ลองมาดูหนังเกย์สมัยคุณทวดกันดีกว่า (1)
กรุณามองในเชิงประวัติศาสตร์นะครับ ว่าของแบบนี้มันมีมานานแล้ว
วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ภาพองค์หญิงคะสุโนะมิยะและโชกุนโตกุกาว่า อิเอโมจิตัวจริง

ไนชินโอเป็นตำแหน่งเจ้าหญิงที่มีเชื้อสายสืบตรงมาจากสมเด็จพระจักรพรรดิ์ค่ะ ปัจจุบันมี 3 พระองค์คือ เจ้าหญิงไอโกะ (พระราชธิดาในเจ้าชายรัชทายาท) เจ้าหญิงมาโกะและเจ้าหญิงคาโกะ (พระราชธิดาในเจ้าชายอากิชิโนะมิยะ
ตำแหน่งเจ้าชายเรียกว่า ชินโอ ค่ะ ตอนนี้มีอยู่หลายพระองค์ ตามลำดับการสืบทอดสันตติวงศ์แล้ว ก็คือ เจ้าชายรัชทายาท เจ้าชายอากิชิโนะมิยะ และแน่นอนเจ้าชายพระองค์น้อยสุดน่ารักอย่าง เจ้าชายฮิซาฮิโตะ (2 ขวบ)
เจ้าหญิงคาสึโนะมิยะสูงศักดิ์มาก การแต่งงานกับโชกุนที่แม้จะมีตำแหน่งสูงสุดทางการทหาร แต่ก็ถือว่า ลดศักดิ์ลงมาอย่างช่วยไม่ได้ (ถึงขนาดต้องลาออกจากการเป็นเจ้า)
อันที่จริงการเจ้าหญิงระดับนั้น แต่งกับใครก็ต้องลาออกจากการเป็นเจ้าทั้งนั้น
แต่งแล้วลาออกจากฐานันดรศักดิ์หรือบวชชี มีอยู่สองทางคือ
เจ้าหญิงคาสึโนะมิยะ มีคู่หมั้นที่เพียบพร้อมอยู่เป็นเจ้าชายพระญาติ หมั้นกันมาตั้งแต่เล็ก (ว่ากันว่า รูปงาม เก่ง เพียบพร้อมและทั้งคู่ก็รักและคาดหวังจะได้แต่งงานกันเมื่อถึงเวลาอันควร)
ตัวเจ้าหญิงเอง ว่ากันว่าเป็นสาวร่างเล็กที่น่ารักใช้ได้ทีเดียว
ถึงอย่างนั้น ฝ่ายในของฝ่ายโชกุนอย่างอัทสึฮิเมะ ไม่ได้ยินดีกับการมาถึงของเจ้าหญิงสักเท่าใด ด้วยเหตุผลหลายอย่าง
นอกจากเรื่องฐานันดรอันสูงศักดิ์เสียจนพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว
การจะทำให้สาวน้อยเชื้อพระวงศ์ยอมรับขนบธรรมเนียมทางเอโดะคงยากยิ่งกว่าสิ่งใด
แต่หลักฐานที่พิสูจน์ดีเอ็นเอจากกระดูกที่ฝังในสุสาน ปรากฏว่า เจ้าของกระดูกเป็นโรคทางสายเลือดแบบเดียวที่พบในหมู่เชื้อพระวงศ์และอีกหลายๆอย่างทำให้ความเชื่อว่า มีการเปลี่ยนตัวเจ้าหญิงลดความน่าเชื่อถือลงไปมาก
เอาเป็นว่า เจ้าหญิงไม่ค่อยเต็มใจกับการแต่งงานครั้งนี้ แต่เมื่อแต่งมาแล้ว ได้พบว่า สามีเป็นคนดี
ภายหลังเจ้าหญิงก็รักสามีของตัวเอง
โชกุนอิเอะโมจิดีไม่ดีอย่างไร เอาเป็นว่า นอกจากเจ้าหญิงแล้ว ไม่แต่งตั้งผู้หญิงคนไหนเป็นเมียรองอีก (จะมีหรือไม่มีสาวอื่นไม่รู้ล่ะ แต่ไม่มีการยกย่อง) นอกจากนี้ยังไม่มีลูกกับสาวไหน อีกทั้งเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว (เป็นโชกุนตอนอายุ 13 ปี แต่งงานตอนอายุ 17 เสียชีวิตตอน 21 อายุสั้น)
------------------
แม้ว่าสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นี้จะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเพียงใด
ความที่เจ้าหญิงแต่งงานภายใต้เงื่อนไขที่ว่า จะไม่เปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวเมืองหลวง (ในที่นี่คือ ชาวเกียวโต) ก่อให้เกิดข้อพิพาท ขุ่นเคืองให้กับฝ่ายในของโชกุนอยู่เนืองๆ
อย่างแรกก็คือ ภรรยาหลวงของโชกุนนั้นจะต้องเรียกขานว่า "มิไดซามะ" เจ้าหญิงถึงแม้จะลาออกจากฐานันดรแล้ว ก็ไม่ยอมเป็นมิไดซามะ แต่ให้เรียกว่า "คาสึโนะมิยะซามะ" ตามชื่อเดิมของตน
ทำให้อัทสึฮิเมะกลายเป็นผู้ดำรงตำแหน่งมิไดโทโกะโระ คนสุดท้ายของสมัยเอโดะไป เพราะคาสึโนะมิยะไม่รับตำแหน่งนี้ และภรรยาหลวงของโชกุนคนสุดท้ายไม่เคยเข้ามาอาศัยในปราสาทเอโดะ
