ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม...ที่นี่

Custom Search
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติศาสตร์ไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

15 ปีมานี้มีใครและอะไรบ้างที่ทำให้ในหลวงทรงพระสำราญ ตั้งแต่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต



"15 ปีที่แล้วท่านทำพระหทัย มีแคลเซียมเกาะ เข้าไปทรงทำบอลลูน ท่านเจ็บมาก เจ็บเหมือนช้างสิบเชือกเหยียบไปบนหน้าอก หลังจากนั้นปีหนึ่ง สมเด็จย่าสวรรคต สมเด็จย่าดูแลพระเจ้าอยู่หัวมา เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งแม่ตั้งแต่พระชนมายุ 1 ขวบ อันนี้ทำให้พระเจ้าอยู่หัวเสียพระทัยแค่ไหน หลังจากนั้นก็มีกระดูกทับเส้นประสาท เทคโนโลยีอาจไม่ดีนัก และความเสี่ยงสูงมาก ถ้าผ่าตัดอาจเป็นอัมพฤต อัมพาตได้ ก็ทรงรอจนทรงทนไม่ได้แล้ว ก็เลยต้องทำ ทำแล้วถามว่า ณ วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรบ้างที่ทำให้ทรงพระสำราญ และปีที่แล้วนี่อะไรเกิดขึ้น พี่สาวองค์เดียวที่อยู่ในครอบครัวก็หมดไป"จากคำกล่าวของหม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ผู้อำนวยการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงย้อนกลับไปในปี 2538 คนไทยทั้งประเทศต้องใจหาย เมื่อสำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ว่า สมเด็จย่ามีอาการพระหทัยกำเริบ ต้องเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลศิริราช สิ่งที่คนไทยเราได้เห็นในตอนนั้น ก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จไปเฝ้าที่โรงพยาบาลทุกวัน ที่โรงพยาบาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะประทับข้างแท่น ทรงกุมพระหัตถ์สมเด็จแม่และรับสั่งเล่าเรื่องต่างๆ ให้สมเด็จแม่ฟังโดยตลอดความรักความผูกพันของราชนิกูลมหิดลทั้งสี่พระองค์ ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะหาคำมาพรรณนาได้ เราขอย้อนรำลึกไปถึงจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ยิ่งใหญ่นั้น จากภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่หาชมได้ยาก เหตุการณ์บรรจุพระบรมอัฐิของพระบรมชนกเมื่อสิ้นพระบรมชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ 24 กันยายน 2472 (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศ อดุลยเดชวิกรม พระบรมชนก) สี่ชีวิตในราชสกุลมหิดล ก็อยู่ใต้ไออุ่นและความรักของย่า สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า แต่ความสุขในช่วงเยาว์วัยในวังสระปทุม ของเจ้านายเล็กๆ ทั้งสามพระองค์ และแม่ สมเด็จพระบรมราชชนนี ซึ่งในขณะนั้น ดำรงค์พระยศเป็นเพียงหม่อมสังวาลย์ ก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้สมเด็จพระพันวัสสาฯ ตัดสินพระทัย ส่งพระนัดดาทั้งสามที่พระองค์รักยิ่งกว่าดวงใจ ไปพำนักรักษาพระองค์ที่ต่างประเทศ เรือ American President Pierce นำทั้งสี่พระองค์บ่ายหน้าออกจากแผ่นดินแม่ จุดหมายคือเมืองเล็กๆ ในสวิสเซอร์แลนด์ เมืองโลซาน (Lausanne) ที่นั่นเองที่สมเด็จพระบรมราชนนีได้เป็นทั้งแม่ และพ่อให้กับพระธิดา และพระโอรสทั้งสองพระองค์ ในขณะที่สมเด็จพระพันวัสสาฯ เป็นกังวลเรื่องพระนัดดาเป็นที่สุด ได้ตรัสถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีที่ต้องแบกภาระหนักอึ้งในขณะนั้นว่า "บุญของฉันที่มาได้ลูกสะใภ้เช่นนี้ บุญของหลานที่มีแม่ที่เลิศ ไม่มีใครจะมาดูถูกได้ว่าเลวทราม ฉันพูดนี้ปลื้มใจด้วย เศร้าใจด้วย จนน้ำตาไหล"ถ้อยคำต่อไปนี้ย่อมสะท้อนความรู้สึกที่สมเด็จย่า ทรงมีต่อพระพี่นาง ในหลวงรัชกาลที่ 8 และในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เป็นอย่างดีที่สุด"ลูกของหม่อมชั้น หม่อนชั้นรักดั่งดวงใจ และหม่อมชั้นมีความตั้งใจอยู่เสมอ ที่จะนำลูกไปในทางที่ถูกที่ดี สำหรับจะได้ประโยชน์แก่ตัวเอง ญาติ และบ้านเมือง"ชีวิตของสี่พระองค์ในต่างแดน เป็นชีวิตที่เรียบง่าย ทรงเป็นอยู่อย่างสามัญชน และมีความสุข ความสะดวกสบายตามสมควร สำหรับครอบครัวเล็กๆ ในราชสกุล ที่มิได้อยู่ในสายแห่งการสืบสันตติวงศ์ แต่เป็นอีกครั้ง ที่ความสุข ความรื่นรมย์ที่ทุกพระองค์ได้รับ ก็มิอาจอยู่ได้นาน ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประกาศสละราชสมบัติ ในพ.ศ. 2477แรงกดดันและความหนักพระทัย ได้ถาโถมเข้าใส่สมเด็จพระบรมราชชนนี เห็นได้ชัดที่สุดจากที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า(2477 รัฐบาลอัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี)"ทั้งลูกและหม่อมชั้น ไม่มีความต้องการยศและลาภเลย แต่การที่นันท์ต้องรับเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็เพราะเห็นว่าเป็นหน้าที่ต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้น จะทำอะไรขอให้พูดกันดีๆ อย่าบังคับ และตัดอิสรภาพจนเหลือเกิน การที่นันท์จะต้องมาเล่นละครเป็นกษัตริย์น่ะ ไม่ดีสำหรับเส้นประสาทเลย แต่เมื่อจำเป็นจริงๆ ก็ต้องทำ" แต่ความกดดันนั้น ก็ไม่มีทางเทียบกับฟ้าที่ผ่าลงกลางพระทัยของทุกพระองค์ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489

ความสูญเสียพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อพระเชษฐาของพระองค์ลับเลือนหายไปนั้น ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้บันทึกเอาไว้อย่างน่าสะเทือนใจว่า(9 มิถุนายน 2489 สมเด็พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จสวรรคต)"ด้วยพระชนมายุเพียง 18 พรรษา 6 เดือน ในขณะนั้น ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างที่ล้อมรอบพระองค์ จะมีความเย็นชาไปชั่วขณะ ก่อนที่ความทุกข์โทมนัส จะทับถมลงมา เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ที่พระสติยังทรงรับรู้ได้ แม้ครั้งที่ทรงสูญเสียพระราชบิดา ก็ยังไม่ทรงซาบซึ้งถึงความทุกข์ เพราะยามนั้น ยังทรงพระชันษานัก แต่ในขณะที่ทรงพบเหตุการณ์เฉพาะพระพักตร์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ในความสำนึกที่ต้องสูญเสียพระมหากษัตริย์ สูญเสียพี่ที่เป็นเพื่อนเล่นด้วยกัน ตั้งแต่เล็กจนโต จะประทับด้วยกัน ไปไหนไปด้วยกัน ทุกแห่งทุกหนประดุจลูกแฝด ตลอดจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของพระองค์เอง ฉะนั้น ในสายตาของผู้ที่ได้พบเห็น จึงเสมือนพระองค์ถูกแยกไปแล้วครึ่งหนึ่งอย่างไม่มีวันจะกลับคืนมาอีกแล้ว คงเหลือที่จะทรงทนได้ เมื่อทอดพระเนตร เห็นภาพพระบรมเชษฐาธิราช บรรทมนิ่งอยู่บนพระแท่น(9 มิถุนายน 2489 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี)เมื่อรัฐสภาเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ที่อัญเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์ จึงเป็นการต่อสู้ครั้งแรกและสำคัญที่สุด ที่ต้องทรงกำพระชะตาด้วยพระองค์เอง จึงทรงกล้าที่จะตัดสินพระทัยตอบรับแผ่นดินไทย จากประชากรชาวไทยในครั้งนั้น ซึ่งผิดจากการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์ใดทั้งสิ้นก็ว่าได้ เพราะเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจากความไม่คาดคิดมาก่อนยังทารุณ เกิดขึ้นจากความไม่ปรารถนา ฉะนั้น ในการตัดสินพระทัยที่ทรงรับพระราชภาระ จากสมเด็จพระบรมเชษฐา จะต้องตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เอง ไม่มีใครที่จะถามความเห็นได้ หันพระพักตร์ไปทางไหนก็ทรงพบแต่ความโศกเศร้า สมเด็จพระบรมราชชนนีได้ทรงพระกรรแสง ไม่เสวย ไม่บรรทม แม้พระองค์เองก็แทบจะหมดพระสติ ทุกสิ่งเต็มไปด้วยความสับสน สิ่งที่ทรงรำลึกถึงอย่างเดียวในขณะนั้น ก็คือสมเด็จพระบรมเชษฐา เมื่อยามเสด็จมาเมืองไทย ทุกพระองค์ทรงตื่นเต้นรื่นเริงที่จะได้กลับบ้าน แต่เมื่อยามเสด็จกลับ อีกพระองค์หนึ่ง เสด็จจากไปแล้วอย่างไม่มีวันจะเสด็จกลับมาอีก จึงเป็นการเดินทางที่เงียบสงบ และสิ่งที่ไม่พ้นจากสายตาก็คือ ความทุกข์โทมนัสอย่างใหญ่หลวง ที่ปรากฏให้เห็นจากทุกพระองค์"จากครอบครัวเล็กๆ ที่มีเพียงแม่ และพี่ ด้วยการมาเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนชั่วคราว ไม่ได้เตรียมตัวมากไปกว่านั้น มีชุดผ้าสีขาว กางเกงหลวมพล่อกแพลก หมวกสานใบหนึ่ง กับกล้องถ่ายรูป รู้สึกจะมีสมบัติเพียงเท่านี้ แต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น"ก้าวแรกของการย่างพระบาตรเยี่ยงพระมหากษัตริย์ของในหลวง เป็นก้าวที่สมเด็จพระบรมราชชนนี แทบสลายพระทัย เพราะความรักของแม่ที่กลัวจะสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม่...ในโลกนี้ย่อมเข้าใจในความรู้สึกของหัวใจในความเป็นแม่ด้วยกันว่า เมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้น จะเป็นความทุกข์ที่แสนสาหัสเพียงใด พระโอรสที่ยังเหลือ จึงเป็นความหวังที่จะต้องทรงปกป้องเอาไว้ ไม่ยอมให้สูญเสียไปอีก เพียงขอมีความสุขที่เหลืออยู่บ้าง ตามประสาแม่ลูกเท่านั้นส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั้น ด้วยพระพักตร์ที่เรียบเฉย ไม่มีใครรู้ ว่าส่วนลึกในพระราชหฤทัยนั้น จะเป็นความทุกข์โทมนัสเพียงใด พระองค์ทรงเก็บความรู้สึกส่วนพระองค์ไว้ในส่วนลึก และทรงทำหน้าที่พระมหากษัตริย์ โดยไม่ทรงเอาพระอารมณ์มาปะปน ระวังพระองค์ให้อยู่ในกรอบของความยุติธรรม ศีลธรรม มโนธรรมความเปลี่ยนแปลงของพระชะตาที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีการรู้ล่วงหน้า จากสมเด็จพระอนุชา ที่ทรงร่าเริงแจ่มใส แต่หลังจากวันแห่งวิปโยคผ่านไป ไม่มีใครจะได้พบรอยแย้มพระสรวลอย่างที่เคยเห็น แม้แต่น้อยอีกเลยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในพระชนม์มายุ 18 พรรษา มิได้มีวัยแห่งความสนุก ความเป็นอิสระ ที่วัยรุ่นทั่วไปมี ทรงต้องต่อสู้กับความทุกข์ เรียกพระสติ ความอดทนและเข้มแข็ง ให้กลับคืนสู่พระองค์ เพราะขณะนั้น ทรงเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีแม่และพี่ ที่จะต้องคุ้มครองให้ปลอดภัยนับจากเวลานั้น ถึงปี 2538 ตลอด 50 ปี ไม่ว่าพระองค์จะทรงงานอย่างหนักมากเพียงใด ภาพความรักความผูกพัน ระหว่างสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จแม่ สมเด็จพระบรมราชชนนี ก็ยังประกฏให้เห็นอยู่เสมอ จวบจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายที่ทรงอยู่ด้วยกัน(จากพระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2538 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ)"สมเด็จย่า ท่านเคยรับสั่งงานมาแล้วอย่างน้อย 10 ปี รับสั่งว่า แม่นี่นะ เกิดมานานแล้ว ก็แก่มากแล้ว ตอนนั้นแก่มากคือ 80 กว่า ก็นับว่าแก่ แต่ทูลว่า แก่อย่างนี้ดี ยิ่งแก่ยิ่งดี เพราะว่าลูกหลานนี่นะ ถ้าพ่อหรือแม่แก่ ก็เป็นกำลังใจสำหรับลูกหลาน ว่าเค้า มีแม่ที่อายุยืน เราก็คงอายุยืนเหมือนกัน มีแม่ที่แข็งแรง เราก็คงแข็งแรงเหมือนกัน ก็เลยทูลแม่ว่า แม่ต้องรักษาตัว ทูลว่าแม่ต้องเสวย เพราะตอนนั้น เสวยนิดเดียวก็บอกว่าอิ่มแล้ว ท่านก็ผอมลงทุกที หมดแรง ไม่หิว แล้วก็รับสั่งว่า แก่แล้วจะอยู่ทำไม ก็ทูลว่า อยู่สิ เป็นประโยชน์ เป็นกำลังใจให้กับลูกหลาน"(21.17 น. ของวันที่ 18 กรกฎาคม 2538)พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระพี่นาง ทรงจับชีพจรของสมเด็จย่าตลอดเวลา และชีพจรค่อยๆ อ่อนลง ขณะที่พระชีพจรกำลังจะหยุดเต้น พอสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเข้าไปยังห้องประทับ พระชีพจรกลับเต้นแรงขึ้น เหมือนทรงทราบว่า หลานรักเสด็จมา เมื่อเวลา 21.17 น. จึงสวรรคตด้วยพระอาการสงบ ทรงหมดลมหายใจ ขณะที่พระกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ยังทรงจับอยู่ตลอดเวลา(จากพระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2538 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ)"ไปเฝ้าที่โรงพยาบาลเกือบทุกวัน และพระอาการไม่ค่อยดีนัก ในที่สุดพระอาการไม่ดีขึ้น หมดหนทางที่จะถวายเยียวยา หมอเราทำเต็มที่ก็เยียวยาอะไรไม่ได้ จนสวรรคต แต่ว่าเมื่อสวรรคตก็ดีใจอยู่อย่างว่า ลูกของท่านทั้งสองก็อยู่ด้วย จับพระหัตถ์อยู่ และหลานที่ท่านรักที่สุดเพราะว่าท่านเลี้ยงมา แล้วหลานนั้นก็เลี้ยงท่าน ก็มาจับพระหัตถ์ด้วย ก็สามคน ท่านก็สวรรคตอย่างสงบ"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ต้องทนทุกข์พระวรกาย จากพระอาการที่พระปิฐิกัณฐกัฐิ หรือกระดูกสันหลัง มานานนับสิบปีในปี 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระอาการก้าวพระบาทขวาไม่ถนัด ขณะแพทย์ได้ทำการถวายการตรวจพระวรกาย พบว่ามีการกดทับเล็กน้อย ของเส้นประสาทที่แยกออกจากไขสันหลังระดับบั้นพระองค์ ปี 2546 แพทย์พบว่า ช่องทางเดินของเส้นประสาทไขสันหลังระหว่างปล้องของกระดูกสันหลังแคบ ปี 2548 แพทย์ได้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยวิธีกายภาพบำบัดจนถึงปี 2549 หลังจากงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงสะดุดล้มลงขณะออกพระวรกายหน้าตำหนักจิตรลดาฯ แต่ทรงลุกขึ้นยืนด้วยพระองค์เอง ต่อมาขณะแพทย์ จึงกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ถวายการผ่าตัดขยายช่องทางเดินประสาทของพระปิฐิกัณฐกัฐิระดับบั้นพระองค์ ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2549จนถึงเดือนตุลาคม 2550 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการอ่อนพระวรกายด้านขวา แพทย์ตรวจพบพระสมองด้านซ้ายขาดเลือด แต่เป็นปลายปีนั้นเองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ต้องสะเทือนพระทัยครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง(4 ธันวาคม 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสถึงสมเด็จพระพี่นางฯ ว่า)"พี่สาวเคยบอกว่า ถึงเวลาอายุ 80 ไม่ไหว ท่านอายุ 84 ท่านไม่ค่อยสบาย ก็เลยต้องพูดถึงท่าน ขอให้ท่านสบายและมีความสำเร็จในการรักษาตัว เดี๋ยวนี้ มีเค้าเป็นผู้ใหญ่เหลือคนเดียว คือพี่สาว คนอื่นไม่เป็นผู้ใหญ่แล้ว"ตลอดเวลาที่สมเด็จพระพี่นางฯ เสด็จเข้ารับการรักษาพระองค์ สิ่งที่เราเห็นมิได้ขาด คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมแทบทุกวัน ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จเยี่ยมสมเด็จย่า จนถึงวันที่ 2 มกราคม 2551 ที่สายใยสุดท้ายของสี่พระองค์ ในราชสกุลมหิดล ก็ได้หลุดลอยไปจากพระองค์63 ปีที่ในหลวงทรงงานอย่างหนัก เพื่อคนไทย ไม่เป็นที่กังขาเลยว่า ตลอดระยะเวลานั้น สิ่งที่ทำให้ในหลวงทรงแย้มพระสรวลได้ก็คือ รอยยิ้มพสกนิกรในแผ่นดินของพระองค์นั่นเอง(หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ผู้อำนวยการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง)"โครงการในพระราชดำริเนี่ย ดำริเพื่อใคร ไม่ใช่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ไม่ใช่สมเด็จพระบรมฯ สมเด็จพระเทพฯ หรือเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่ แต่เพื่อประชาชน ถึงเวลาที่เราต้องลุกขึ้นมา คิดถึงตัวเรา ว่าเราจะทำอะไรถวายท่านได้บ้าง..."ถอดความจากบทสารคดี อะไรบ้างที่ทำให้ในหลวงทรงพระสำราญ TNN News

