ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม...ที่นี่

Custom Search
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

วิธีรักษาหวัดแบบไม่ต้องกินยา

เมื่อเริ่มรู้สึกว่าจะเป็นหวัด เช่น เริ่มปวดหัว มีน้ำมูก หรือจาม ให้ดื่มน้ำร้อนธรรมดา 2-3 ถ้วย รอสัก 3-5 นาที แล้วค่อยดื่มกาแฟร้อนๆหนึ่งถ้วย หลังจากนั้น 20-30 นาทีจะรู้สึกต้องการถ่ายปัสสาวะออกมา คุณจะประหลาดใจมากที่อาการหวัดจะหายไป เพราะตัวกาแฟมีตัวยาขับปัสสาวะอยู่ ช่วยขับน้ำออกจากร่างกาย ซึ่งในขณะเดียวกันก็จะขับเอาเชื้อไวรัสออกมาด้วย

ลองดูเอาเอง

วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

พาไปไหว้พ่อท่านน้ำรอบวัดโคกกลอยกันอีกครั้ง



หลวงพ่อวัดน้ำรอบศักดิ์สิทธิ์ เดิมตั้งอยู่ที่โรงเรียนวัดไตรมารคสถิต ต่อมามีการชะลอพรุพุทธรูปมาประดิษฐาน ณที่แห่งนี้




เจดีย์สำหรับจุดประทัดแก้บนที่ไม่เคยขาดเสียงประทัด คงบ่งบอกความเลื่อมใสศรัทธาและพุทธคุณของหลวงพ่อ






ไปร่วมงานศพของคุณแม่อรรถ พัดตันซึ่งเป็นแม่ของป้าสะใภ้ที่โคกกลอย ว่างอยู่เลยมาแวะเวียนนั่งในวิหารที่ประดิษฐานหลวงพ่อกับป้าสร้อย น้าวัลลี และแม่




ลองถ่ายจากเบื้องหลังองค์พระดูก็เก๋ไปอีกแบบนะนี่














ศาลาการเปรียญที่ไปทำบุญเดือนสิบกับแม่สมัยยังเด็ก








ตุ๊กตาสัตว์ที่ในสมัยหนึ่งเคยทะเลาะกับน้องชายเพื่อแย่งกันขี่กวาง

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ลองมาดูหนังเกย์สมัยคุณทวดกันดีกว่า (2)

Gaytube Free Gay Videos & Gay Porn Sailor And The (Part 2)




ภาคจบของคลิปเกย์สมัยคุณทวด มีคำบรรยายไว้ว่า

Last act from the 1920's french pornographic film I posted. Since there was so much interest in the first clip. In this clip we see the "chinese" boy jerking off while our sailor screws two geishas. Actual cum shot! Very-rare even in straight porn in the era.


ปี 1920 นับถึงปัจจุบันหนังเกย์เรื่องนี้ก็มีอายุ 90 ปีแล้วนะครับ (ขนลุก)

ลองมาดูหนังเกย์สมัยคุณทวดกันดีกว่า (1)

Gaytube Free Gay Videos & Gay Porn Sailor And The



กรุณามองในเชิงประวัติศาสตร์นะครับ ว่าของแบบนี้มันมีมานานแล้ว

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ชี้แจงเรื่องข้อมูลภายในบล๊อก

บังเอิญได้รับคำวิจารณ์จากผู้อ่านบทความในบล๊อกของผมแล้วเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ

เพราะว่ามีบางบทความที่ได้นำข้อมูลของผู้อื่นมารวมไว้ในบล๊อกนี้

บางบทความได้ลงเครดิตให้ แต่ในบางบทความอาจจะเผอเรอไม่ได้ลงเครดิตให้

ซึ่งทางผมขออภัยเป็นอย่างยิ่ง

คำวิจารณ์ของท่านคือคำแนะนำสำหรับผม

ขอขอบคุณอย่างยิ่ง

เพื่อความสบายใจผมจึงได้ลบบทความที่ได้ทำการคัดลอกมาจากเว็บไซต์ของท่านแล้ว

หากมีสิ่งใดผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

จากเจ้าของบล๊อก

ทศพรรษ พชร


วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สิบเก้าวิธีถนอมดวงตา


1. ปรับช่องแอร์ในรถให้ต่ำลง อย่าให้ลมเย็นพ่นเข่าตาโดยตรง เพราะลมเย็นพวกนี้จะเป็นสาเหตุให้ตาแห้ง ถ้าปล่อยไว้นานๆ กระจกตาก็อาจจะถลอกจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้

2. บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ดีต่อสายตามากๆ
และหาซื้อได้ไม่ยากเลย แค่ซื้อแยมบลูเบอร์รี่มาทาขนมปังทาน คุณก็จะได้รับสารอาหารแอนโธไซยาโนไซด์ ซึ่งช่วยบำรุงสายตาแล้ว

3. อย่ามองข้ามมันเทศ
ของดีราคาย่อมเยาที่พ่อค้าเขาเดินขาย วิตามินในมันเทศจะช่วยปรับสายตาของคุณให้เห็นได้ชัดในที่มืด

4. เวลาทำกับข้าวอย่าลืมใส่หัวหอมแดงลงไปด้วย
เพื่อให้สารต้านอนุมูลอิสระเคอร์ซิทินในหอมแดงจะช่วยป้องกันต้อหินให้คุณ

5. อย่าขี้เกียจเดิน
เพราะผลการวิจัยบอกว่าเดินอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้งจะช่วยลดความดันในกระบอกตา ทำให้สายตาเป็นปกติ

6. กินปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดโอเมก้า-3 ที่จำเป็นสำหรับบำรุงสายตา

7. ลดขนมหวานๆ และอาหารมันจัด
อาหารพวกนี้เกิดมาเพื่อเป็นศัตรูกับสุขภาพ รวมทั้งสายตาของคุณด้วย


8.
ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมใส่แว่นกันแดดเสมอ
เพื่อป้องกันทั้งลม แดด ฝุ่นละออง และเชื้อโรค ที่จะแท็คทีมกันมาทำร้ายสายตาที่รักของเรา

9. ตรวจวัดความดันโลติตเป็นประจำทุกเดือน
ความดันที่ผิดปกติมีผลโดยตรงต่อสายตามาก จึงไม่ควรมองข้ามการวัดความดัน ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้รักษาได้ทันท่วงที

10. สวมหมวกปีกกว้าง
แว่นกันแดดอย่างเดียวอาจจะสู้กับแดดแรงมหาร้อนอย่างบ้านเราไม่ไหว หมวกปีกกว้างจึงเป็นอุปกรณ์เสริมอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ เพื่อป้องกันรังสียูวีที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาทางด้านบนของแว่นกันแดด

11. อย่าละเลยการทำความสะอาดดวงตาด้วยน้ำยาล้างเครื่องสำอางค์ทุกคื
เพื่อป้องกันไม่ให้มาสคาร่าที่อาจจะเหลือตกค้างอยู่เข้าไปหมักหมมอยู่ในดวงตาจนเกิดการติดเชื้อ

12. กินผักใบเขียวเป็นประจำทุกวัน
ผักใบเขียวเป็นแหล่งรวมของสารลูเทอินและซีอาแซนธินที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจกและยิ่งซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในกระบอกตาได้ด้วย (คนที่เกลียดผักคงต้องพยายามหน่อยน่ะ)

13. ผักบีตสดๆเป็นของขวัญชั้นดีที่จะมอบให้ดวงตาของตัวเองได้
ผักชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยปกป้องหลอดเลือดในกระบอกตา ทำให้ตาคุณมีเลือดไปเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ ทำให้ตาคุณสวยและใส

14. เลิกทานอาหารที่เค็มจัด
เพราะคนที่ติดรสเค็มจะมีโอกาสเป็นโรคต้อกระจกมากกว่าคนที่ชอบอาหารรสจืด

15. หมั่นซักผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวบ่อยๆ
เพื่อให้ผ้าส่วนตัวของคุณสะอาด ปราศจากเชื้อโรค ทีสำคัญไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับใคร เพราะในผ้าพวกนั้นอาจจะมีเชื้อโรคตาแดงซ่อนอยู่

16. น้ำหอมกลิ่นมะลิ วนิลลา หรือเปปเปอร์มินต์ มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นระบบลิมบิกในสมอง
ซึ่งจะไปกระตุ้นเซลล์รูปแท่งในจอตาอีกต่อหนึ่ง ทำให้คุณมองเห็นในที่มืดได้ชัดขึ้น แค่หยดน้ำหอมกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งไว้ที่แขนเสื้อ ก็จะมีสายตาดีขึ้นได้แล้ว ว้าว!! ง่ายจัง

17. อย่าเพ่งมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานเกินไป
แม้การอ่านหนังสือก็ควรถอนสายตามองออกไปที่ไกลๆทุกๆ 30 นาที เพื่อพักสายตาไม่ให้เพลียหรือล้าถาวร

18.กินผักโขมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ผักชนิดนี้มีสารลูเทอิน ซึ่งจะช่วยป้องกันต้อกระจกและภาวะศูนย์กลางประสาท

19. เปลี่ยนมาสคาร่าขวดใหม่ทุกๆ 3 เดือน
ทุกครั้งที่มาสคาร่าสัมผัสตาคุณ จะต้องมีความสกปรกเล็กๆน้อยๆ ติดมาด้วย เมื่อมาหมักหมมปนกันนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป มาสคาร่าขวดโปรดของคุณก็จะกลายเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคไปโดยปริยาย


วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

รอบรู้แพทย์แผนจีน ตอน : โจ๊กดอกไม้



โจ๊กดอกไม้ เป็น 1 ในอาหารเสริมความงามในศาสตร์ของแพทย์แผนจีน ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มชาวจีนที่ต้องการรักษาสุขภาพและผิวพรรณ โดยเชื่อว่าหากรับประทานโจ๊กดอกไม้สดบ่อย ๆ จะช่วยให้ระบบเส้นประสาทต่าง ๆ ทำงานได้ดี ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย เสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย และสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงการลดน้ำหนัก เชื่อว่าจะช่วยให้ผิวพรรณได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ไม่ทำให้ดูโทรม