ความเป็นอยู่อย่างชาวเมืองหลวงของเจ้าหญิงทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกับอัทสึฮิเมะอีกหลายครั้ง ตามประสาหญิงที่ต่างมีศักดิ์ศรีเป็นของตัวเองอย่างไม่ยอมลงให้กับอีกฝ่ายได้ง่ายทั้งคู่
ถึงอย่างนั้นกระแสของอำนาจการเมืองในยุคนั้นก็รุนแรงขึ้น
เหตุการณ์ได้สร้างวีรบุรุษสองคน คนแรกคือ ไซโก ทากาโมริ ที่พูดถึงข้างต้น
อีกคนหนึ่งคือ คัทสึ ไคชู
และที่สำคัญ เหตุการณ์เจรจาครั้งสำคัญที่อัทสึฮิเมะและคาสึโนะมิยะมีส่วนร่วมอยู่เบื้องหลังที่สำคัญ
ประวัติศาสตร์ข่าวโลกแตก

ค.ศ.33-150 ชาวคริสต์ยุคแรกกลุ้มใจว่
ค.ศ.992-1000 พระชาวยุโรปคิดว่า โลกจะวินาศในปี ค.ศ.1000 ผู้คนจึงหวาดกลัวกันใหญ่
ค.ศ.1001 ปรากฏว่าโลกยังไม่แตก พระชาวฝรั่งเศสจึงบอกว่า ภัยพิบัติจะเลื่อนไปเกิดปี ค.ศ.1033
ค.ศ.1033 โลกยังหมุนต่อไป
ค.ศ.1186 (พ.ศ.1729)เกิดดาวเคราะห์เรี
ค. ศ.1346-1418 (พ.ศ.1889-1961) เกิดโรคกาฬโรคขึ้น ประชากร 1 ใน 3 ของยุโรปตาย และคร่าชีวิตประชากรครึ่
ค.ศ.1501 (พ.ศ.2044) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบรหัสไบเบิ้ล เรียกมันว่า"ไบเบิ้ลโค้ด" ได้ผลทํานายออกมาว่า โลกจะแตกใน ปีค.ศ.1656 (พ.ศ.2199)
ค.ศ.1656 (พ.ศ.2199) คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ทํานายผิด
ค.ศ. 1844 วิลเลียม มิลเลอร์ บอกสาวก50,000 คนว่า โลกจะพินาศในปีนี้แล้ว แต่ก็ผิดหวัง
ค.ศ.1848 วิลเลียมบอกว่า มันจะเลื่อนมาเกิดปีนี้ต่างหาก .. แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น วิลเลียมจึงบอกว่า มันเลื่อนไปเกิดปีหน้า
ค.ศ.1849 วิลเลียมไม่ได้รับความเชื่อถื
ค.ศ.1910 ดาวหางฮัลเล่ห์ปรากฏ ผู้คนต่างหวาดกลัวว่าจะเกิดวั
ค. ศ.1925 แม่ชี โรเบิร์ต ไรท์บอกว่า พระเจ้ามาบอกว่า โลกจะพินาศในปีนี้ เผอิญปีนั้น เกิดโรคระบาด แผ่นดินไหวถี่ผิดปกติ ภาวะบ้านเมืองอึมครึม คนเลยเชื่อใหญ่ บางคนร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร บางคนขายบ้าน ขายที่นา พอถึงวันที่แม่ชีว่าจะเกิด แม่ชีไรท์พาลูกศิษย์หลบเข้าป่
ค.ศ.1945 ชาร์ล ลอง นักฟิสิกส์อังกฤษ บอกว่า โลกจะพินาศ ซึ่งในระยะเดียวกันนั้น บังเอิญเกิดดาวหางบ่อยๆ เกิดสุริยคราสและจันทราคราส บ่อยๆ
น้ำท่วมเป็นประจํา แผ่นดินไหวถี่ผิดปกติ จึงเป็นเหตุผลที่ชาวโลกควรเชื่อ แต่ก็ผิดพลาดหนักเข้าไปอีก
ค.ศ.1975 กลุ่มชาวคริสต์ออกมาทํานายว่าปี
ค. ศ.1996 ไมเคิล ดรอสนินท์และเอลิยา ริปป์ ตีความไบเบิ้ลโค้ด แล้วบอกว่า จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3ในวันที่ 25 กรกฏาคม ...แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไมเคิลและริปป์จึงบอกว่า สงครามโลกครั้งที่ 3และภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ
ค.ศ.1999 นอสตราดามุส บอกว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3... นอกจากนอสตราดามุสแล้ว ยังมีไมเคิลกับริปป์ที่หน้
ค.ศ.2000 ดาวเคราะห์เรียงตัวกันในวันที่ 5 พฤษภาคม ผู้คนบนโลกเชื่อว่าโลกจะแตก แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ค. ศ.2003 กลุ่มที่เชื่อเซคาริยาห์อ้างว่
กันยายน 2005 - สิงหาคม 2006 กลุ่มไบเบิ้ลโค้ดเชื่อว่า จะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ตามที่คัมภีร์ทํานายว่าจะเกิดใน สิงหาคม 2006 แต่ก็ผิดอีก..