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ความเป็นมาของขนมไทย (ขนมไทยที่เก่าแก่ที่สุด)


ที่มาของคำว่าขนม
"ขนม" สันนิษฐานว่ามาจาก "ข้าวหนม" กับ "ข้าวนม" ข้าวหนมนั้นเข้าใจว่าเป็นข้าวผสมกับน้ำอ้อย น้ำตาล โดย คำว่า หนม แปลว่า หวาน เมื่อรวมกันจึงหมายความว่า ข้าวหวาน

สมัยสุโขทัย
"ขนมต้ม" ขนมไทยที่มีความเก่าแก่ พบการกล่าวถึงขนมชนิดนี้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง เรียบเรียงเป็นภาษาไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.1888 ขนมต้มทำได้ง่ายโดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น ได้แก่ แป้ง มะพร้าว น้ำตาล

ขนมต้มมี 2 ชนิด คือ ขนมต้มขาวและขนมต้มแดง "ขนมต้มขาว" ลักษณะเป็นแป้งลูกกลมๆ ข้างในไส้ใส่มะพร้าวเคี่ยวน้ำตาล ส่วน " ขนมต้มแดง"ไม่มีไส้ ทำเป็นแผ่นกลมขนาดเล็ก ต้มให้สุก คลุกน้ำตาล นับเป็นความอร่อยอย่างเรียบง่ายของคนไทยในยุคอดีตที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

สมัยอยุธยา
คนไทยสมัยโบราณจะได้กินขนมก็ต่อเมื่อมีงานนักขัตฤกษ์ หรืองานบุญสำคัญเท่านั้น ขนมไทยที่ใช้เลี้ยงแขกในงานขุดสระน้ำ เป็นขนมไทยที่กินกับน้ำกะทิ คือ "ขนมสี่ถ้วย" หมายถึง ไข่กบ (เม็ดแมงลัก) นกปล่อย (ลอดช่อง) บัวลอย (ข้าวตอก) และอ้ายตื้อ (ข้าวเหนียว) และได้กลายเป็นประเพณีเลี้ยงขนมชื่อว่า "ประเพณี 4 ถ้วย"นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ยุคทองของขนมไทย
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถือได้ว่าเป็นยุคทองของการทำขนมไทย เมื่อสตรีชาวโปรตุเกสเชื้อสายญี่ปุ่นนามว่า "มารี กีมาร์" ผู้เป็นภรรยาเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือบรรดาศักดิ์ว่า "ท้าวทองกีบม้า" เข้ารับราชการเป็นต้นเครื่องขนม ของหวานในวัง ท่านได้นำไข่ และ น้ำตาลทราย มาเป็นส่วนผสมสำคัญในขนมไทยและท่านได้ดัดแปลงสูตรขนมต่างๆ เช่น ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหม้อแกง ซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้

สมัยรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงนิพนธ์ "กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน" เพื่อชมฝีมือการทำอาหารของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ผู้เป็นมเหสีอันเป็นที่รัก และมีฝีมือในการทำอาหารคาวหวานจนเป็นที่โปรดปราน และเพื่อใช้สำหรับเป็นบทเห่ในระหว่างการเดินทางทางชลมารค กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานได้บรรยายถึงอาหารคาวทั้ง 15 ชนิด และอาหารหวาน 15 ชนิด

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

เพลงประกอบละคร "ฟ้าใหม่" (ละครอิงประวัติศาสตร์ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์)

ละครพีเรียดเนี่ยชอบที่สุดเลย เพราะเป็นงานที่ละเอียด ออกมาแล้วดูสวยงาม เพลงประกอบละครก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะซื่อถึงละครได้ดี ก่อนอื่นเรามาแบ่งยุคละครพีเรียดกันก่อน(ตามความคิดของผมนะ)

1.กรุงศรีอยุธยา เสียกรุงครั้งที่ 1 ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ การกอบกู้แผ่นดิน การสงคราม เช่นเรื่อง กษัตริยา มหาราชกู้แผ่นดิน สุริโยทัย

2.กรุงศรีอยุธยา เสียกรุงครั้งที่ 2 ส่วนมากจะอิงประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นและมาเกี่ยวพันกับตัวละครสมมุติ อย่างเช่นมา ตัวเอกเป็นทหารหรือบุคคลในสมัยนั้น ซึ่งบุคคลนั้นส่วนใหญ่เป็นตัวละครสมมุติ เช่น นิราศสองภพ ฟ้าใหม่(อยุธา-รัตนโกสินทร์) สายโลหิต
3.รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-3 ตัวละครหลักจะถูกสมมุติขึ้นเป็นส่วนใหญ่ เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของคนในสมัยนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ต่างๆ เช่น เรื่องรัตนโกสินทร์

4.รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4-6 ตัวละครเป็นตัวสมมุติเสียส่วนใหญ่เช่นกัน เนื้อเรื่องก็อาจจะเป็นเกี่ยวกับเจ้านาย คนใหญคนโตบ้าง หรือเกี่ยวกับการต่อสู้กับต่างประเทศที่มาล่าอาณานิคมบ้าง เช่น ทวิภพ

5.รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 7-9 จะย้อยยุคไปไม่นานนัก รุ่นๆคุณปู่คุณตา เนื้อเรื่องจะไม่ค่อยอิงประวัติศาสตร์แล้ว เป็นตัวละครสมมุติ เป็นเรื่องของพวกเจ้านายเสียส่วนใหญ่ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของตะวันตกที่เข้ามายังบางกอก ยุค 60 ประมาณนั้น


เพลง ฟ้าใหม่

แตกกรุง... แล้วตั้งกรุง หมายมุ่ง ฟ้าคงแผ่นดิน
เลือดนี้ พลีหลั่งริน หัวใจรักฝากกรุงศรี
ดาบแดง แสงเลือดทา ไหลท่วมฟ้านองปฐพี
ดาบนี้..เราจักพลี ล้างเมฆร้ายให้หมดไป

ล่มฟ้าล่าแผ่นดิน ฤาสูญสิ้นศักดิ์ศรีไทย
ใจหาญใจต่อใจกู้กรุงศรีอยุธยา
ทาบทาฟ้าใหม่งามเหมือนความหวังดังศรัทธา
เทิดรักเป็นศัตราท้าใจหาญต้านศัตรู

เออ....เอย ฤาสูญสิ้น....ซึ่งกรุงศรี
เออ....เอย เทิดรักเป็นศัตรา ต้านศัตรู
ความ...รักแทนใจ รักแทนใจที่ปรารถนา
รอวัน...วีนเวลา ฟ้าใหม่มา ให้รักเราทาบทา ฟ้าใหม่งาม

ล่มฟ้าล่าแผ่นดิน ฤาสูญสิ้นศักดิ์ศรีไทย
ใจหาญใจต่อใจกู้กรุงศรีอยุธยา
ทาบทาฟ้าใหม่งามเหมือนความหวังดังศรัทธา
เทิดรักเป็นศัตราท้าใจหาญต้านศัตรู

ทาบทาฟ้าใหม่งามเหมือนความหวังดังศรัทธา
เทิดรักเป็นศัตราท้าใจหาญต้านศัตรู

เทิดรักเป็นศัตราท้าใจหาญต้านศัตรู

ท่ารำแม่บทอย่างโบราณ,1920 thai dance photography

ท่ารำแม่บทของนาฏศิลป์ไทย อย่างโบราณ ถ่ายทำใน สมัย ร6 ถ่ายภาพกันที่ วังวรดิศ โดยช่างภาพฝรั่ง อยู่ในความควบคุมของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงค์ ราชานุภาพ บอกท่ารำโดยบรมครู พระยานัฏกานุรักษ์ แสดงแบบโดย สอง ศิลปิน จากกรมมหรสพ ชื่อท่ารำและตัวสะกดเป็นอย่างตำรารำชั้นต้ นกรุงรัตนฯ ภาพชุดนี้จึงเป็นหลักฐานที่ดีว่าในปัจจุบั น เรามาไกลเพียงใด

เพี้ยนไปจากเดิมแค่ไหน ทั้ง การเรียกชื่อท่า เส้นสายของร่างกาย การแต่งตัว แต่งหน้า ต้องขอบพระทัยในวิสัยทัศน์อันยาวไกลของสมเ ด็จฯท่านที่หยั่งรู้อนาคตกลัวศิลปะจะผิดเพ ี้ยนจึงให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน

เพลงสังขาราประกอบการแสดงหุ่นกระบอก เรื่อง "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช"

คลิกฟังกันดูนะครับ สาระเพียบ....


วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

รถโฆษณาหนังในสมัยก่อนหน้าตาเป็นอย่างนี้เอง



ภาพยนต์ ที่เข้าฉายตามโรงภาพยนต์ มักจะต้องมีสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การโฆษณา เพื่อเชิญชวนคนให้เข้ามาดู สมัยก่อน ไม่ได้มีสื่อที่ก้าวหน้าเหมือนในปัจจุบัน การจะบอกสรรพคุณของหนัง ก็มักจะมีป้ายหน้าโรง และรถโฆษณาไปตามชุมชน และสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ "ใบปิดหนัง " หรือ โปสเตอร์หนัง นั่นเอง

ใบปิดหนังสมัยก่อน ต้องใช้ภาพวาด เพื่อรวมรายละเอียด ของหลายๆฉากที่น่าสนใจไว้ด้วยกัน และบอกแนวของหนังได้ รวมทั้งรายละเอียด ของดารา ผู้กำกับ วันที่ และโรงที่ฉายได้