เมื่อเรารู้ว่าโจ๊กดอกไม้ มีประโยชน์ต่อร่างกายและช่วยเสริมสร้างความงามดังนี้แล้ว ผู้เขียนจึงไม่ลืมที่จะนำสูตรโจ๊กดอกไม้มาฝากให้ลองทำรับประทานกันดู ขอบอกว่าไม่ยาก ทำง่ายและน่าสนใจอย่างมาก

โจ๊กดอกเบญจมาศ หรือดอกเก๊กฮวย
ดอกเก๊กฮวยมีกลิ่นหอมสดชื่น ยิ่งนำข้าวใหม่มาทำเป็นโจ๊ก ยิ่งสามารถดูดซึมสารอาหารหรือสารที่มีประโยชน์จากดอกเก๊กฮวยได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณแลดูอ่อนเยาว์ เปล่งปลั่งอยู่เสมอ

นอกจากประโยชน์ที่มีต่อผิวพรรณความงามแล้ว โจ๊กดอกเก๊กฮวยยังมีส่วนช่วยระบบไหลเวียนของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ บำรุงสายตา และลดอาการปวดบวม เมื่อยลาของสายตาได้อีกด้วย

วิธีทำ เด็ดก้านดอกเบญจมาศหรือดอกเก๊กฮวยออก แล้วนำไปตากแห้ง หลังจากนั้นบดจนเป็นผงละเอียด ใช้ข้าวใหม่ต้มเป็นโจ๊กในปริมาณข้าว 50-100 กรัม เมื่อโจ๊กสุกได้ที่ให้นำผงดอกเก๊กฮวยในปริมาณ 10-15 กรัม เติมลงไป แล้วต้มต่ออีก1-2 นาที หรือหากสะดวกใช้ดอกเก๊กฮวยตากแห้งสำเร็จรูป ให้ใช้สัดส่วนดอกเก๊กฮวยแห้ง 60 กรัมต่อ ข้าว 100 กรัม

วิธีง่าย ๆ คือ หลังจากที่ล้างดอกเก็กฮวยเรียบร้อยแล้ว ให้นำดอกเก๊กฮวยไปต้มทำเป็นน้ำแกงก่อน หลังจากนั้นเติมข้าวที่เตรียมไว้ลงไปต้มพร้อมกัน โดยเปิดไฟแรง พอเดือด ให้ใช้ไฟอ่อน ค่อย ๆ ต้มไปเรื่อย ๆ กระทั้งได้โจ๊กดอกเก๊กฮวยที่มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน

โจ๊กดอกกะหล่ำ
โจ๊กดอกกะหล่ำเป็นโจ๊กที่มีกลิ่นหอมรสชาติถูกปาก หากรับประทานบ่อย ๆ จะมีสรรพคุณช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ลำไส้ใหญ่ทำงานสะดวก และการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาละเอียดผ่องใสแลดูสุขภาพดี อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยในการขับสารพิษออกจากตับและไต อีกด้วย

วิธีทำ นำดอกกะหล่ำสด 50 กรัม ต่อข้าวใหม่ 50-100 กรัม เติมน้ำตาลทรายแดงในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรมากเกินไปหรือน้อยจนไม่ได้รสชาติ เติมน้ำในปริมาณ 500 กรัมแล้วใช้ไฟอ่อนในการต้มโจ๊ก ขณะที่กำลังรอให้โจ๊กข้นนั้น ให้เติมน้ำมันพืชลงไปเล็กน้อยเพื่อดูว่าโจ๊กนั้นได้ที่แล้วหรือยัง หากได้ที่แล้วจะปรากฏน้ำมันลอยขึ้นมาให้เห็น

โจ๊กดอกกุหลาบ

กล่าวกันว่าหากรับประทานโจ๊กดอกกุหลาบติดต่อกันในระยะเวลายาวนาน จะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้ผิวพรรณมีสีออกแดงเรื่อ ๆ ละเอียดเกลี้ยงเกลา แลดูสุขภาพดี อีกทั้งยังมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคกระเพาะที่เกิดจากความเครียดได้อีกด้วย

การเลือกดอกกุหลาบที่จะนำมาทำโจ๊กนั้น ควรเลือกดอกตูมที่ยังไม่บาน เพราะสารอาหารที่มีประโยชน์จะยังคงอยู่ครบ วิธีทำ ให้นำข้าวสารใหม่ต้มให้สุกเป็นโจ๊ก หลังจากนั้นนำดอกกุหลาบที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในปริมาณที่พอเหมาะ ต้มต่อไปกระทั้งโจ๊กเริ่มออกสีแดงอ่อน จึงจะสามารถตักออกมารับประทานได้

โจ๊กดอกบัว
นำข้าวสารใหม่ 100 กรัมมาต้มกระทั้งสุกเป็นโจ๊ก หลังจากนั้นให้นำเมล็ดดอกบัวและกลีบดอกบัวที่ล้างสะอาดใส่ลงไปในหม้อ แล้วต้มต่อเนื่องไปอีก 10 นาทีก็จะได้โจ๊กดอกบัวสีเขียวมรกตชวนรับประทาน

หากรับประทานโจ๊กดอกบัวบ่อย ๆจะมีสรรพคุณช่วยขับไขมันและสิ่งสกปรกบริเวณผิวหน้า ทำให้ลดอัตราการเกิดสิว ผิวพรรณกระจ่างใสแก้มเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ

โจ๊กดอกมะลิ

โจ๊กดอกมะลิจะมีรสชาติหวาน กลิ่นหอมสดชื่น ขณะรับประทานจะรู้สึกชุ่มคอเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ที่ผิวแห้ง โจ๊กดอกมะลิยังมีสรรพคุณช่วยคืนความชุ่มชื้นสู่ผิว ชะลอการเกิดริ้วรอย ทำให้แลดูอ่อนเยาว์เสมออีกด้วย

วิธีทำ นำข้าวสารใหม่ปริมาณ 100 กรัม มาต้มให้สุกเป็นโจ๊ก หลังจากนั้นใส่ดอกมะลิแห้งลงไปในปริมาณ 3-5 กรัม ต้มต่อเนื่องอีก5-10 นาที ก็จะได้โจ๊กดอกมะลิกลิ่นชวนรับประทาน

ลองทำรับประทานดูน่ะค่ะ เพื่อสุขภาพและผิวพรรณที่ดูดีขึ้น แถมยังห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ย้อนรำลึกวันแม่แห่งชาติ 2534

เมื่อวันแม่แห่งชาติ 2552 ที่ผ่านมา มีคนมาขอรูปที่ถ่ายกับแม่ไปจัดบอร์ด เลยไปหามาจากอัลบั้มแล้วก็ชอบใจภาพนี้เป็นพิเศษ ปี 2534 เป็นปีที่ผมเรียนอยู่ชั้น ป.4 และเป็นปีแรกที่แม่ไปร่วมงานวันแม่ เพราะแม่อยู่ในช่วงตกงาน ถ้าเป็นปีอื่นๆแม่ต้องทำงาน ไม่สามารถมาร่วมงานได้ ปกติคนที่จะขึ้นไปบนเวทีให้ผมไหว้คือย่า

แต่แปลกที่ผมไม่มีรูปถ่ายงานวันแม่ที่คู่กับย่าเลย (คิดแล้วก็น่าตลกดีเหมือนกันนะ)

ผมจำเรื่องราวในภาพไม่ได้หรอกครับ แต่ที่ผมจำแม่ได้ชัดเจนที่สุดคือ ผมกับน้องอยากจะไปเที่ยวชายทะเลบางสักมาก แต่ป๋าไม่ยอมพาไป (ไม่รู้เพราะอะไร) น้องชายร้องไห้ ทำฤทธิ์ใหญ่เลย

แม่ขี่รถจักรยานยนต์พาเราสองคนไปโดยฝากรถจักรยานยนต์ไว้ที่เทศบาลแล้วก็นั่งรถบัสตะกั่วป่า-ภูเก็ตไปชายทะเลบางสัก

แม้ว่าจะไม่ใช่วีรกรรมวิลิศมาหราอะไรมากมาย แต่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ผมยังจำได้แม่นยำแม้จะผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว

คงจะไม่มีคำอะไรที่จะวิเศษไปกว่าคำว่า "ผมรักแม่"ครับ

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

วิธีการป้องกันแก๊งค์ปาหินใส่รถยนต์


เนื่องจากปัจจุบันมีข่าวการปาหินใส่รถยนต์ตามถนนหลวงในหลายจังหวัด และดูเหมือนว่าเพิ่มขึ้นทุกวัน ด้วยความห่วงใยต่อสวัสดิภาพของเพื่อนพนักงาน จึงขอเสนอวิธีการป้องกันดังนี้