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ซามูไรคนสุดท้ายของญี่ปุ่น (ท่านไซโกในเจ้าหญิงอัตสึ)

ส่วนเหตุผลที่เขาผันตัวเองมาเป็นกบฏก็คือ ตัวเองเสนอไอเดียแก่รัฐบาลเมจิ โดยเฉพาะกับ ผู้นำซามูไรอีกสองคนที่ร่วมแรงกันผันอำนาจจากโชกุนมาให้จักรพรรดิ์ คนนึงชื่อ ไโดะ โคอิน ซึ่งถือว่าเป็นนักการทูต ของกลุ่ม มาจากตระกูลโชชู อีกคน ชื่อ โอคูโบะ โตชิมิจิ ซึ่งมาจากตระกูลเดียวกับไซโกะ คือมาจากตระกูล ซัทซูมา คนนี้ถือว่าเป็นขงเบ้งของกลุ่ม ส่วนไอเดียที่ ไซโกะ เสนอก็คือแผนการที่จะขยายรุกรานสู่เกาหลี โดยการส่งผู้แทนไปที่เกาหลี ซึ่งคาดว่าทางเกาหลีจะสังหารผู้แทนนี้ และทางญี่ปุ่นจะได้เป็นข้ออ้างในการรุกรานเกาหลีนี้ ซึ่งผู้แทนนี้ไซโกะ อาสาที่จะเป็นผู้แทนเอง แต่ว่า ไคโดะ กับโอกุโบะ ปฏิเสธแผนการนี้ ไซโกะจึงลาออกจากรัฐบาลและกลับบ้านตัวเอง แล้วโดนเกลี้ยกล่อมให้มาเป็นผู้นำกบฏต่อต้านรัฐบาลเมจิ จุดจบของไซโกะ ก็คือการทำฮาราคีรี หรือเซปุกุในภาษาณี่ปุ่น เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่โดนจับคับ ต่อมาจักรพรรดิ์เมจิ ได้ประกาศอภัยโทษแต่พวกกบฏรวมทั้ง ไซโกะด้วย
คิโดะ โคอินเป็นซามูไรชั้นล่างจากแคว้นโจชู ไซโก ทะคะโมะริ กับโอคุโบะ โทะชิมิจิ เป็นซามูไรชั้นล่างแบบโกชิ หรือเรียกว่าซามูไรพื้นเมืองจากแคว้นซัตสุมะ สังกัดไดเมียวตระกูลชิมะสุ ไซโกนั้นเป็นคนสนิทของชิมะสุ นะริอะคิระ ไดเมียวในช่วงญี่ปุ่นเปิดประเทศ ในขณะที่โอคุโบะเป็นคนสนิทของชิมะสุ ฮิสะมิตสุ บิดาไดเมียวที่ครองเมืองต่อจากอะคิระ
คิโดะสังกัดไดเมียวตระกูลโมริ แม้ว่าจะเป็นซามูไรชั้นล่างแต่ได้เข้ามามีอำนาจในการบริหารภายในแคว้น เนื่องจากแคว้นโจชูขณะนั้นเกิดการปฏิรูป ไดเมียวโอนอำนาจการบริหารไปให้ซามูไรชั้นล่างทำเอง
จักรพรรดิในสมัยนั้นคือ จักรพรรดิมุตสุฮิโตะ รัชสมัยเมจิ ไซโก โอคุโบะ และคิโดะถือเป็นแกนนำคณะคณาธิปไตยกลุ่มแรกในสมัยเมจิช่วงต้น อิโต ยะมะงะตะ มัตสุคะตะ และคุโระดะ ถือเป็นแกนนำในสมัยเมจิตอนปลาย เนื่องจากผู้มีอำนาจทางการเมืองมาจากแคว้นซัตสุมะกับโจชูเสียส่วนใหญ่ รัฐบาลสมัยนั้นจึงมีชื่อเรียกว่ารัฐบาลซัตโจ
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552
ผลไม้หรรษา : ของขวัญวันแต่งงานน่ารักสมัยราชวงศ์ชิง
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552
ชีวประวัติของเจ้าหญิงอัตสึ

เทนโชอิน (天璋院, Tenshōin) (5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1835—20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1883) หรือที่รู้จักกันในนามว่า "อัตสึโกะ"(篤子) เป็นภริยาของโชกุนโทะกุงะวะ อิเอซะดะ (徳川 家定) โชกุนลำดับที่ 13 ของรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะแห่งญี่ปุ่น
เทนโชอินเกิดที่เมืองคะโงะชิมะ แคว้นซัตสึมะ เมื่อ ค.ศ. 1835 (พ.ศ. 2378) โดยเป็นธิดาของชิมะสึ ทะดาทะเกะ (島津忠剛) ผู้นำตระกูลอิไมสุมิชิมะสึ (今和泉島津, Imaizumi Shimazu) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของตระกูลชิมะสึ เมื่อแรกเกิดนั้น บิดามารดาได้ตั้งชื่อให้เธอว่า "คัตสึ" (一)