พ่อเคยเล่าเสมอๆ ว่า ความสุขอย่างหนึ่งของชีวิตวัยเด็กของพ่อ ในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน ตามต่างจังหวัด คือ การได้ไปยืนดูช่างศิลป์วาดภาพโปสเตอร์หนัง หรือป้ายหนังที่ใช้สำหรับติดตั้งหน้าโรงหนัง หรือที่ติดตั้งไปกับรถแห่โฆษณา หรือการได้ไปยืนดูฟิลม์หนังที่หมุนวนบนเครื่องฉายหนัง

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

รวมพระอัยการกบฏศึกสมัยโบราณ (โหดดีนะ....แต่ก็สาสมแล้ว)



วิธีการประหารชีวาตามพระไอยการกระบถศึก มีบันทึกแลอธิบายไว้ดังนี้

สถาน 1 ต่อยกระบานศีรษะให้เลิกออกเสีย แลเอาคีมคีบเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปให้มันสะหมองศีรษะพลุ่งฟู่ขึ่นดังม่อเคี่ยวน้ำส้มพะอูม

สถาน 2 ตัดแต่หนังจำระเบื่อหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างแลเปนกำหนด ถึงหมวกหูทั้งสองข้างเปนกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเปนกำหนด แลให้มุ่นกระหมวดผมเข้าหากันเสียสิ้น แลให้เอาไม้สอดข้างละคน โยกคลอนสั่งเพิกหนังศีรษะทั้งหนังทั้งผมออกให้เสียสิ้น แลเอากรวดทรายหยาบขัดกระบานชำระให้แลขาวเหมือนพรรศรีสังข์

สถาน 3 เอาขอเกี่ยวปากให้แลเหนว่าอ้าไว้ แลให้ตามประทีปไว้ในปาก ไนยหนึ่ง เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวกผ่าปากจนหมวกหูทั้งสองข้าง แลเอาขอเกี่ยวให้อ้าไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก

สถาน 4 เอาผ้าชุบน้ำมันพันร่างให้ทั่วแลเอาเพลิงจุด

สถาน 5 เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบแลเอาเพลิงจุด

สถาน 6 เชือดเนื้อให้เป็นแรงริ้วอย่าให้แลเหนว่าขาดออกจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอนร้อยหวายแลเอาเชือกผูกจำ ให้เดินย่ำริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินจากว่าจะสิ้นใจ

สถาน 7 เชือดเนื้อให้เป็นแรงริ้วอย่าให้แลเหนว่าขาดออกจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงสะเอวและให้เชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเปนแร่งเป็นริ้วลงมาถึงเอนร้อยหวาย กระทำหนังเบื้อง
บนให้คลุมลงมาประดั่งนุ่งผ้า

สถาน 8 เอาห่วงเลกสวมข้อทั้งมวลให้มั่นและเอาหลักสอดในวงเลกแย่งขึงตรึงไว้กับธรนี อย่าให้ไหวตัวได้ แลนำเพลิงรนให้รอบตัวจนกว่าจะสิ้นใจตาย

สถาน 9 เอาเบดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิกหนังเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะสิ้นใจ

สถาน 10 เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึงจนกว่าจะสิ้นมังสา

สถาน 11 แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดคอ รูดขูดเสาะหนังแลเนื้อแลเอนน้อยใหญ่ให้ลอกออกให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก

สถาน 12 นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแลให้เอาหลาวเลกตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดินแลจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน

สถาน 13 ทำมิให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลาบดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แลรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอม แลพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เชดเท้า

สถาน 14 เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แลลาดสาดลงมาแต่ศีศะ จนกว่าจะตาย

สถาน 15 กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เตมอยากแล้วปล่อยให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า

สถาน 16 เอาขวานผ่าอกทั้งเปน แลแหกออกดั่งโครงเนื้อ

สถาน 17 เอาหอกแทงทีละน้อยๆจนกว่าจะสิ้นใจตาย

สถาน 18 ขุดหลุมฝังเพียงสะเอง แลให้เอาฟางปกลงคลุมร่างกายก่อนคลอกด้วยเพลิง พอหนังไหม้แล้วไถด้วยเลกไถ ให้แลดูเปนท่อนน้อยท่อนใหญ่ริ้วน้อยริ้วใหญ่

สถาน 19 เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้กิน จำฉุดคร่าตีให้กินเนื้อกินหนังตัวเองจนกว่าจะสิ้นมังสา

สถาน 20 ตีด้วยตะบองน้อยใหญ่ ตะบองสั้นตะบองยาวจนกว่าจะตาย

สถาน 21 เฆี่ยนด้วยหวายมีหนามจนกว่าจะตาย

แลกฏทั้ง 21 ข้อนั้นมีไว้ใช้กับอ้ายอีตัวใดที่บังอาจคิดร้ายต่อพระวงค์หรือพ่ออยู่หัว แม่อยู่หัว อุปราช แลถึงพระสงภ์องค์เจ้าชั้นผู้ใหญ่ เจ้าขุนมูลนาย

หากเพียงแต่ว่าการฟันคอริบเรือนนั้นมิอาจจะทำให้พวกกบถใจหยาบช้าหยุดคิดการร้ายต่อแผ่นดิน แลจึงให้ใช้กฏพระอัยการกระบถศึกแทน

หากอ้ายอีตัวใดบังอาจคิดร้ายต่อแผ่นดิน พ่ออยู่หัวแลเชื้อพระวงค์แล้วไซร์ ให้ลงพระอาญาไอยการกระบถศึกที่กำหนดไว้ทั้งเจดชั่วโครต อย่าได้ละเว้นแม้แต่ครูบาอาจารย์แลเดกแดงหญิงสาวคนเฒ่าคนแก่ ฤๅถ้าเปนพระสงภ์องค์เจ้าแลให้สึกออกมาเสีย ให้ลงพระอาญาเสียให้สิ้น จักได้ไม่มีอ้ายอีตัวใดในแผ่นดินคิดการเช่นนี้อีก

แลการสำเรดโทษด้วยท่อนจันทร์อันเปนการประหารพระวงค์ที่คิดร้ายต่อแผ่นดิน ถ้าแลโทษหนักถึงสิ้นชีวิตไซร้ ให้ส่งแก่ทะลวงฟันหลังแลนายแวงหลังเอาไปมล้างในโคกพญา นายแวงนั่งทับตักขุนดาบ ขุนใหญ่ไปนั่งดู หมื่นทะลวงฟันกราบสามคาบ ตีด้วยท่อนจันทน์แล้วเอาลงขุม นายแวงทะลวงฟันผู้ใดเอาผ้าทรงแลแหวนทองโทษถึงตาย เมื่อตีนั้นเสื่อขลิบเบาะรอง

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

รายการพระกระยาหารทรงโปรดในล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖


ขอเอารายการพระกระยาหารในประเพณีการเสวยต้น (เปิบด้วยมือ) ในรัชกาลที่ ๖

สำหรับประเพณีเสวยต้นจะจัดเป็นพระกระยาหารกลางวัน ในแต่ละวันเป็นดังนี้

วันอาทิตย์๑. แกงเผ็ดเนื้อ๒. ปลาเค็ม (ตัดเป็นชิ้นย่อมๆ ชุบไข่ทอด)๓. หมูหวาน๔. แกงจืดเกาเหลา๕. ปลาช่อน (แล่เอาแต่เนื้อทอดเหลือง)๖. น้ำพริก ผักต้มกะทิ๗. ผักสดชนิดต่างๆ๘. ยำไข่ปลาดุก๙. ไข่ฟูทรงเครื่อง๑๐. กะเพาะปลาหรือแคบหมู (ทอดกรอบ) จิ้มน้ำพริกเผาปรุงรส