  1. หากท่านมีกำลังทรัพย์ อาจติดฟิลม์กรองแสงชนิดใสที่กระจกหน้าทั้งบาน ประโยชน์นอกจากกันความร้อนแล้ว ฟิลม์ยังช่วยดูดซับแรงกระแทกจากก้อนหินที่มากระทบได้ดี
  1. ส่วนใหญ่การปาหินมักเกิดขึ้นตอนกลางคืนบนถนนสายเปลี่ยวและมืด หากท่านขับรถผ่านถนนที่มีลักษณะดังกล่าว ควรเปิดไฟสูง (เมื่อมีโอกาส) เพื่อสอดส่องดูว่ามีรถจักรยานยนต์กำลังขับขี่สวนทางมาหรือไม่ เนื่องจากคนร้ายมักซ้อยท้ายรถ จยย. ที่ไม่เปิดไฟหน้า หากท่านเปิดไฟสูงนอกจากจะช่วยให้ท่านมองเห็นคนร้ายแล้วยังจะช่วยบดบังสายตาของคนร้ายได้ด้วย (ทำให้คนร้ายตาพร่าจากแสงไฟของท่าน) นอกจากนั้นท่านไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูงบนถนนที่มีลักษณะนี้ ให้ระวังทางโค้งมากเป็นพิเศษ เพราะคนร้ายมักใช้ทางโค้งเป็นจุดดักซุ่มรอ
  1. หากท่านสังเกตุเห็นว่ามีรถ จยย. กำลังขับขี่สวนทางมายังท่าน ท่านควรรีบชลอความเร็วและเปลี่ยนช่องการจราจรให้ออกห่างจากรถ จยย. ดังกล่าวให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร) ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนช่องจราจรได้ ให้ลดความเร็วให้เหลือเพียง 40 60 พร้อมกับเปิดสัญญาณไฟกระพริบเพื่อเตือนรถที่ตามหลังท่านมาว่าท่านกำลังจะชลอตัว ความเร็วยิ่งช้าเท่าไร ความแรงของก้อนหินที่มากระทบรถของท่านก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
  1. หากรถของท่านถูกปาหินใส่ได้รับความเสียหายแล้ว อย่าจอดรถในบริเวณนั้นทันที เพราะคนร้ายอาจตามมาปล้นทรัพย์สินของท่าน พยายามประคองรถช้าๆไปจนกว่าจะพบผู้คนและเข้าขอความช่วยเหลือ

ด้วยความห่วงใยจาก แผนกรักษาความปลอดภัย โรงแรม พุลแมน กรุงเทพ คิงเพาเวอร์

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ประวัติที่มาของ "แซ่แต้"


แซ่ "แต้" (สำเนียงฮกเกี้ยน) "เจิ้ง" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่แต้" (สำเนียงแต้จิ๋ว)
มีความหมายหรือแปลว่า(1) ชื่อแคว้นหรือรัฐ (2) หนักแน่น (3) นามสกุล (แซ่)

แซ่นี้ เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางมาก

บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยราชวงศ์โจว (1100-770 ปีก่อน ค.ศ.)
โจวซวนอ๋อง พระราชทานแคว้นเจิ้งให้กับเพื่อนของน้องชายพระมารดา
ซึ่งมีชื่อว่า หวนกง ไปครองแคว้นเจิ้ง (อำเภอฮว่าเสี้ยน ทางตะวันออก
ของมณฑลซานซีปัจจุบัน)ต่อมาแคว้นเจิ้งได้ถูกแคว้นหานล่ม พวกลูกหลาน
ได้อพยพโยกย้ายกระจัดกระจายไปอยู่ในพื้นที่ระหว่างแคว้นเฉินกับแคว้นซ่ง
จึงได้ถือแคว้นเก่าคือ "เจิ้ง" เป็นแซ่ของตน

มีบุคคลแซ่ "เจิ้ง" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น

เจิ้งเสียน เป็นนักศึกษาคัมภีร์มีชื่อสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก อ่านคัมภีร์ต่างๆ
อย่างกว้างขวาง เมื่อมีอายุได้ 40 ก็เปิดรับลูกศิษย์สอนวิชาคัมภีร์ต่างๆ
มีลูกศิษย์หลายพันคน ต่อมาภายหลังก็มุ่งแต่เขียนหนังสือทำคำอธิบายแก่
คัมภีร์ต่างๆ เป็นผู้รวบรวมคัมภีร์สมัยราชวงศ์ฮั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุด

เจิ้งเหอ เป็นขันทีสมัยราชวงศ์หมิง เคยนำเรือทะเลเดินทางไปมหาสมุทรตะวันตก 7 ครั้ง
ใช้เวลา 28 ปี เคยเดินเรือทะเลไปถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซีย
อาหรับและแอฟริกาตะวันออก รวมกว่า 30 ประเทศ มีคุณูปการในการผลักดัน
การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างราชสำนักหมิงกับประเทศต่างๆ เป็นอันมาก

เจิ้งเฉิงกง วีรบุรุษแห่งชาติจีนปลายสมัยราชวงศ์หมิง เคยนำทัพขับไล่กองทัพ
รุกรานของฮอลแลนด์ ยึดไต้หวันกลับมา และได้สร้างอำนาจรัฐ
ปรับปรุงกฎหมาย ยังความสงบแก่สังคมของไต้หวัน พร้อมทั้งได้ขยายเทคนิค
การผลิตที่ก้าวหน้าของแผ่นดินใหญ่ เข้าไปยังไต้หวัน อันเป็นการผลักดัน
การพัฒนาของเศรษฐกิจไต้หวันเป็นอันมากในครั้งกระนั้น

แซ่นี้ มีสมาคมอยู่ในเมืองไทย มีชื่อว่า "สมาคมเตชะสัมพันธ์"
ตั้งอยู่ที่ 27/4 ถนนรัชดาภิเษก แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ
โทร. 0-2294-3226 ถึง 6, 0-2294-2763

ภาพด้านบนคือภาพของ "เจิ้งเฉิงกง"

สำหรับเทพเจ้าประจำแซ่แต้คือ จินบู้ไต่เต่ (真武大帝)

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วิธีการป้องกันภัยจากการถูกข่มขืน

1. คนร้ายจะซุ่มรอทีเผลอคับ ที่โดนบ่อยๆคือล็อคแขนไขว้หลัง มืออุดปากแล้วกระชากหรือลากเข้าข้างทาง ถ้าเตรียมตัวมาดีก็อาจจะมีอาวุธจี้เพื่อไม่ให้เหยื่อขัดขืน แน่นอนว่าน้อยคนที่เห็นมีด ปืนแล้วจะกล้าใช้แท็คติคที่เรียนมา


2.
เมื่อโดนลากเข้าข้างทาง คุณก็จะโดนต่อยท้องเพื่อให้จุกจนไม่มีแรงดิ้นและตบปากหรือต่อยหน้าเพื่อให้กลัวเจ็บหรือกึ่งๆหมดสติ จากนั้นถ้าคนร้ายหื่นแบบชาญฉลาดก็จะหาของมาอุดปากคุณไว้ ถ้าโชคร้ายคุณนุ่งกระโปรงมาอาจจะเจอ กกน.ตัวเอง ซวยแท้ๆ


3.
เมื่อคนร้ายเห็นคุณไม่มีแรงดิ้น ก็จะทำการถลกส่วนล่างคุณออก โดยท่าที่นิยมคือนั่งคร่อมเอว เอาเข่ากดแขนส่วนบนคุณไว้ทำให้ไม่มีแรงมากพอจะผลักแถมยังจุกอยู่อีกตะหาก


4.
จากนั้นเมื่อฐานยิงโล่งโจ้ง คนร้ายก็จะงัดจรวดออกมาเตรียมปฏิบัติการ จังหวะนี้ถ้าคุณโชคดียังมีสติอยู่ให้พยายามเซฟแรงไว้รอข้อต่อไป


5.
เมื่อคนร้ายพยายามสอดใส่ ให้คุณรวบรวพลังที่มี "ขมิบ" ไว้ครับ ตะบองแข็งหรือจะสู้แรงโล่เนื้อ คนร้ายก็จะเริ่มเสียสมาธิเพราะจ้องจะลงรูอย่างเดียว ให้คุณอาศัยจังหวะนี้ซึ่งคนร้ายมักจะเผลอลืมกดแขน คว้าลูกป๋องแป๋งเลยคับ โดนลูกเดียวไม่เป็นไร อย่าตกใจปล่อยมือเพื่อกำใหม่ให้โดนสองลูก
เดี๋ยวจะหมดโอกาส จากนั้นบีบให้เต็มที่เลยคับ เอาเล็บจิกด้วยยิ่งดี ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครคิดจะฆ่าคุณในตอนนี้หรอกคับ รับรองร้องเสียงหลง ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง


6.
หลังจากนั้น อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดหนีคับ พิจารณาดูคนร้ายให้ดีก่อน รีบประเมินสถานภาพคนร้ายว่า ที่เราทำลงไปหยุดเขาได้ไหม ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ตายตอนโดนข่มขืนแต่จะมาตายตอนนี้ละคับ เพราะจะหนีอย่างเดียว ตัวเองก็วิ่งไม่ไหว คนร้ายก็ยังลุกขึ้นมาตามทุบหัวเอาได้ ดังนั้นหากเห็นว่าคนร้ายหมดสภาพแน่ๆและชุมชนอยู่ไม่ไกลจึงค่อยหนีคับ


7.
ทีนี้ถ้าคนร้ายแค่เสียจังหวะคืออาจจะลงไปนอนงอก่องอขิงอยู่แป๊บเดียวและมีทีท่าจะลุกขึ้นมา สิ่งที่คุณต้องทำคือ รีบหาอาวุธให้เร็วที่สุดคับ ไม้ ก้อนหิน ปากกา(ใช้เสียบได้) คัตเตอร์ สเปรย์ ปืน ครกที่จะเอาไปจำนำฯลฯ ถ้าไม่มีจริงๆก็ส้นตรีนนี่แหละคับ หวดเข้าไปที่บริเวณต่อไปนี้คับ

- ที่เดิม (ไอ้นั่นแหละคับ) แต่ส่วนใหญ่จะทำไม่ได้เพราะคนร้ายมักจะกุมไว้

- หน้าแงหรือกลางแสกหน้า คนตัวโตๆ ตายเพราะส้นตรีนผู้หญิงๆมีเยอะคับ ยิ่งใส่ส้นสูงด้วย อู๊ย....