ในปี ค.ศ. 1853 (พ.ศ. 2396) ขณะมีอายุได้ 18 ปี ชิมะสึ นะริอะกิระ ไดเมียวแคว้นซัตสึมะได้รับเธอเป็นบุตรบุญธรรม พร้อมทั้งได้ตั้งชื่อเธอใหม่ว่า "อัตสึโกะ" (篤子) หลังจากนั้นในวันที่ 21 สิงหาคม ปีเดียวกัน ชึมะสึ นะริอะกิระได้ส่งตัวเธอไปยังปราสาทเอโดะ โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญที่จะให้เธอเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นซัตสึมะกับรัฐบาลโชกุนผ่านทางการแต่งงานกับโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ เมื่อเธอมาถึงปราสาทเอโดะแล้ว เธอได้เป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าชายโคะโนะเอะ ทะดะฮิโระ (ต่อมาท่านผู้นี้ได้ดำรงตำแหน่งคัมปะกุในระหว่าง ค.ศ. 1862 - 1863) และได้รับชื่อใหม่ว่า "ฟุจิวะระ โนะ สุมิโกะ" (藤原 敬子)
ฟุจิวะระ โนะ สุมิโกะได้แต่งงานกับโชกุนโทะกุงะวะ อิเอซะดะ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1856 (พ.ศ. 2399) และมีฐานะเป็นภริยาของโชกุนจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1858 (พ.ศ. 2401) โชกุนโทะกุงะวะ อิเอซะดะได้เสียชีวิตโดยที่มิได้มีบุตรด้วยกัน และผู้เป็นพ่อบุญธรรรมของเธอ ชึมะสึ นะริอะกิระ ก็ได้เสียชีวิตลงในปีเดียวกัน เธอจึงปลงผมบวชเป็นแม่ชีในพุทธศาสนา ได้รับฉายานามว่า "เทนโชอิน"
ในปี ค.ศ. 1862 (พ.ศ. 2405) โชกุนโทะกุงะวะ อิเอโมชิ ซึ่งเป็นโชกุนลำดับที่ 14 ของตระกูลโทะกุงะวะได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงคาซึ โนะ มิยะ ชิกะโกะ (和宮親子, Kazu-no-Miya Chikako) พระธิดาในสมเด็จพระจักรพรรดินินโกะ และพระขนิษฐภคินีในสมเด็จพระจักรพรรดิโคเมอิ ตามนโยบายเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบาคุฟุ (รัฐบาลโชกุน) กับราชสำนัก (公武合体, Kōbu Gattai) ทางแคว้นซัตสึมะจึงได้ร้องขอให้เทนโชอินเดินทางกลับมาแคว้นซัตสึมะ แต่เธอกลับปฏิเสธ ต่อมาในปี ค.ศ. 1866 (พ.ศ. 2409) โชกุนโทะกุงะวะ อิเอโมชิสิ้นชีวิต โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุได้ขึ้นเป็นโชกุนลำดับที่ 15 และเป็นโชกุนคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น หลังจากนั้นไม่นานญี่ปุ่นก็เข้าสู่ยุคการปฏิรูปเมจิ เทนโชอินได้ร่วมมือกับท่านเซย์กานิน (静寛院, Seikanin, เป็นฉายาของเจ้าหญิงคาซึ โนะ มิยะ ชิกะโกะ หลังบวชเป็นแม่ชีแล้ว) ช่วยเหลือในการเจรจาให้รัฐบาลบาคุฟุยอมจำนนต่อรัฐบาลของสมเด็จพระจักรพรรดิโดยสันติ
เทนโชอินได้ใช้เวลาที่เหลือช่วงในบั้นปลายดูแลโทะกุงะวะ อิเอซะโตะ ผู้นำตระกูลโทะกุงะวะลำดับที่ 16 จนกระทั่งเสียชีวิตที่เมืองเอโดะในปี ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426) ขณะมีอายุได้ 48 ปี ร่างของเธอได้นำไปฝังไว้ที่วัดคันเอย์จิ ย่านอุเอโนะ เขตการปกครองพิเศษไทโต กรุงโตเกียว เคียงข้างกับร่างของโชกุนโทะกุงะวะ อิเอซะดะผู้เป็นสามี
เรื่องราวของเธอได้มีการนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์เรื่อง "เจ้าหญิงอัตสึ" (篤姫, Atsuhime) โดยบรรษัทการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งญี่ปุ่น (NHK) ในปี พ.ศ. 2551 โดยอาศัยเค้าโครงจากนิยายอิงชีวประวัติของเธอชื่อ "เทโชอินอัตสึฮิเมะ" (天璋院篤姫, Tenshō-in Atsuhime) ซึ่งประพันธ์โดย โทมิโกะ มิยาโอะ (Tomiko Miyao) เมื่อปี ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527)
ขอขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีเดีย
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ประวัติที่มาของ "แซ่แต้"

มีความหมายหรือแปลว่า(1) ชื่อแคว้นหรือรัฐ (2) หนักแน่น (3) นามสกุล (แซ่)
แซ่นี้ เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางมาก
บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยราชวงศ์โจว (1100-770 ปีก่อน ค.ศ.)