วันจันทร์ ๑. แกงเผ็ดปลาดุก๒. เนื้อเค็ม (ฉีกฝอยผัดหวาน)๓. ปลาจาระเม็ดขาว (เจี๋ยน)๔. แกงจืดลูกรอก๕. ปลาทูนึ่ง (ทอดเหลือง)๖. น้ำพริกมะขามสด ผักทอดต่างๆ๗. ผักสดชนิดต่างๆ๘. ยำไข่ปลาดุก๙. ผัดเนื้อหมูกับยอดผัก๑๐. ด้วงโสนทอดกรอบวันอังคาร๑. แกงเขียวหวานไก่๒. ปลายี่สนฝอย (ผัดหวาน)๓. ไข่เค็ม (ทอด)๔. แกงจืดวุ้นเส้น๕. ปลาดุกย่าง (ยีเนื้อทอดฟู)๖. เต้าเจี้ยวหลน หรือกะปิคั่ว๗. ผักสดชนิดต่างๆ๘. ยำไข่ปลาดุก หรือยำใหญ่๙. ปูจ๋า๑๐. หมูกระจกจิ้มน้ำพริกเผาปรุงรส

ฯลฯ

คุณจมื่นเล่าว่า ของที่โปรดเสวยมากจนเป็นที่รู้กัน และชาวที่พยายามจัดถวายไม่ค่อยขาดมี

๑. ยำไข่ปลาดุก เป็นเครื่องเคียงประจำที่มีอยู่เกือบตลอดทุกฤดู

๒. ด้วงโสนทอดกรอบ หายากจัดถวายนานๆ ครั้ง มีอธิบายว่า จัดอยู่ในประเภทอาหารพิเศษตามพระราชบุพการีโปรดเสวยมาในอดีต

๓. ผักสดชนิดต่างๆ เวลาตั้งถวายชาวที่จะขูดน้ำแข็งคุลมไว้บนจานผัก ทอดถวายในพระสุพรรณภาชน์เป็นจานที่สุด

๔. น้ำพริก คงไม่ต้องอธิบายเนาะ ตั้งแต่ชาวนาชาวไร่จนถึงพระยามหากษัตริย์ โปรดกันทุกคน

ส่วนเครื่องหวาน ท่านว่ามีฝอยทอง วุ้นหวานบรรจุพิมพ์ และพวกผลไม้ก็มีตัวอย่างเช่น ลูกตาลสดน้ำเชื่อม มะตูมน้ำกะทิ สะท้อนลอยแก้ว ผลไม้ปลอก ข้าวเหนียวมะม่วง

ทรงเสวยต้นเวลาบ่าย ๓ โมง

พระราชกรณียกิจในพระบาทมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่มที่ ๑๐ เรื่อง พระราชประเพณี ตอนที่ ๒โดย จมื่นอมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช)องค์การค้าของคุรุสภา ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ ถ. ราชดำเนินกลาง จัดพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๔

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จ่ายงเสื่อคล้า จากหนังสือ ศาลไทยในอดีต


หนังสือ ศาลไทยในอดีต ที่ประยุทธ สิทธิพันธ์ เรียบเรียง เป็น 1 ใน 100 เล่มหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน ที่ สวก.แนะนำครับ

เนื้อหาในเล่ม หลากเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่ถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาในระบอบยุติธรรม สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ตั้งแต่คดีมโนสาเร่ ไปจนถึงคดีครึกโครม เป็นคดีความเมืองระหว่างประเทศ

แต่เรื่อง "ขุนนางขโมยเสื่อ" มีเนื้อเรื่องสั้นๆ ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นคดี

เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ผ่านกระบวนการของศาล แต่เป็นเรื่องเฉพาะพระองค์ของพระเจ้าแผ่นดิน

ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงดำรงเป็นอธิบดีกรมท่า

วันหนึ่งทรงทอดพระเนตรเห็นจ่ายง มหาดเล็ก พนักงานดูแลตรวจตราพระที่นั่งจักพรรดิพิมาน ลอบลักตัดเสื่อคล้าลวดของหลวง ที่เหลือปูพรมพระที่นั่ง ม้วนแล้วให้บ่าวแบกไปปูเรือนของตน

แม้ดำรงพระเกียรติยศ พระเจ้าลูกยาเธอ ก็หาได้กริ้วกราดมากมายแต่ประการใดไม่

เป็นแต่รับสั่งอย่างลับๆ กับพระยาเกษตรรักษา ซึ่งต่อมาเป็นพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ว่า

"จ่ายงเป็นขุนนางมือกาวใช้ไม่ได้ หาสมควรจะเป็นขุนน้ำขุนนางกับเขาไม่"

ไม่มีบันทึกว่า เป็นเพราะเหตุใดจึงไม่ทรงเอาเรื่องเอาราวเสียทันที หรืออาจเป็นเพราะสถานการณ์ทางการเมืองขณะนั้น ยังไม่เป็นโอกาสให้แสดงพระราชอำนาจ

ครั้นเมื่อพระองค์ท่านได้เสวยราชสมบัติ เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาผ่านไปแม้จะเนิ่นนาน เมื่อเห็นหน้าจ่ายง มหาดเล็ก ก็ทรงจำความเก่าได้

จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งว่า

"อ้ายจ่ายง เป็นขุนนางมือไวใจเร็ว จะเลี้ยงดูอุปถัมภ์หาสมควรไม่"

แล้วก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ให้ถอดจ่ายงผู้มีสันดานเสีย ออกจากตำแหน่ง

เรื่องการปลดจ่ายง เป็นข่าวอื้อฉาว เล่าลือกันกว้างขวางในสมัยนั้น ผู้คนที่รู้จักจึงให้ชื่อใหม่ว่า

คุณจ่ายงเสื่อคล้า

ชื่อเดิมจ่ายง คือ "นายมีกุ้ง" คนที่รู้จักชื่อเดิมก็เรียกว่า นายกุ้งเสื่อคล้า

ผู้ที่บันทึกเรื่องจ่ายงเสื่อคล้า น่าจะรู้ข้อมูลวงศ์วานว่านเครือของจ่ายงดี ว่ามีความผูกพันกับผู้มีอำนาจวาสนา ต่อมาแตกหน่อขยายกอออกไปกว้างขวางใหญ่โต

ลูกหลานเหลนของนายกุ้ง บางคนเป็น หมื่น ขุน หลวง พระ

บางคนได้ดีเป็นถึงพระยา

ผู้บันทึกเรื่องนี้วิจารณ์ว่า บรรดาลูกหลานเหลน คงมีกมลสันดานดี ไม่มีนิสัยหัวขโมยเหมือนจ่ายงเสื่อคล้า คนมือไวใจเร็วแต่เคราะห์ร้าย ที่ขโมยให้ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินเห็น

ข้อสังเกต รัชกาลที่ 3 ทรงใช้คำเรียกจ่ายง คำแรกว่า ขุนนางมือกาว ทรงใช้คำต่อมาว่า ขุนนางมือไวใจเร็ว อันเป็นกิริยาของพวกหัวขโมย ถ้าเป็นสมัยต่อมา คงเป็นนิสัยเดียวกับพวกขุนนางสมัยใหม่

ที่ใช้วิธีขโมยซับซ้อนที่เรียกว่า...ฉ้อราษฎร์บังหลวง

ขุนนางพวกนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคไหนสมัยไหน ถ้ามีประจักษ์ หลักฐานชัดเจน ศาลท่านไม่ปล่อยให้ลอยนวลหรอกครับ

ถ้าสำนวนสมัยรัชกาลที่ 3 ก็ต้องใช้ว่า "จะเลี้ยงดูอุปถัมภ์หาสมควรไม่".