- กกหู ขมับ ทุบรัวๆเลยคับ(ไม่แนะนำท้ายทอยหรือคาง โดนยาก)

- ถ้ามีก้อนหินโตๆ ทุบกลางหน้าแข้งเลยครับ รับรองเดี้ยง ร้องสามบ้านแปดบ้าน

- ที่สุดท้าย อาจจะโหดหน่อยแต่ถ้าทำได้ เวิร์คคับ "นิ้วเท้า" โดยเฉพาะนิ้วเล็กๆตั้งแต่นิ้วกลางถึงนิ้วก้อยนี่ละคับ หินทุบผัวะเข้าไป อย่าใจอ่อนคับ เอาให้เละไปเลย ถ้าทำดีคนร้ายอาจจะเจ็บถึงสลบคั

- จากนั้นรีบจัดเครื่องแต่งกาย คว้าสิ่งของมีค่าพาตัวเองออกไปให้ไวที่สุดคับ กรี๊ดๆกรูรอดแล้ว เจ้าข้าเอ้ย


นี่สำหรับเจอตัวต่อตัวนะคับ ถ้ามากกว่าสอง ให้แนะนำว่า "ทำใจคับ" โดนแน่ๆ หนักหรือเบาแล้วแต่บุญแต่กรรม เจ็บน้อยหน่อย เสียวเยอะหน่อย ฯลฯ หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะคับ ขอบคุณคับ

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

45 ข้อดีของการไม่มีแฟน


1. มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากดูหนังคุยโทรศัพท์
2. มีเวลาอยู่กับเพื่อนมากขึ้น
3. กลับบ้านดึกก็ได้ไม่ต้องโทรรายงานใคร
4. ไม่ต้องทะเลาะกับใคร
5. ประหยัดค่าใช่จ่าย แบบว่าไม่ต้องไปเที่ยวไหน
6. ร้องเพลงคนไม่มีแฟนของพี่เบิร์ดได้อย่างสะใจ
7. ไม่ต้องคอยเอาใจคนอื่น
8. ไม่ต้องพบเพื่อนของแฟนที่เราไม่อยากรู้จัก
9. ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาแย่งแฟนเรา
10. มีคนคอยเป็นห่วงเยอะ
(และคอยถามว่าทำไมไม่มีแฟน)
11. ไม่ต้องคอยหึงหวง
12. ไม่ต้องห่วงว่าเค้าจะสบายดีรึเปล่า
13. มีเวลาให้ตัวเองเต็มที่
14. ไม่ต้องฟังคำว่า “อนาคตของเรา ”
15. ไม่ต้องอกหัก(อันนี้สำคัญมาก)
16. ไม่ต้องกังวลว่าแต่ละวันใส่ชุดอะไรถึงจะถูกใจเขา
17. ไปหาเพื่อนแต่งตัวแบบไหนก็ได้
18. ไม่ต้องคอยเช็ค sms เผื่อว่าเขาส่งมาแล้ว ยังไม่ได้ส่งกลับ (เฮ้อ….เปลืองเงินป่าวๆ)
19. อยากจีบหนุ่ม/สาวไหนก็ได้ไม่มีใครคอยตามประกบ
20. ประหยัดน้ำตาไว้ร้องไห้เรื่องอื่น YoY
21. ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อเอาใจใคร
22. ไม่ต้องคิดมาก
23. มีทางเลือกให้กับชีวิตมากขึ้น
24. ………ไม่ต้องร้องไห้………….
25. ได้ทำตามใจตัวเองอย่างเป็นสุขไม่ต้องกังวลถึงใคร
26. คิดถึงคนหลายๆคนพร้อมกันได้ 55+
27. คิดถึงตัวเองมากขึ้น ^^
28. ชินกับการอยู่ติดที่เพราะไม่มีแฟนชวนเที่ยว
29. เล่นเน็ตได้นานสะใจ จะคุยกับใครก็ได้ไม่มีใครหวง
30. มีเวลาดูละครน้ำเน่ามากขึ้น
32. เวลาไปเกะก้อร้องเพลงอย่างสบายใจไม่มีเพลงอกหักมาทำให้ใจชอกช้ำ..
32. ไม่ต้องคอยโทรศัพท์
33. ไม่ต้องเปลืองค่าโทรศัพท์โทรหา
34. จะเหล่ใครก็ไม่มีใครว่าเพราะยังไม่มีใครถูกใจ
35. ไม่ต้องคอยระแวงว่าคนที่เดินข้างๆจะเป็นใคร
36. จะทำอะไรก็ได้ 37. ไม่โดนเพื่อนด่าว่า “ลืมเพื่อน”
38. คิดถึงใครก็ได้ที่อยากจะคิด
39. ไม่ต้องทำหล่อทั้งวันหรือโปะหน้าให้สวย
40. ไม่ตกปกปิดด้านชั่วของตัวเอง
41. ไม่ต้องดัดเสียงให้ดูมาดแมนหรือฟังดูน่ารัก
42. จะทำอะไรไม่ต้องเกรงใจแฟน
43. ใครจีบก็จีบไปเพราะเราไม่มีแฟน
44. ไม่ต้องร้องเพลงอกหัก
45. สามารถคุยกะเพศตรงข้ามได้อย่างไม่รู้สึกผิดเพราะยังไม่มีแฟน

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สุดยอดอาหารล้างพิษ

1. กล้วยมีคุณสมบัติในการบำรุงและสร้างความแข็งแรง แก่กระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้เกลือแร่ที่จำเป็นแก่ร่างกาย เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกิออกจากร่างกายโดยช่วยขับของเปลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย

2. อัลมอนด์เป็น ถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมัน แต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกาย ในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึง ควรกินอัลมอนด์ นอกจากนี้อัลมอนด์ยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะเกิดอาการไฮเปอร์ไกลซีเมีย ( Hyperglycemia ) ทำให้รู้สึกหิวน้ำมากกว่าปกติ หายใจไม่ออก ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และหากน้ำตาลในเลือดต่ำที่เรียกว่า ไฮโปไกลซีเมีย( Hypoglycemia ) จะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่น ไม่มีแรง คิดอะไรไม่ออก

3. แอปเปิลประกอบไปด้วยเพกตินสูง เพกตินเป็นไฟเบอร์ชนิดหนึ่งที่ช่วยจับคอเลสเตอรอลและโลหะหนักในร่างกายที่ปะปนมากับอาหาร เช่น ปรอท ตะกั่ว ซึ่งทำลายเซลล์สมอง นี่คือเหตุผลที่เราควรจะกินแอปเบิลเพื่อล้างสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และทำให้เกิดไมเกรนในผู้ใหญ่ได้

4. ตำลึงผักใบเขียวที่ขึ้นข้างรั้ว หาง่าย และราคาไม่แพงนี้ ในสมัยก่อนเรามักนำมาทำแกงจืดตำลึงโดยใสเนื้อสัตว์น้อยๆ แต่ปัจจุบันดูเหมือนว่าแกงจืดตำลึงจะมีตำลึงอยู่ไม่กี่ใบ และมีหมูสับเต็มไปหมด ซึ่งตำลึงมีคุณสมบัติ ช่วยผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกายได้ดีขึ้น นอกจากนี้สารที่มีอยู่ในตำลึงยังช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย

5. อะโวคาโดอาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันเราก็สามารถหาซื้ออะโวคาโดได้จากตลาดทั่วไป ในอะโวคาโดมีสารกลูตาไทโอน( Glutathione ) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไทโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

6. บีตรูตผักสีแดงที่นิยมใส่ในสลัดนี้นับเป็นผัก มหัศจรรย์ซึ่งเประกอบไปด้วยไฟโรเคมีคอล ( Phytochemical ) วิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ซึ่งทำให้บีตรูตมีคุณสมบัติต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ทำความสะอาดตับและระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติพิเศษที่ส่งเสริมให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีตรูตช่วยปรับระดับกรด-ด่าง ในเลือดให้สมดุลด้วย

7. กะหล่ำเต็มไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูล อิสระ ( Antioxidant ) และช่วยตับขับฮอร์โมนที่มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นฮอร์โมนความเครียดที่มีผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ พืชตระกูลกะหล่ำ ได้แก่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี และกะหล่ำปม ผักเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดร่างกายและช่วยกำจัดของเสียจากสิ่งแวดล้อม เช่น ของเสียจากควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย และช่วยให้ตับผลิตเอนไซม์ออกมาให้เพียงพอในการกำจัดของเสีย

8. บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีค่าแอนติออกซิแดนต์ สูงมากชนิดหนึ่งและถือเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารรักษาโรค เนื่องจากในบลูเบอร์รี่มีสารแอสไพรินตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดการระคายเคือง สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

9. กระเทียมจากหลายการศึกษาให้ผลตรงกันถึง คุณสมบัติของกระเทียมในการทำความสะอาดร่างกาย นั่นคือ การกินกระเทียมเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร และฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย

10. ส้มโอ หรือเกรปฟรุตเป็นผลไม้รสชาติดีที่ได้รับ ความนิยมในอาหารมื้อเช้าของชาวตะวันตก สารเพกตินซึ่งเป็นไฟเบอร์ประเภทหนึ่งในเกรปฟรุต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ก่อนที่จะจับตัวเป็นก้อนและขวางทางเดินในหลอดเลือด นอกจากนี้เพกตินยังสามารถช่วยป้องกันไม่ให้โลหะหนักเหล่านี้ทำอันตรายต่อ ร่างกาย ส่วนเกรปฟรุตช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

11. มะเขือพวงคนไทยนิยมใส่มะเขือพวงในอาหารประเภท ผัดเผ็ด แกงป่า แกงกะทิ และน้ำพริก สมัยก่อนแกงกะทิเช่นแกงไก่ใส่มะเขือพวงเต็มไปด้วย ใส่ไก่น้อยเน้นการกินมะเขือเป็นหลัก แต่ปัจจุบันกลับตรงกันข้าง แกงไก่มักใส่ไก่มากกว่ามะเขือ และคนก็เลือกกินแต่ไก่ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันมีรูปร่างอ้วนกว่าคนสมัยก่อน มะเขือพวงเป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งสามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยจับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้นและลดการสะสมของเสีย

12. แครอทเต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน ( Alpha and Beta-carotene ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ วิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษใน สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้องสัมผัสแสงแดเป็นประจำ และจากการวิจัยพบว่าสารในแครอตช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจ และหัวใจแข็งแรงขึ้น

13. ขึ้นฉ่ายถือได้ว่าเป็นสุดยอดอาหารในการทำความ สะอาดเลือดและช่วยลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควัน บุหรี่ด้วย