โจวซวนอ๋อง พระราชทานแคว้นเจิ้งให้กับเพื่อนของน้องชายพระมารดา
ซึ่งมีชื่อว่า หวนกง ไปครองแคว้นเจิ้ง (อำเภอฮว่าเสี้ยน ทางตะวันออก
ของมณฑลซานซีปัจจุบัน)ต่อมาแคว้นเจิ้งได้ถูกแคว้นหานล่ม พวกลูกหลาน
ได้อพยพโยกย้ายกระจัดกระจายไปอยู่ในพื้นที่ระหว่างแคว้นเฉินกับแคว้นซ่ง
จึงได้ถือแคว้นเก่าคือ "เจิ้ง" เป็นแซ่ของตน
มีบุคคลแซ่ "เจิ้ง" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น
เจิ้งเสียน เป็นนักศึกษาคัมภีร์มีชื่อสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก อ่านคัมภีร์ต่างๆ
อย่างกว้างขวาง เมื่อมีอายุได้ 40 ก็เปิดรับลูกศิษย์สอนวิชาคัมภีร์ต่างๆ
มีลูกศิษย์หลายพันคน ต่อมาภายหลังก็มุ่งแต่เขียนหนังสือทำคำอธิบายแก่
คัมภีร์ต่างๆ เป็นผู้รวบรวมคัมภีร์สมัยราชวงศ์ฮั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุด
เจิ้งเหอ เป็นขันทีสมัยราชวงศ์หมิง เคยนำเรือทะเลเดินทางไปมหาสมุทรตะวันตก 7 ครั้ง
ใช้เวลา 28 ปี เคยเดินเรือทะเลไปถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซีย
อาหรับและแอฟริกาตะวันออก รวมกว่า 30 ประเทศ มีคุณูปการในการผลักดัน
การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างราชสำนักหมิงกับประเทศต่างๆ เป็นอันมาก
เจิ้งเฉิงกง วีรบุรุษแห่งชาติจีนปลายสมัยราชวงศ์หมิง เคยนำทัพขับไล่กองทัพ
รุกรานของฮอลแลนด์ ยึดไต้หวันกลับมา และได้สร้างอำนาจรัฐ
ปรับปรุงกฎหมาย ยังความสงบแก่สังคมของไต้หวัน พร้อมทั้งได้ขยายเทคนิค
การผลิตที่ก้าวหน้าของแผ่นดินใหญ่ เข้าไปยังไต้หวัน อันเป็นการผลักดัน
การพัฒนาของเศรษฐกิจไต้หวันเป็นอันมากในครั้งกระนั้น
แซ่นี้ มีสมาคมอยู่ในเมืองไทย มีชื่อว่า "สมาคมเตชะสัมพันธ์"
ตั้งอยู่ที่ 27/4 ถนนรัชดาภิเษก แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ
โทร. 0-2294-3226 ถึง 6, 0-2294-2763
วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552
ชีวประวัติองค์ชายลีซาน

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552
ภาพการคัดเลือกสาวงาม เพื่อรับเข้าเป็นสนมสมัยราชวงศ์ชิง

อวดภาพราชทูตไทยไปเมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง
วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551
กำเนิดเทพเตาไฟ

วันหนึ่งจางติ้งฟุได้ช่วยสาวน้อยคนหนึ่งไว้ได้ขณะกำลังถูกสองสมุนโจรฉุดไปให้หัวหน้า สองโจรสู้ไม่ได้หนีไปรายงานหัวหน้า หัวหน้าโจรจึงให้พวกสมุน ๒๐-๓๐ คนมาล้อมจับจางติ้งฟุไปลงโทษที่ชุมโจร จางติ้งฟุตัวคนเดียวจึงถูกจับไปเผาทั้งเป็นในเตาไฟยักษ์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๒ ฟุต
ตอนนั้นบังเอิญเทพตรวจการณ์ผ่านมาพบ จึงนำวิญญาณจางติ้งฟุขึ้นสวรรค์รายงานเง็กเซียนฮ่องเต้ เมื่อตรวจบันทึกจากเทวทูตพบว่า จางติ้งฟุเป็นคนซื่อตรง กตัญญู มีคุณธรรมน่าชมเชย เหตุที่ถูกเผาทั้งเป็นนั้นเนื่องจากผลกรรมในสมัยเด็ก ขณะเติมไฟใส่เตาไม่ระวังมีลูกแมวนอนหลับสนิทติดอยู่ในฟืนด้วย