กิเลน ประลองเชิง

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

19 เรื่องผี ๆ ใน หาดใหญ่ และ สงขลา


1. หน้าโรงเรียนอุดมศึกษาพานิช......สมัยก่อนล่วงผ่านเลยมามีเรื่องเล่ากันปาก ต่อปากจากผู้สูงวัยว่าที่เชิงสะพานตอนเช้าตรู่(ราวตี 4-6 โมงเช้า)มักจะมีสาวสวยผมยาวผิวขาวมากๆ ใส่ชุดขาวมายืนโบกรถอยู่ หากใครจอดรถรับ เธอจะหายไปพร้อมกับความซวย หรือเรื่องร้ายๆที่เข้ามาเยือนคนดวงซวยคนนั้น...บรื๋ออออ
2. บริเวณถนนศรีภูวนารถ มีซอยหลายซอยมากๆ มีอยู่ซอยหนึ่งคือซอย 12 ซอยนี้เองมีโรงเก็บหัวหอมร้างอยู่ซอยหนึ่ง เล่าลือกันว่าผีดุมากๆ มีเรื่องเล่าว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมีลูกจ้างโรงเก็บหัวหอมถูกบานประตูเหล็ก ตกใส่ ทับจนร่างกายเเหลก เละทั้งตัว ไม่มีใครสามารถจะนอนค้างคืนในโรงเก็บหัวหอมร้างซอย 12 ได้เพราะถูกหลอกกันมานับไม่ถ้วนเเล้ว
3. สะพานรถไฟ(มีราวเหล็ก)ที่ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านน้ำน้อย เคยมีคนตายกว่า 400 ศพ ที่สำคัญเป็นการตายโหง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเชื่อกันว่าที่นี่เฮี๊ยนมาก คนเฒ่าคนแก่หลายคนเรียกสะพานรถไฟแห่งบ้านน้ำน้อยว่าสะพานสายมรณะ บ้างก็ว่าเป็นสะพานผีตายโหง เคยมีเรื่องเล่าในอดีตว่า เคยมีกลุ่มคนมายืนโบกรถอยู่ที่แถวๆสะพานรถไฟดังกล่าว โบกรถเพื่อจะไปสงขลา พอรถให้ขึ้นมาปรากฏว่าระหว่างขับกลุ่มคนดังกล่าวก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ ร่องรอย ทำเอาคนขับรถถึงกับจับไข้ไปหลายวัน
4. ซอยๆหนึ่งข้างวัดโคกนาว กับห้างโลตัส เด็กหาดใหญ่เรียกกันว่า...." ซอยคุณยายสปีด " เชื่อกันว่าหากขับรถมอเตอร์ไซด์เข้ามาในซอยคนเดียวหลังเที่ยงคืนในคืนเดือน มืดเเล้วจะเจอกับผีคุณยายสปีดหลอกเอา ด้วยการกระโดดขึ้นมาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ ใครดวงซวยอาจถึงตายได้
5. ถนนสายหาดใหญ่-สงขลา(สายใหม่)ก่อนถึงปั้นน้ำมันมีเรื่องสยองเล่าว่า เคยมีกลุ่มรถซิ่งถูกสายสลิงที่ขึงไว้กับต้นไม้ใหญ่ 2 ข้างทาง ตัดเอาคนนั่งซ้อนท้ายซึ่งเป็นผู้หญิงจนหัวขาดมาเเล้ว.........เชื่อกันว่า หากขับรถมาตอนกลางคืนเเล้วเห็นคนขับมอเตอร์ไซด์ไม่มีหัว.....อย่ามอง หรือชี้มือไปหา เพราะท่านอาจจะซวยเอาได้
6. บริเวณเปิดท้ายกรีนเวย์(ข้างป่าช้าโคกโพธิ์).......เเต่เดิมเป็นวังน้ำขนาด ใหญ่ ชาวบ้านคลองเรียนเรียกกันว่า " วังน้ำดำ " เชื่อว่าเป็นดินเเดนอาถรรณ์ที่ผู้มีวิชาอาคมมักมาลองปล่อยของกัน
7. วัดโคกนาว......สมัยก่อนเรียก " โคกเน่า " เพราะเคยมีการฝังศพกันเป็นจำนวนมาก เเต่ปรากฏว่ามีน้ำท่วงขังในบริเวณดังกล่าวในปีหนึ่ง ชาวบ้านเลยจำต้องนำศพไปผูกติดเอาไว้กับกิ่งไม้ใหญ่ บ้างก็ว่ามีนายพรานหลายคนไปยิงสัตว์ในโคกเน่า ถูกซากศพที่เน่าเปื่อยตกใส่จนขวัญหนีตามๆกัน ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้เเก่ท่านหนึ่ง ท่านกรุณาเล่าให้ฟังว่า.....หากมืดค่ำจะไม่ยอมเดินทางผ่านโคกเน่าเป็นอันขาด เพราะผีที่นี่หลอกเก่งที่สุด
8. หน้าสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่..........เชื่อกันว่าเฮี๊ยนน่าดูชม...... เพราะจะต้องมีคนถูกรถชนตาย หรือรถทับตายทุกปี หลายคนบอกว่าเขาต้องการ " ตัวตายตัวเเทน "
9. หน้าวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่......บริเวณใต้สะพานลอยหน้าวิทยาลัย เชื่อกันว่ามีผีเฝ้าอยู่ใต้สะพานลอย.....ใครดวงถึงฆาตจะถูกผีผลักให้รถชน เพื่อเป็นตัวตายตัวเเทนตน(เด็กเทคนิคหาดใหญ่เล่ากันภายใน)
10. เจ้าที่ที่มหาวิทยาลัยทักษิณเด็กที่นี่เรียกกันว่า......" ทวดเลียบ " เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของที่นี่ เชื่อกันว่าหากใครขวัญอ่อน หรือต้องการเจริญก้าวหน้าในการเรียน หรือการงานด้านต่างๆให้บูชาท่านด้วยยาคูลท์ เท่านั้น
11. หน้าตึกเรียนอาคาร 13 ภายในมหาวิทยาลัยทักษิณ เชื่อกันว่ามีความเฮี๊ยนระดับสูงมากๆ เเละที่หน้าตึกเรียนอาคาร 13 นี้เองที่มีฮวงซุ้ยขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าตึก(น่าจะเป็นตึกเรียนตึกเดียวใน ประเทศไทยที่มีฮวงซุ้ยตั้งอยู่ด้านหน้า) เล่าลือกันว่าบางครั้งดึกๆจะมีคนเดินไปเดินมาที่หน้าฮวงซุ้ย มองนานๆเเล้วท่านก็จะหายไป
12. ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เชื่อกันว่าสระน้ำหน้าอาคารตึกอำนวยการหลังเก่า.........เคยมีเด็กผู้หญิง ที่มาเข้าค่ายที่นี่จมน้ำตาย เธอมักชอบออกมาเล่นงานคนที่ดวงถึงฆาตด้วยการดึง หรือลากลงไปในน้ำ
13. ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา อาคารหอสมุด(หลังเก่า).........เชื่อกันว่าที่ บล็อก ฮ. นกฮูก มีดวงวิญญาณของนักศึกษาที่นี่สิงอยู่ ท่อนบนเป็นผู้ชายใส่ชุดช่างอุตสาหกรรม ท่อนล่าง........ไม่มี !!!
14. เเถวๆท้ายวัดคลองเรียน........ในอดีตยังมีต้นยางใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง บนต้นยางปรากฏเป็นฝูง "ชิน" จำนวนมากลอยอยู่(ชิน หลายคนเชื่อว่าเป็นผีชนิดหนึ่ง รูปลักษณะเป็นดวงไฟสีขาวขุ่นใหญ่ประมาณเท่าลูกฟุตบอล-1 เมตร) ปัจจุบันเชื่อว่าต้นยางใหญ่ดังกล่าวไม่มีเเล้ว เเละน่าจะเป็นสถานที่ตั้งของหมู่บ้านร่มเย็น(ตรงบริเวณไหนไม่อาจคาดเดาได้ เเน่ชัด)
15. รถเมล์สายหาดใหญ่-สงขลา(เด็กหาดใหญ่เรียก รถโพธิ์ทอง)......เชื่อกันว่ามีรถโพธิ์ทองอยู่คันหนึ่งมักปรากฏหญิงสาวในชุด นักศึกษา ผมยาว เธอมักชอบนั่งอยู่เก้าอี้เกือบท้ายสุดในยามหัวค่ำ พอมองไปนานๆเธอจะหายไป
16. หลังวัดคลองเเห ตำบลคลองเเห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา.......เชื่อกันว่ามีเนินดินสูงอยู่เนินหนึ่ง เรียก...." โคกนกคุ่ม " ภายในเนินดินว่ามีทรัพย์สมบัติฝังอยู่ เเละมีผีนานาชนิดเฝ้าดูเเล อาทิ ผีปลาหัวกระโหลก
17. เเถววัดคูเต่า ตำบลเเม่ทอม สงขลา(วัดคูเต่าหลังเเรก....วัดสระเต่า)เคยมี “เสือสมิง” อาศัยอยู่ใกล้บริเวณวัดได้เข้าทำร้ายสามเณรมรณภาพ 1 รูป คือสามเณรถูกกัดจนศีรษะขาดและถูกกินเป็นอาหารเป็นที่เล่าลืออย่างสยดสยอง ต่างๆนานา(เสือสมิง คือ เสือร้ายที่เชื่อกันว่าเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของวิญญาณร้ายที่แปลงร่างขึ้นมา)
18. วัดโลการาม บ้านสะทิ้งหม้อ สิงหนคร สงขลา...........มีเจ้าที่ประจำวัดเป็นพญางูจงอางขนาดใหญ่ เรียก " ทวดตาหลวงรอง " เชื่อว่าใครบูชาเเล้วจะเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ.....นอกจากนี้ยังเชื่ออีก ด้วยว่าหากใครจะเข้ามาขโมยทรัพย์สมบัติของทางวัดจะโดนงูทวดเล่นงานจนต้องหนี กระเจิงทุกรายไป
19. หน้าอุโบสถวัดพรุเตาะ หาดใหญ่ สงขลา มีต้นโพธิ์อยู่ต้นหนึ่ง........เชื่อว่าต้นโพธิ์นี้เเต่เดิมคือเจ้าอาวาสวัด พรุเตาะ ครั้งหนึ่งท่านได้ใช้น้ำมันราดเเละเผาตนเองจนมรณภาพ เเล้วท่านก็ได้เกิดใหม่เป็นต้นโพธิ์หน้าอุโบสถ(ชาวบ้านเขาเชื่อกัน)