14. พืชตระกูลถั่ว(เช่นถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจด้วย พืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ทำความสะอาดลำไส้ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ อีกทั้งช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมากด้วย

15. ทับทิมตำราแพทย์แผนโบราณของชาวเอเชียกล่าวไว้ ว่า การดื่มน้ำทับทิมสามรถรักษาอาการอักเสบและลดความปวดได้ เนื่องจากในทับทิมมีสารแอสไพรินซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกันกับแอสไพรินในยาแก้ ปวด ช่วยล้าง พิษลด การติดเชื้อของเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และลดอาการอักเสบ สำหรับผู้ที่มีอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวม ช้ำ แนะนำให้กินทับทิม เพราะช่วยลดอาการปวดลงได้ ขณะเดียวกันยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

16. กระเจี๊ยบน้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยทำความ สะอาดแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมักก่อให้เกิดการติดเชื้อ ทำให้มีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีเลือดปน หรือมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ซึ่งสารในกระเจี๊ยบสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเหล่านั้นได้

17. เมล็ดแฟลกซ์ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่จำเป็น อย่างโอเมกา 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังมีสารอื่นที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันร่างการแข็งแรงขึ้น

18. มะนาวเป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอนจะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำน้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย

19. หัวหอมประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล LD ซึ่งไม่ดีเพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น ช่วยรักษาโรคหอบ โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรค เบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่

20. สาหร่ายเป็นพืชสีเขียวในทะเลที่หลายคนมองข้าม คุณประโยชน์ แต่จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่าสาหร่ายสามารถจับของเสียจากรังสีที่สะสมในร่างกาย

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

วิธีพิจารณาน้ำนมมารดาที่ดี


วิธีพิจารณาน้ำนมว่ามีลักษณะดีหรือชั่วนั้น ให้เอาน้ำใส่ขัน แล้วให้หล่อน้ำนมลงไป ถ้าสีน้ำนมขาวดังสีสังข์และจมลงในขัน สัณฐานเหมือนดังผลบัวเกราะ น้ำนมอย่างนี้จัดว่าเป็นน้ำนมอย่างเอก ถ้าหล่อน้ำนมลงไป น้ำนมนั้นกระจายแต่ว่าข้นจมลงถึงก้นขันแต่ไม่กลมเข้า จัดเป็นน้ำนมอย่างโท พ้นจากสองประการนี้แล้วถึงจะมีลักษณะประกอบไปด้วยยศศักดิ์ชาติตระกูลปานใดก็ดี ถ้ามีกุศลหนหลังยังติดตามบำรุงรักษาไม่ให้เกิดโรคาพยาธิ รสน้ำนมนั้นเปรี้ยว ขม ฝาด จืดจาง และมีกลิ่นอันคาวนั้น ก็จัดเป็นน้ำนมโทษทั้งสิ้น

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552

เรื่องแปลกในพระไตรปิฎก (กลืนน้ำอสุจิติดจีวร)


เรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่พระพุทธศาสนานะครับ แต่อยากจะนำมาเล่าเพราะว่าเป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่แปลกคือ ในสิกขาบทที่ ๔ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์นั้นกล่าวว่า

“ห้ามใช้นางภิกษุณีซักผ้า เนื่องจากเมื่อพระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม อดีตภริยาของพระอุทายีเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี รับอาสาซักผ้าของพระอุทายี ซึ่งมีน้ำอสุจิเปรอะใหม่ๆ นางได้นำน้ำอสุจินั้นส่วนหนึ่งเข้าปาก ส่วนหนึ่งใส่ไปในองค์กำเนิด เกิดตั้งครรภ์ขึ้น จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ (คือไม่เกี่ยวเนื่องทางสายโลหิต)ซัก ย้อม หรือทุบจีวรเก่า(คือที่นุ่งหรือห่มแล้วแม้คราวเดียว)ทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด”

ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าการที่นำน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาแล้วนั้นใส่ในอวัยวะเพศหญิงจะสามารถทำให้ตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ต้องฝากถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยนะครับ

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

อาหารเพิ่มสมรรถภาพทางเพศสำหรับสุภาพบุรุษ


การทำงานของอีพิเนฟฟริน, นอร์อีพิเนฟฟริน และโดปามีนนั้น ต้องอาศัยวิตามินซีและบี 6 รวมทั้งกรดแอมิโนไทโรซีน, ฟีนิลอลานีล และสารอาหารชนิดอื่น เช่น สารอะเซทิลโคลีน ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นมาได้เองจากอะเซทิลโคเอนไซม์เอและโคลีน ส่วนโคลีนได้มาจากอาหารประเภทไข่แดง เมล็ดข้าวต่างๆ ถั่วเปลือกแข็ง เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก และผักใบเขียว ถ้าจะพูดกันให้ชัดเจนก็คือ อาหารที่รับประทานเป็นแหล่งของสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ทางเพศนั่นเอง อาหารที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศที่จะพูดถึงในที่นี้ได้แก่


ช็อกโกแลต แครอท กล้วยหอม มะเดื่อ ปลา หอยนางรม หน่อไม้ฝรั่ง


ช็อกโกแลต เป็นอาหารยอดฮิตตัวหนึ่งที่ได้ฉายาว่าอาหารแห่งความรัก เป็นสัญลักษณ์ของความโรแมนติก ช็อกโกแลตมีสารฟีนิลเอทิลลามีน (phenylethylamine) สูง เช่นเดียวกับแครอท และสารตัวนี้มีคุณสมบัติคล้ายแอมเฟตามีน จิตแพทย์ไมเคิล ไลโบวิตซ์ อธิบายในหนังสือ The Chemistry of Love หรือ “เคมีแห่งความรัก” ว่า ระดับของสารดังกล่าวในสมองจะสูงขึ้นเมื่อคุณเกิดปิ๊งกับคนที่อยู่ในสเป็คของคุณ นอกจากนี้ช็อกโกแลตยงมีสารกาเฟอีนเล็กน้อย ซึ่งกาเฟอีนนั้นจะกระตุ้นอีพิเนฟฟรินให้ออกฤทธิ์ ทำให้เกิดความรู้สึกทางเพศขึ้นมา น้ำตาลที่เป็นส่วนผสมของช็อกโกแลตเป็นแหล่งของพลังงานที่ร่างกายจะนำออกมาได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นส่วนผสมที่มีในช็อกโกแลตจึงอาจเพิ่มอารมณ์ทางเพศในคนบางคน จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมช็อกโกแลตจึงเป็นของขวัญที่หนุ่มสาวชาวตะวันตกนิยมให้กันในวันวาเลนไทน์ ช็อกโกแลตจึงได้กลายมาเป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศอาจจะด้วยเหตุผลดังกล่าว นักวิจัยยังพบว่า ช็อกโกแลตมีสารฟีนอลชนิดเดียวกับที่มีในไวน์แดง สารชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน จึงเชื่อว่าช็อกโกแลตนอกจากจะช่วยเพิ่มอารมณ์รักแล้ว ยังอาจจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ดร.แอนดรูว์ วอเตอร์เฮ้าส์ นักเคมีผู้ศึกษาเกี่ยวกับไวน์ ได้ทำการวัดปริมาณาสารฟีนอลในผลิตภัณฑ์โกโก้และช็อกโกแลต และยังวิเคราะห์ถึงผงโกโก้สกัด เพื่อดูว่าสามารถป้องกันออกซิเดชันของแอลดีแอลคอเลสเทอรอลได้มากน้อยเพียงใด เพราะนักวิจัยเชื่อว่าผลจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของแอลดีแอลมีผลทำให้เกิดการสะสมไขมันบนผนังหลอดเลือดแดง ช็อกโกแลตขนาด 1.5 ออนซ์ (45 กรัม) มีปริมาณสารฟีนอลเท่ากับไวน์แดงแก้วขนาด 5 ออนซ์ (150 มิลลิลิตร) และมีฤทธ์เป็นสารต้านออกซิเดชันเท่ากับหรือมากกว่าไวน์แดง แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะรับประทานช็อกโกแลตได้อย่างอิสระเพื่อป้องกันโรคหัวใจอย่างที่นักดื่มไวน์อ้างกัน ข้อมูลการวิเคราะห์นี้เป็นเพียงการวิจัยเล็กๆ ที่ไม่ได้ศึกษาถึงผลของช็อคโกแลตต่อร่างกาย และนักวิจัยเองก็ไม่เคยแนะนำให้รับประทานสารแอนติออกซิแดนท์จากช็อกโกแลตแทนผัก ผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งแอนติออกซิแดนท์ รวมทั้งวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร และพฤกษเคมี อีกทั้งยังปราศจากไขมัน มีน้ำตาล และพลังงานต่ำกว่าช็อกโกแลตมาก มีข้อมูลการวิจัยมากมายยืนยันว่า การกินผักผลไม้มากสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจได้ ซึ่งการป้องกันเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง ถ้าหลอดเลือดเสื่อมหรือมีเบาหวานแล้วไม่ควบคุม อนาคตที่บอกได้คือ ปัญหาสมรรถภาพทางเพศเสื่อมเกิดขึ้นได้แน่ๆ ข่าวดีอย่างหนึ่งสำหรับคนที่ชอบกินช็อกโกแลตคือ ช็อกโกแลตที่มีรสหวานมันอร่อยนั้นเป็นแหล่งของสารอาหารประเภทแร่ธาตุทองแดงในร่างกาย สารแร่ธาตุทองแดงเกี่ยวข้องกับสารสร้างเม็ดเลือดแดงและช่วยนำคลื่นประสาทไปสู่สมอง นักวิจัยเชื่อว่า แร่ธาตุทองแดงจะช่วยในการป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจ แต่การรับประทานช็อกโกแลตไม่ได้ช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจอย่างที่บริษัทผู้ผลิตช็อกโกแลตอ้างกัน กรณีที่ร่างกายขาดทองแดงอาจจะทำให้ระบบภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ทองแดงมีมากในอาหารทะเล ถั่วต่างๆ และเมล็ดพืชชนิดต่างๆ แต่นี่ไม่ใช่การเปิดไฟเขียวในการกินช็อกโกแลต เพราะช็อกโกแลตมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง กรดชนิดนี้มีผลต่อการเพิ่มระดับคอเลสเทอรอลในเลือด เมื่อช็อกโกแลตมีไขมันมาก น้ำตาลมาก ย่อมหมายถึงแหล่งพลังงานหรือแคลอรี่ที่จะเพิ่มน้ำหนักตัวได้ง่ายๆ แครอทและเอพริคอต
แครอทเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อติดกลุ่มอาหารเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในชาวตะวันออก ราชวงศ์กษัตริย์นิยมเสิร์ฟแครอทในงานเลี้ยงแนะนำหนุ่มสาวในการเลือกคู่ เนื่องจากแครอทมีสารเบต้าแคโรทีนสูง เชื่อกันว่าเบต้าแคโรทีนช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มและระดับฮอร์โมนเพศโปรเจสเตอโรน ส่วนในประเทศจีน ความเชื่อที่ปฏิบัติกันในกลุ่มเจ้าสาวจีนคือ ต้องรับประทานผลเอพริคอต เพื่อเจ้าสาวจะได้ตั้งครรภ์เร็วขึ้น เอพริคอตมีสารเบต้าแคโรทีนและแมงกานีสสูง ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดถูกใช้ในการสร้างฮอร์โมนเพศ กล้วยหอม กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่เชื่อว่าเพิ่มความสามารถการมีเซ็กซ์ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะนอกจากกล้วยจะมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทแล้ว ยังมีวิตามินบี 6 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสารสื่อข่าวในสมองอีกด้วย