องค์เง็กเซียนเห็นว่า จางติ้งฟุเป็นลูกกตัญญู จึงมีราชโองการแต่งตั้งเป็นเทพเตาไฟ มีหน้าที่รายงานความประพฤติดี-ชั่วของชายหญิงทุกครัวเรือน โดยวันที่ ๒๔ เดือน ๑๒ (ตามปฏิทินจีน) จะต้องไปรายงานที่สวรรค์ จากนั้นก็มีพระบัญชาให้เทพอัคนีลงไปเผาผลาญชุมโจรจนวอดวาย ประชาชนในแถบนั้นจึงอยู่อย่างมีความสุขเรื่อยมา
วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
เปาบุ้นจิ้น : ยมบาลตำหนักห้า
ตอนเรียนชั้นมัธยมเคยอ่านหนังสือ “เที่ยวเมืองนรก”ของ “ทันตแพทย์บัญชา ศิริไกร” และประจวบกับได้อ่านหนังสือ “กำเนิดเซียน”ของ “ชุดณรงค์ เสรีจินตกุล” ได้ความว่า
“ยมบาลตำหนักห้า (เซินหลออ๋อง)”
ข้าพเจ้าเป็นคนในสมัยราชวงศ์ซ่ง ชื่อเปาบุ้นจิ้น เป็นเทพบุ้นเขกมาจุติ ด้วยตอนคลอดจากท้องมารดามีผิวหนังสีดำทั้งตัว จึงมีชื่อเล่นว่า ดำ บิดาชื่อ เปาไหว มารดาชื่อ นางโจว มีพี่น้องทั้งหมด ๓ คน คือ พี่ชาย ๒ คน ข้าพเจ้าเป็นคนเล็กสุด ทางบ้านมีอาชีพทำไร่นา ฐานะค่อนข้างดี ตอนเด็กไปเรียนหนังสือที่หมู่บ้านใกล้เคียง อายุ ๑๖ ปีสอบได้ซิ่วไฉ ต่อมาได้เข้าเมืองหลวง สอบได้จิ้นซื่อ ได้รับตำแหน่งนายอำเภอเมืองติ้งเย่น
ระหว่างอยู่ในตำแหน่งได้ทำคดี “โคมดำ” เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นคนเข้มแข็งเด็ดขาดจนเกิดความผิดพลาด ทำให้ผู้ต้องหาถูกลงทัณฑ์จนเสียชีวิต จึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง จากนั้นชีวิตต้องระหกระเหินอยู่หลายปี ต่อมาได้ถูกเสนอเป็นเจ้าเมืองไคฟง ระหว่างอยู่ในตำแหน่งนี้ได้คลี่คลายคดีมากมาย ตัดสินคดีอย่างยุติธรรมโดยไม่เกรงกลัวอำนาจอิทธิพลผู้ใด ทุกครั้งตัดสินคดีโดยยึดหลักกฎหมาย ผู้คนจึงเรียกข้าพเจ้าว่า “เปาชิงเทียน” หลังจากกลับสู่สวรรค์ได้รับราชโองการรับตำแหน่งยมบาลตำหนักห้าจนปัจจุบัน
แถมท้ายด้วยตำแหน่งยมบาล ๘ ตำหนัก ดังนี้ครับ
ยมบาลตำหนัก ๑ ฉินก่วงอ๋อง ชาติกำเนิดเดิมเป็นจอมยุทธ์ในสมัยราชวงศ์ซ่ง
ยมบาลตำหนัก ๒ หนังสือไม่ได้กล่าวถึง
ยมบาลตำหนัก ๓ ซ่งตี้อ๋อง ชาติกำเนิดเดิมคือ ชีซี ในยุคสามก๊ก
ยมบาลตำหนัก ๔ หนังสือไม่ได้กล่าวถึง
ยมบาลตำหนัก ๕ เซินหลออ๋อง หรือ เปาบุ้นจิ้น
ยมบาลตำหนัก ๖ ข่าเฉิงอ๋อง ชาติกำเนิดเดิมเป็นแม่ทัพสมัยราชวงศ์ถังชื่อ “หลินไค”
ยมบาลตำหนัก ๗ ไท่ซันอ๋อง ชาติกำเนิดเดิมคือเศรษฐีใจบุญในมณฑลเจ้าเจียง
ยมบาลตำหนัก ๘ โตวฉีอ๋อง ชาติกำเนิดเดิมคือชาวประมงชื่อ “หลินเฉียน”แห่งเกาะไต้หวัน
ไทยทีวีสีช่อง ๓ ได้นำภาพยนตร์จีนชุด “เปาบุ้นจิ้น”ชุดใหม่มาออกอากาศเลยนำมิวสิควิดีโอจากภาพยนตร์จีนชุดนี้มาให้รับชมกันครับ
วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ภาพโป๊เมื่อแรกมีกล้องถ่ายรูป

ได้กล่าวไว้ในบทความ “หนังสือโป๊ : วรรณกามต้องห้ามอมตะ” แล้วครั้งหนึ่งว่าเมื่อมีกล้องถ่ายรูป ภาพนู้ดหรือภาพโป๊ก็เริ่มถือกำเนิดขึ้นเช่นกัน จากภาพเป็นภาพโป๊ภาพแรกของโลก ถ่ายในปี ค.ศ. ๑๘๓๙ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพถ่ายเพื่อนำไปวาดเป็นภาพเขียนของศิลปินท่านใดท่านหนึ่ง ไว้โอกาสดีจะนำภาพโป๊แบบไทยๆสมัยช่วงรัชกาลที่ ๕ มาให้ชมนะครับ
วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
เล่าไอ่ : องคชาตล่มปฐพี