มะเดื่อ มะเดื่อเป็นผลไม้ยอดนิยมของชาวกรีกในสมัยโบราณ เพราะเชื่อว่าช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ มะเดื่อมีวิตามินบีชนิดไนอะซินสูง วิตามินชนิดนี้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในทุกส่วนของร่างกาย และนอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมนเพศ


หน่อไม้ฝรั่ง ประเพณีเก่าแก่ของชาวอังกฤษเชื่อว่า การรับประทานหน่อไม้ฝรั่งต้มทุกเช้าเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน จะช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศได้ดี ทั้งนี้อาจเป็นเพราะหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่เป็นแหล่งของไนอะซิน อาหารทะเล โดยเฉพาะปลาและหอยเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศ ในวัฒนธรรมการกินอาหารของหลายๆ ประเทศ ถึงกับมีการรณรงค์ให้รับประทานอาหารทะเล สถาบันหอยนางรมของทวีปอเมริกาเหนือถึงกับใช้สโลแกนว่า “กินหอยนางรมสร้างชีวิตรักให้ยืนยาว” การเอ่ยอ้างเช่นนี้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า หอยนางรมมีแร่ธาตุสังกะสีสูง และสังกะสีช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ตามทฤษฎีจะช่วยเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์นั่นเอง นอกจากนี้สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบ ซึ่งถ้าเกิดปัญหานี้กับชายใด ก็จะทำให้เกิดปัญหาทางเพศได้เช่นกัน กรดโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลเป็นสารอีกชนิดหนึ่งที่สร้างสารคล้ายฮอร์โมนชื่อพรอสตาแกลนดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทในด้านการตอบสนองทางเซ็กซ์ และสารพรอสตาแกลนดินนี้เคยใช้เป็นสารที่ฉีดเฉพาะที่ในชายที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เพื่อช่วยให้ผนังเส้นเลือดคลายตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันปลาแคปซูลจะให้ผลเหมือนอาหารธรรมชาติ ฉะนั้นคุณผู้ชายไม่ต้องวิ่งไปซื้อน้ำมันปลามารับประทานให้สิ้นเปลืองเปล่าๆ สรุปแล้วบทกวีของ Eunuchus ให้ข้อแนะนำที่ดี เป็นนัยให้คนเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่ดี ซึ่งหมายถึงการมีโภชนาการที่ดีนั่นเอง และเมื่อร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะเป็นสูตรเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ดีที่สุด เพราะถ้าคนเรามีสุขภาพแข็งแรง ร่างกายก็มีความแข็งแรงทุกส่วนนั่นเอง ก่อนจบขอฝากสูตรในการกินเพื่อเติมความโรแมนติกและสมรรถภาพทางเพศที่ได้ผลเสมอคือ กินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่อย่างสมดุล และเน้นในสิ่งต่อไปนี้


• อย่าลืมผักและผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนสูงเป็นส่วนหนึ่งของความสมดุลของมื้ออาหาร


• กินปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับร่างกายว่าได้รับกรดโอเมก้า 3 เพียงพอ


• ดื่มแต่พอสมควร ไม่เกินวันละ 2 ดริ๊งค์ เพราะถ้าดื่มมากไป จะลดความรู้สึกการตอบสนองของประสาทที่กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ


• งดสูบบุหรี่ เพราะสารนิโคตินอาจลดความรู้สึกทางเพศในชาย ลดโอกาสการตั้งครรภ์


• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การวิจัยในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซาดิเอโกพบว่า ชายวัยกลางคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีความฟิตมากกว่าคนที่ไม่ยอมออกกำลังกาย


• เลือกอาหารที่มีวิตามินบีและซี ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสารสื่อข่าวในสมองที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกทางเพศ การสร้างสเปิร์มและช่วยให้สเปิร์มแข็งแรง


• ยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงต่อความรู้สึกทางเพศ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง ทั้งหมดนี้ก็คือหลักของโภชนาการดี ร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั่นเอง ถ้าปฏิบัติตัวได้ตามสูตรข้างบน คงไม่ต้องเสียเงินซื้อยาโด๊ปต่างๆ ให้สิ้นเปลือง


ที่มา: คลินิกสุขภาพ (อาหารบำบัดโรค)

ทำตัวอย่างไรให้เหมาะสมกับการเป็นเกย์ (อ่านต่อมาอีกทอดหนึ่ง)


โดย นพ . พนมทวน ชูแสงทอง
เพศที่สาม ...ดูเหมือนจะได้รับความสนใจและการตัดสินจากสังคมมากมาย ไม่ว่าจะในด้านบวกหรือด้านลบ ทั้งในฐานะของผู้สร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ ตัวตลกหรือตัวเสริมรสในละครโทรทัศน์ ข่าวโหดตามสื่อ หรือแม้แต่การได้รับความสนใจจากภาครัฐ คำถามที่ตามมาคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น โดยความเห็นส่วนตัว ผมมองว่าคนที่เป็นเพศที่สามอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายนักในสังคม เพียงแต่การปรากฏตัวต่อสาธารณชนนั้นมากขึ้น และสีสันที่ปรากฏก็ดูรุนแรงขึ้น ทำให้เสมือนว่าทวีจำนวนมากขึ้น ผู้เป็นเพศที่สามและเดินมาพบผมนั้นมีจำนวนมาก แต่มีบทสรุปจากการปรับตัวที่แตกต่างกัน มีทั้ง ผู้ที่ยอมรับในตนเองได้ (Ego syntonic) มีความสุขกับชีวิตและบทบาทที่เหมาะสม ได้รับการยอมรับ ยกย่องให้เกียรติจากผู้อื่น มีทั้ง ผู้ที่ยอมรับตนเองไม่ไ ด้ (Ego dystonic) เสื่อมความศรัทธา กระทั่งสูญสลายความรักที่มีต่อตนเอง ในที่สุดลงเองด้วยการป่วยเป็นโรคทางจิตเวชต่างๆ เช่น ซึมเศร้า ก้าวร้าว ทำร้ายตนเอง หากเป็นคุณ ไม่ว่าจะในฐานะของผู้ที่เป็นเพศที่สามหรือผู้ใกล้ชิด คุณอยากให้บทสรุปจบลงตรงไหน ..? ผมมีข้อเสนอครับ .. ทำตัวยังไงให้สมเป็น ..." กุลเกย์ ( กะเทย )" ประเด็นนี้ที่น่าจะต้องให้ความสนใจกันหน่อยว่า คุณต้องการให้สังคมยอมรับคุณ ในบทบาทใด บุคคลที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรีในตนเอง ตัวตลก สายพันธุ์ที่มีหน่อบนจมูก ( อาทิ แรด กระซู่ ) เกย์โหด กะเทยเหี้ยม ทอมจอมซาดิสม์ ตัดสินใจนะครับ ผมมีข้อเสนอดังนี้


1. กรุณากำหนดแนวทาง จุดยืน บทบาทของตนเองที่ชัดเจน เช่น คุณ ต้องการเป็นเกย์ โหด กะเทยดัดจริต ตัวตลกในละคร หรือว่าเป็นแนวอนุรักษ์นิยม แนวสร้างสรรค์สังคม แต่ผมว่าเป็นตัวของตัวเองโดยมีภาพลักษณ์ที่ดีที่เหมาะสมกับกาลเทศะจะดีที่สุด เพราะนั่นเป็นการบ่งถึงความเคารพตนเอง เชื่อมั่นศรัทธาในตนเองในสิ่งที่ถูกต้อง ในสถานภาพที่เป็น ( คนเรามีคุณค่าในตนเองได้เสมอครับ ทั้งจากความดี ความสามารถ ความรู้จักที่จะรักตนเอง


2. จริงใจ ไม่สำส่อน ไม่มั่ว ไม่พยายามกลายพันธุ์เป็นสัตว์ตระกูลหน่อ ( พยายามคง สภาพของสายพันธุ์เดิมไว้ ) กลุ่มหนึ่งของเพศที่สามนั้นโหยหาและปรารถนาในความรัก แต่แน่ใจหรือครับว่าการที่พยายามไปวิ่งเสาะแสวงหาหรือทำตัวส่ำส่อนนั้นจะได้มาซึ่งสิ่งที่คุณปรารถนา