ประวัติของเล่าไอ่นั้นเป็นแต่เพียงคนจรจัดในเมืองเสียนหยาง แต่มีองคชาตใหญ่โตประกอบกับเป็นคนเสเพลจึงลักลอบได้เสียกับผู้หญิงรักสนุกเกือบทั้งเมืองเสียนหยางทั้งที่โสด หรือมีครอบครัวแล้ว จนเป็นที่ชิงชังของพวกผู้ชาย แต่เวลาที่เล่าไอ่มีเรื่องคราวใดก็จะมีผู้หญิงที่เคยร่วมเสพกามกิจมาช่วยทุกครั้ง อนึ่งในสมัยนั้นการเสพกามกิจโดยเปิดเผยถึงขนาดจัดเป็นงานนั้นถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในวังหลวง นักโบราณคดีเดยขุดพบอวัยวะเพศชายปลอมทำจากทองคำและหยกที่โคนมีรูสำหรับใช้เชือกร้อยสอดไว้ได้ สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องใช้ของนางสนมที่แอบให้ขันทีหรือนางกำนัลสวมสมมติว่าเป็นบุรุษในการร่วมเสพกามกิจกับพระสนมเอง ใครที่คิดว่ากามวิปริตเพิ่งมามีในสมัยดิจิตอลนี้คิดผิดแล้วนะครับ มันมีมาตั้งแต่สมัยที่มนุษย์ยังไม่เริ่มมีวัฒนธรรมด้วยซ้ำครับ
วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2551
หนังสือโป๊ วรรณกามต้องห้ามอมตะ
หนังสือโป๊เรื่อง “พยัคฆ์สาว”โดย “ไอ้แดง”เล่มนี้จัดว่าอยู่ในยุค “หนังสือปกขาว” คือ หนังสือโป๊สมัยก่อนส่วนปกนั้นจะไม่มีการพิมพ์ใดๆทั้งสิ้นจะมีเพียงปกสีขาวเท่านั้น เป็นที่รู้กันในหมู่หนุ่มรุ่นกระทง แต่เล่มนี้เริ่มมีการพิมพ์ปกหน้าด้วยการใช้นางแบบที่ค่อนข้างวาบหวิว(สำหรับยุคนั้น) บางคนอาจจะว่ามันวาบหวิวตรงไหน แต่ขอบอกเกร็ดสนุกๆให้ว่า แค่หนังสือบรรยายว่าผู้ชายจูบปากผู้หญิงแล้วหรือหนังมีฉากหอมแก้มเฉยๆ คนสมัยก่อนก็ถือว่า “โป๊”แล้ว ไม่เหมือนหนังสมัยนี้ที่บางครั้งดุเดือดกว่าหนังโป๊จริงๆเสียอีก
ถามว่าหนังสือโป๊นั้นมีมาตั้งแต่สมัยใด ก็ยืนยันได้เลยว่ามีมาตั้งแต่ที่มนุษย์เริ่มมีวัฒนธรรมนะสิครับ และก็ไม่ใช่มีแต่เรื่องเพศแบบหญิงชายอย่างเดียวนะครับ เรื่องของรักร่วมเพศก็มีปรากฏมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว อย่างที่ซากเมืองปอมเปอีก็ปรากฏภาพการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย , หญิงสาวกับสุนัข หรือแม้แต่ในพระไตรปิฎกก็ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับการที่พระสงฆ์เสพเมถุนกับสัตว์หรือเสพเมถุนทางเวจมรรค จนพระพุทธเจ้าต้องทรงบัญญัติข้อห้ามขึ้น (เล่าตามพระไตรปิฎกนะครับ ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือลบหลู่)
ส่วนภาพโป๊นั้นเริ่มมีตั้งแต่เมื่อไร ก็ตอบได้อีกเช่นกันว่าก็ตั้งแต่เริ่มมีกล้องถ่ายรูปนั่นล่ะครับ จะว่าผมโชคดีหรือเปล่าไม่ทราบไปเห็นตัวอย่างภาพโป๊ของฝรั่งยุคแรกๆเข้า แต่พอจะเขียนบทความนี้กลับค้นไม่พบเสียนั่น เอาเป็นว่าถ้าหาพบแล้วจะเอามาอวดก็แล้วกัน
หวนกลับมาเรื่องของวรรณกรรมไทยบ้างว่าเล่มใดเข้าข่าย “วรรณกาม”บ้าง ก็ขอบอกกันอย่างชัดเจนเลยว่าเกือบจะทุกเรื่องล้วนมีแต่บทอัศจรรย์ทั้งสิ้น ยิ่งเรื่อง “ลิลิตพระลอ”แล้วนับว่ามีบทร่วมเพศที่โลดโผนที่สุดถึงกับขนาดที่ว่าสมัย ๑๔ ตุลานั้นถือว่าเป็น “วรรณกรรมต้องห้าม”เลยทีเดียว
เรื่องต่อมาคือ “ขุนช้างขุนแผน”ฉบับก่อนที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพจะชำระนะครับ เดี๋ยวนี้ยังพอมีนักวิชาการหลายท่านนำมาเผยแพร่บ้าง อ่านแล้วเกร็งเลยล่ะครับ (ยังมีสมุทรโฆษคำฉันท์,กาพย์พระไชยสุริยา,พระอภัยมณี,...........หรือวรรณกรรมไทยถิ่นใต้เรื่อง “สรรพลี้หวน”ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของวรรณกามเลยก็ว่าได้)
แม้แต่ในหนังสือ “ตำราพรหมชาติ”ยังมีการกล่าวถึงตำราดูองคชาติและโยนีศาสตร์ และเมื่อสองสามปีที่แล้วสำนักพิมพ์มติชนยังได้ตีพิมพ์หนังสือ “ผูกนิพพานโลกีย์”เผยแพร่ ท่านที่สนใจก็ลองไปค้นหาอ่านกันดูนะครับ บอกเสียหมดมันก็ไม่สนุกน่ะสิครับ
วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551
องคชาติขันทีคืนชีพ


เคยเขียนเรื่อง “ยาแก้เพศขันที”วันนี้ไปค้นหนังสือพงศาวดารจีนมาอีกเรื่องคือ “ไฮ้สุย” (ไต้อั้งเผ่า-เซียวอั้งเผ่า) ก็มีเรื่องราวของการจัดระเบียบราชสำนักฝ่ายในโดยเฉพาะพวกขันทีของตัวเอกในเรื่องคือ ท่านไฮ้สุย (ไห่รุ่ย) ฉายาเปาบุ้นจิ้นหน้าขาว ความว่า
“อยู่มาวันหนึ่งจึงนึกขึ้นได้ จึงแต่งเรื่องราวฉบับหนึ่งมีความว่า พวกขันทีที่อยู่ในพระราชวังมีมาก แต่ขันทีที่เป็นผู้ใหญ่สูงอายุมีอยู่สักสองร้อยเศษ นอกนั้นก็แต่ล้วนหนุ่มๆได้ตรวจตราดูแลก็แต่เมื่อแรกเข้ามารับราชการคราวเดียวเท่านั้น.............ข้าพเจ้าวิตกด้วยนางพระสนมอยู่ในพระราชวังมีมากนับด้วยพัน แม้นพวกขันทีเหล่านี้มีเพศบุรุษเจริญออกทำการร้ายขึ้นแล้ว ถ้ารู้ไปในประเทศต่างๆก็เป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าชำระเอาตัวพวกขันทีมาตรวจดูเสียให้ถ้วนถี่ทุกคนสักคราวหนึ่ง แม้นมีเพศบุรุษเสมอแต่เพียงชุนหนึ่งคือนิ้วและต่ำลงมากว่านั้นให้งดเสีย ถ้ามีเพศบุรุษงอกงามเจริญมากออกไปกว่าชุนก็ให้ตัดเสีย”
เรื่องราวนี้ปรากฏอีกแห่งในภาพยนตร์ซีรี่ส์เกาหลีทางช่องสามคือ “บันทึกรักคิมชูซอน สุภาพบุรุษมหาขันที” ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ ท่านผู้อ่านท่านใดมีอะไรดีๆก็เข้ามาโพสท์ในกลุ่ม “ร้อยคำหอม”ได้นะครับ การให้ธรรมย่อมชนะการให้ทั้งปวง
อยากทราบเรื่องราวต่อไปค้นคว้าได้ในหนังสือ “ไฮ้สุย (ไต้อั้งเผ่า-เซียวอั้งเผ่า) เล่มสาม.องค์การค้าของคุรุสภา.กรุงเทพฯ.๒๕๑๖.หน้า ๘๕”
วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551
ตำรายาแก้เพศขันที

“คือสายรกเด็กพึ่งเกิดหนึ่ง หางลาดำหนึ่ง เขากวางอ่อนหนึ่ง หางสุนัขดำหนึ่ง ไข่ดันสุนัขทะเลหนึ่ง หินเอียงอ่อนหนึ่ง โสมเนื้อแดงรูปคนหนึ่ง เห็ดมูตรม้าหนึ่ง แปลเป็นคำไทยได้แปดสิ่ง ยังอีกแปดสิ่งนั้นไม่มีในคำไทยคือ เสดตีหนึ่ง หกสินหนึ่ง ซัวเอียหนึ่ง เจดเซียหนึ่ง โตต๋งหนึ่ง กูซิดหนึ่ง เปากุดหนึ่ง ซอเอียหนึ่ง รวมสิบหกสิ่งปนเข้าด้วยกันทำเป็นยาอี๋ ถ้าฤดูหนาวละลายน้ำเกลือ ถ้าฤดูร้อนละลายน้ำสุรา ถ้าฤดูฝนละลายน้ำส้ม ต้องเอาน้ำนมหญิงลูกหัวปีไม่มีโรคกินต่างน้ำชา”
หลังจากนั้นปรากฏว่าองคชาติของเล่ากึนก็กลับงอกมาอีกครั้งหนึ่ง เล่ากึนอยู่กับหญิงสาวรูปงามตลอดทั้งกลางวันกลางคืน เรื่องราวในครั้งนี้จะเป็นเรื่องราวสนุกสนานน่าตื่นเต้นอีกครั้งหนึ่งในเรื่อง “ไฮ้สุย” ต้องติดตามกันต่อไปนะครับ