3. รู้จักป้องกันตนเองจากปวงโรคภัยทั้งหลาย และคำครหาของผู้คน ประการนี้จำเป็น ครับ กรุณาใช้ถุงยางอนามัย ( ซึ่งมีขายกระจายเต็มบ้านเต็มเมืองแล้ว ) เพื่อสุขภาพและชีวิตของคุณเอง อีกทั้งควรป้องกันตนเองจากการนินทาว่าร้าย ( โดยเฉพาะการด่าซึ่งๆ หน้า เพราะถ้าลับหลังเราก็ไม่ได้ยินแล้ว ) มียันต์เกราะคุ้มกันตัวได้แก่ การประพฤติดี พูดดี คิดดี ครับ ( ไม่จำเป็นต้องรักษาเอกลักษณ์ว่า เกย์กะเทยต้องปากจัด ทอมต้องดุดันเข้าไว้ )


4. รัก ผูกพัน และห่วงใยครอบครัวเสมอ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาในแนวสันโดษ รันทด หดหู่ หรือเศร้าสร้อยครับ ปกติแล้วครอบครัวนั้นพร้อมที่จะรักและยอมรับในตัวคุณเสมอ เพียงแต่คุณต้องไม่วิ่งหนี ต้องเข้าใจครอบครัวด้วยเช่นกัน โดยการเคารพและรักษาเกียรติหรือภาพพจน์ให้ครอบครัวด้วย รวมทั้งการสร้างความมั่นใจในความเป็นคนดี มีความสามารถให้แก่ครอบครัวของคุณ


5. ไม่หลอกลวง ไม่มอมเมา ไม่ฉวยโอกาส ไม่สร้างความรำคาญ รวมทั้งไม่ลวนลาม ไม่ปล้ำ ไม่หื่น กับบุคลที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ บุคคลที่เขาเป็นเพศปกติ เยาวชน ( อันนี้ขอเน้น ไม่ต้องมาอ้างเลยว่า เด็กยั่ว เด็กเป็น หรือเด็กมีแนวโน้ม ) กรุณาควบคุมอารมณ์ให้ได้ เพื่ออนาคตของบุคคลอื่น ถ้าเด็กจะเป็นให้เขาเติบโตและเป็นด้วยตัวตนของเขาเอง ไม่ใช่เกิดจากการยั่วยุ ลวนลาม หรือหลอกล่อของคุณ ( ไม่งั้น ... แช่งด้วยเอ้า ... ให้เป็นเกย์เป็นกะเทยที่ไม่สวย ไม่สง่า ทั้งแห้วทั้งนกไปอีกหลายชาติด้วยนะ )


6. รักษามารยาทที่ถูกต้อง และยอมรับในความคิดเห็น ตลอดจนการดำเนินชีวิตของ ผู้อื่น เพราะในชีวิตของคุณนั้นจะต้องพานพบผู้คนเพศปกติมากมาย คุณก็ต้องรู้จักรักษามารยาทและความสัมพันธ์ที่ดีด้วย ( ไม่ใช่พอเห็นเป็นสเป็คปุ๊บ ! กะเคลมอย่างเดียว คุณจะกลายเป็นเกย์กะเทยชนิดไข้หวัดนกทันที คือไม่มีคนอยากเข้าใกล้ )


7. รับฟังคำตักเตือนที่มีเหตุผล โดยนำมาปรับปรุงแก้ไขด้วยใจที่เปิดกว้าง แน่นอนครับ เมื่อเราอยู่ในสังคมก็จะมีคนเป็นห่วงเป็นใย ถ้าคุณเจอคนที่เตือนด้วยความหวังดี ( สังคมปัจจุบันบางพื้นที่หายากแล้วนะคนประเภทนี้ ) ก็รับฟัง ทบทวน และพิจารณาปรับปรุงแก้ไข อย่ารีบโกรธและปิดใจตนเองเสียก่อน คุณอาจพลาดโอกาสที่ดีก็ได้


8. นำศักยภาพที่มีแสดงออกอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นที่คุณจะปกปิดความสามารถหรือศักยภาพที่มีในตัวคุณเลย แต่กรุณาใช้ " วิจารณญาณ " ไตร่ตรอง และ " สติ " กำกับเสมอ แยกให้ออกนะครับ ระหว่างความสามารถและศักยภาพ กับความเป็นเพศที่สาม มันคนละส่วนกัน

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

วัดโรงวาสและวัดสระเกษ ที่สงขลา


เรื่องราวในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากมาย เกิดขึ้นเมื่อไปหาภาพประกอบบทความเรื่อง "เที่ยวตลาดนัดวันอาทิตย์ จังหวัดสงขลา" ซึ่งบริเวณข้างเคียงก็เป็นที่ตั้งของวัดโบราณอยู่ ๒-๓วัด แต่ที่เก็บภาพมาให้ชมคือ "วัดโรงวาส" ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลสงขลาเก่า เป็นวัดเล็กๆที่ถูกห้อมล้อมด้วยสภาพชุมชนแออัด แต่ยังคงมองเห็นความรุ่งเรืองที่แสนจะโรยราซ่อนอยู่ภายใน น่าจะมีการบูรณะให้ดีกว่านี้


มีเรื่องชวนขนลุกในภาพนี้ เมื่อไปถ่ายกองของวัตถุบูชาที่ชำรุดซึ่งชาวบ้านนำมากองไว้โคนต้นโพใหญ่ ขณะที่กำลังจะกดวัตเตอร์ก็บังเกิดลมใหญ่พัดมาชวนขนลุกยิ่งนัก อาจจะเป็นเพราะไปถ่ายรูปแล้วไม่ได้ขอเขาถ่าย ปรากฏว่าสัปดาห์นั้นทั้งสัปดาห์ เจอแต่เรื่องซวยๆตลอดเลย ของแบบนี้ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่ครับ



วัดต่อมาที่จะพาไปเที่ยวคือ วัดสระเกษ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนวรนารีเฉลิม นับว่าเป็นวัดโบราณอีกวัดหนึ่งที่มีสถาปัตยกรรมที่งดงามตามแบบฝีมือช่างในราชสำนัก







ไว้ว่างๆจะเอารูปสถานที่สวยๆมาฝากกันอีกนะครับ

วิวัฒนาการของชุดชั้นในชาย



กางเกงใน ถือว่าเป็นผ้าผืนน้อยชิ้นลับ สำคัญและเซกซี่ที่สุดของผู้ชาย โดยพื้นฐานมันมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการด้วยกันครับ คือเพื่อความสะอาดและการปกป้อง นอกจากนี้มันยังช่วยกระชับ "น้องชายตัวแสบ" ให้อยู่นิ่งกับที่ (บางทีมันแอบลุกในเวลาที่ไม่ต้องการ ) และปลอดภัยจากการเสียดสีอันไม่พึงประสงค์อีกด้วยคราวนี้เราจะมาลองย้อนดู ทำความรู้จักกับ ที่มาของผ้าผืนน้อยชิ้นนี้กันครับ

ย้อนกลับไปๆ สมัยโน้นเลยครับ เอาให้เก่าสมเป็นห้อง Memoirs "อดัม" ครับ จำเค้าได้มั๊ย?? มนุษย์คนแรกของโลกใบนี้ "ใบไม้" ถือเป็น สิ่งปกปิดของสงวน ชิ้นแรกของผู้ชาย ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นหนังสัตว์ และผ้า เพราะมัน อุ่น นุ่ม ที่สำคัญคงทนกว่าใบไม้ครับ ส่วนวิธีการสวมใส่นั้นก็พัฒนารูปแบบกันไปแต่ละยุค แต่ละสมัยเช่น ผู้ชายอียิปต์จะพันส่วนลับของร่างกายด้วยผ้าเตี่ยว และยึดไว้ด้วยแถบผ้าหรือเข็มขัดหนุ่มกรีกและโรมันนิยมสวมเสื้อคลุมตัวยาวส่วนหนุ่มยุคกลางหันมาใส่กางเกงรัดรูปคล้ายถุงน่องแต่เทรนด์ในอดีตเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องของการแต่งกายโดยรวม ที่เราคงเรียกกันให้ชัดได้ยากว่าเป็น "ชั้นนอก" หรือ "ชั้นใน" หรืออย่างกรณีของหนุ่มกรีกและโรมัน เขาสวมอะไรอยู่ใต้เสื้อคลุมยาวนั้นหรือไม่ เราก็ไม่รู้ประวัติศาสตร์ชั้นในชายเป็นเรื่องคลุมเครือครับ มาจนถึงศตวรรษที่ 17 เราจึงทราบแน่ชัดว่าบรรดาชนชั้นสูงเริ่มมีนิสัยของการสวมใส่ที่เรียกว่า "ชุดชั้นใน" ในขณะที่สามัญชนอย่างเราๆ ยังคงรักษาเทรนด์ "นอน-เที่ยว-ใน-นอก" กรูขอเหมารวมตัวเดียวกันหมด 555 ...

จนกระทั่งศตวรรษที่ 19 ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครับ สมัยนั้นแม้นวัตกรรมการทอผ้าจะส่งผลโดยตรงต่อวิวัฒนาการของแฟชั่น แต่ชุดชั้นในก็ยังต้องใช้เวลาอีกกว่าหลายทศวรรษ กว่าจะมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนทั่วไปจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงข้ามสู่ศตวรรษที่ 20 เมื่อคนหันมาใส่ใจกับสุขอนามัยที่ดีในชีวิตประจำวัน และพิถีพิถันกับการแต่งกายที่ถูกสุขลักษณะมากขึ้น คนจึงเริ่มมีนิสัยของการสวมใส่ชุดชั้นในกระแสนี้บูมขึ้น เมื่อแพทย์ชาวเยอรมัน Dr.Gustav Jager นำชุดชั้นในยี่ห้อ "Jagerwasche" ออกสู่ท้องตลาด ภายใต้คอนเส็ปต์ของชุดชั้นในเพื่อสุขอนามัยที่ดี โดยเลือกใช้ผ้านุ่ม ใส่สบายตัว และระบายอากาศได้ดี ขณะเดียวดัน การผลิตในระดับอุตสาหกรรมยังช่วยทำให้สินค้าเสื้อผ้ามีราคาถูกลง ทำให้ใครๆก็สามารถซื้อหาชุดชั้นในไว้สวมใส่ได้ นับแต่นั้นมาการสวมใส่ชุดชั้นใน จึงไม่ใช่เรื่องของชนชั้นอีกต่อไปร่ายเกริ่นยาวมาพอสมควร คราวนี้เราจะมาเจาะรายละเอียดกันในแต่ทศวรรษบ้างครับ

เริ่มจาก 1900s (ช่วงต้นๆของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรรมครับ)กางเกงในหรือชุดชั้นในชายแบบแรกที่เป็นรู้จักกันแพร่หลายที่สุดคือ Union Suit ผลงานการออกแบบของ Jacques Schiesser ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน World's Fair ที่กรุงปารีส "Union Suit" นี้เป็นชุดติดกันของเสื้อและกางเกงชั้นใน มีทั้งแบบกางเกงขาสั้นและขายาว เป็นแบบหนึ่งที่นิยมกันมาจนถึงทศวรรษ '50(ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงชุดของนักยกน้ำหนัก หรือนักมวยปล้ำในปัจุบันครับ คล้ายๆแบบนั้นละครับ แต่ด้านบน ไม่ใช่เสื้อกล้ามเว้าลึกแบบนั้น)

1920s แม้ทศววรษนี้จะไม่มีดีไซน์ใหม่ๆออกมา แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งครับ เพราะทศวรรษนี้มีการคิดค้นด้ายยึดได้ "Lastex" ขึ้นเป็นครั้งแรก ลาสเท็กซ์กลายเป็นกุญแจสำคัญของการผลิตชุดชั้นในชายที่เข้ารูป และสบายแก่การสวมใส่ อีกทั้งยังทำให้แฟชั่นกระดุมและริบบิ้นตกยุคไป1930s บรษัท Heinzeleman ในสคุทการ์ท เยอรมนีได้ให้กำเนิดกางเกงใน "Piccolo" ที่เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของกางเกงในแบบ Brief (ที่เรารู้จักและสวมใส่กันอยู่ทุกวันนี้ครับ) บรีฟรุ่นแรกเรียกกันว่า "Classic Brief" นั้นออกแบบโดย Jocky มีจุดเด่นที่ช่องเปิดด้านหน้ารูปตัว Y คว่ำ เมื่อเปิดตัวครั้งแรกในปี 1935 มันได้กลายเป็น best seller ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และครองตำแหน่งมาอีกกว่า 20 ปี1940s ทศวรรษนี้ สไตล์ "Boxer" เริ่มเข้ามามีบทบาท (แบบที่พวกหนุ่มอเมริกันนิยมใส่กันตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ครับ) โดยเฉพาะตลาดยุโรป และเรียกคะแนนนิยมได้มากพอควร ขณะเดียวกัน เริ่มมีการคิดที่จะนำวัสดุใยสังเคราะห์ชนิดต่างๆ เช่นไนลอน และเพอร์ลอน มาใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าด้วยครับ

1950s หลังสงครามผ่านพ้นไป คนได้หันมาใส่ใจกับสุขอนามัยและความสะอาดกันอีกครั้ง จึงทำให้คนนิยมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากวัสดุใยสังเคราะห์ ซึ่งมีทั้งความคงทน ง่ายต่อการซัก และแห้งเร็ว ดังนั้นชุดชั้นในชายในช่วงนั้น ส่วนใหญ่จึงผลิตจากไนลอน เพอร์ลอน และวิสคอส


1960s เป็นยุคที่ความรัก เสรีภาพ และการเป็นขบถกำลังเบ่งบาน แฟชั่นกางเกงในชายก็ขยับตัวไปสู่การพลิกโฉมอีกครั้ง brief classic เริ่มถูกปรับให้มีส่วนเว้าส่วนโค้งมากกว่าเดิม (เริ่ม sexy ขึ้น) เป็น "Bikini" ส่วนสีที่ใช้ก็เริ่มเปลี่ยนบุคลิก จากสีเรียบเคร่งขรึมมาสู่สีพาสเทล1970s เป็นยุคของสีและลวดลาย สำหรับแฟชั่นในยุคนั้น ไม่มีกางเกงในสีไหนหรือลายอะไรที่จะถูกมองว่าแจ๋น หวาน หรือลายพร้อยเกินไปสำหรับผู้ชายอีกแล้วครับ


1980s ยุคนี้เศรษฐกิจโลกเฟื่องฟูมากครับ ได้กำเนิดเสรีชนยุคใหม่ นั่นคือ "ยัปปี้" ผู้ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย และชอบแสดงออกความสำเร็จนั้นด้วยวัตถุและภาพลักษณ์ภายนอก ในยุคนี้ความเป็น "ผู้ชายเก่ง" ไม่ได้วัดกันด้วยประสบการณ์ชีวิต และสติปัญญาที่ผ่านการหมักบ่มอีกต่อไป หากเป็นเรื่องที่ต้องแสดงให้ "เห็น" ทำให้สินค้าแบรนด์เนมของดีไซเนอร์ชื่อดังกลายเป็นสรณะที่สาวกหญิงและชายแสวงหาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองยุค '80 ยังเป็นยุคของ "Body Cult" ผู้คนคลั่งไคล้การเล่นยิมเพื่อฟิตร่างกาย และชอบที่จะอวดสรีระฟิตเปรี๊ยะที่ได้มาด้วยความเหนื่อยยากกระแสดังกล่าวช่วยส่งให้ชุดชั้นในชายก้าวขึ้นสู่ Catwalk อย่างมั่นใจ Trend Setter ที่เรียกเสียงฮืฮาในช่วงนั้นคือ "Nikolas Apostolopoulous" ดีไซเนอร์ชาวกรีก ผู้มาพร้อมกับ brief ฟิตเปรี๊ยะ ขอบขาเว้าสูง และขอบเอวกว้าง ที่สำคัญเขากล้าใช้สีดำ สีที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน brief ของนิโคลัสกลายเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ สำหรับ "Tanga" (เดี๋ยวเราจะเล่ารายละเอียดของมันให้ฟังในครั้งต่อไปครับ) และสีดำก็กลายมาเป็นสีเซกซี่ที่สุดสีหนึ่งของแฟชั่นกางเกงในชาย

"Calvin Klien" ถือเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์แห่งยุคอีกคนหนึ่ง เค้ามาพร้อมกับแคมเปญโฆษณาที่ชัดเจน "Erotic" และ "Sexuality" เราว่าหลายคนคงพอจะจำ ad หลายๆตัวของเค้าได้ มันดูเรียบง่ายแต่เซกซี่ ภาพนายแบบในท่าโพสกึ่งนู้ดของเขา ได้กลายมาเป็นต้นแบบของภาพแฟชั่นอยู่หลายปี ทั้งยังช่วยส่งให้นายแบบของเค้ากลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ดังกันข้ามคืนเลย เช่น Mark Wahlberg และอีกหลายๆคนในยุคต่อๆมา เช่น Travis Fimmel เป็นต้น อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในการออกแบบของเค้าคือการพิมพ์ชื่อ Calvin Klien ลงไปรอบขอบเอว ซึ่งเป็นทั้งการเล่นเกมจิตวิทยากับสาวกแบรนด์เนม และเป็นการตอกย้ำกระแสไปในตัว ส่วนสไตล์ที่ขายดีที่สุดในทศวรรษนี้คือ "Boxer" ที่พิมพ์ลวดลายต่างๆเช่นตัวการ์ตูนยอดฮิต บันนี่ แร็บบิทส์ รูปจูบ ซานตาครอส ฯลฯ

1990s กระแสคลั่ง Brand & Body ยังคงต่อเนื่องมา หรือเรียกว่าเบ่งบานเต็มที่ในทศวรรษนี้ก็ว่าได้ครับ ผู้ชายกลายเป็นเป้าหมาย target ของตลาดแฟชั่นและความงามไม่เป็นรองผู้หญิงเลย กลยุทธ์การโฆษณาด้วยการอวดคุณภาพและสรรพคุณต่างๆเดินมาถึงทางตัน แต่กลับใช้กลยุทธ์ให้คนคิดว่า "รสนิยม" คือสิ่งที่บอกว่าคุณคือใคร ทำให้คนมี lifestyle ของการถูกบอกให้เลือกอย่างพิถีพิถัน ไม่เว้นแต่กางเกงในที่สวมใส่อยู่ข้างใน นั่นทำให้ตลาดของกางเกงในชายขยายตัวอย่างเต็มที่ และการพิมพ์ชื่อดีไซเนอร์ไว้ที่ขอบกางเกงก็กลายเป็นแฟชั่นฮอตฮิตมาจนถึงปัจจุบันด้วยครับ

2000s เหล่าดีไซเนอร์ยังไม่หยุดคิดลูกเล่นใหม่ๆ ยังหาสีสัน และความหวือหวาให้กับแฟชั่นกางเกงในต่อไป และมีการทำเป็นคอลเลกชั่นต่างๆให้เลือกสรรมากมายอีกด้วยครับ




แถมท้ายด้วยเกร็ดความรู้เกี่ยวกับคำว่า "กางเกงลิง"ครับ

กางเกงลิง ลิงย่อ มาจากคำว่า lingerie อ่านว่า แลง-ฉรี คนไทยนิยมอ่านว่า ลิง-เจอ-รี เป็น ภาษาฝรั่งเศส แปลว่าชุดชั้นในสตรีในสมัยโบราณผู้หญิงไทยนุ่งโจงกระเบน เข้าใจว่าคงไม่มีการใส่กางเกงชั้นใน .... ตามที่คุณ monarch เล่ามาต่อมาเมื่อรับกระโปรงแบบแหม่มมาสวมจึงเริ่มใช้ชุดชั้นในแบบแหม่มด้วย แต่นิสัยคนไทยชอบพูดย่อๆ จึงเรียกกางเกงชั้นในแบบแหม่มเพียงคำต้นของ "ลิง-เจอ-รี" ว่า "กางเกงลิง" ครับผม