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ประวัติที่มาของ "แซ่แต้"


แซ่ "แต้" (สำเนียงฮกเกี้ยน) "เจิ้ง" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่แต้" (สำเนียงแต้จิ๋ว)
มีความหมายหรือแปลว่า(1) ชื่อแคว้นหรือรัฐ (2) หนักแน่น (3) นามสกุล (แซ่)

แซ่นี้ เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางมาก

บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยราชวงศ์โจว (1100-770 ปีก่อน ค.ศ.)
โจวซวนอ๋อง พระราชทานแคว้นเจิ้งให้กับเพื่อนของน้องชายพระมารดา
ซึ่งมีชื่อว่า หวนกง ไปครองแคว้นเจิ้ง (อำเภอฮว่าเสี้ยน ทางตะวันออก
ของมณฑลซานซีปัจจุบัน)ต่อมาแคว้นเจิ้งได้ถูกแคว้นหานล่ม พวกลูกหลาน
ได้อพยพโยกย้ายกระจัดกระจายไปอยู่ในพื้นที่ระหว่างแคว้นเฉินกับแคว้นซ่ง
จึงได้ถือแคว้นเก่าคือ "เจิ้ง" เป็นแซ่ของตน

มีบุคคลแซ่ "เจิ้ง" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น

เจิ้งเสียน เป็นนักศึกษาคัมภีร์มีชื่อสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก อ่านคัมภีร์ต่างๆ
อย่างกว้างขวาง เมื่อมีอายุได้ 40 ก็เปิดรับลูกศิษย์สอนวิชาคัมภีร์ต่างๆ
มีลูกศิษย์หลายพันคน ต่อมาภายหลังก็มุ่งแต่เขียนหนังสือทำคำอธิบายแก่
คัมภีร์ต่างๆ เป็นผู้รวบรวมคัมภีร์สมัยราชวงศ์ฮั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุด

เจิ้งเหอ เป็นขันทีสมัยราชวงศ์หมิง เคยนำเรือทะเลเดินทางไปมหาสมุทรตะวันตก 7 ครั้ง
ใช้เวลา 28 ปี เคยเดินเรือทะเลไปถึงเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซีย
อาหรับและแอฟริกาตะวันออก รวมกว่า 30 ประเทศ มีคุณูปการในการผลักดัน
การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างราชสำนักหมิงกับประเทศต่างๆ เป็นอันมาก

เจิ้งเฉิงกง วีรบุรุษแห่งชาติจีนปลายสมัยราชวงศ์หมิง เคยนำทัพขับไล่กองทัพ
รุกรานของฮอลแลนด์ ยึดไต้หวันกลับมา และได้สร้างอำนาจรัฐ
ปรับปรุงกฎหมาย ยังความสงบแก่สังคมของไต้หวัน พร้อมทั้งได้ขยายเทคนิค
การผลิตที่ก้าวหน้าของแผ่นดินใหญ่ เข้าไปยังไต้หวัน อันเป็นการผลักดัน
การพัฒนาของเศรษฐกิจไต้หวันเป็นอันมากในครั้งกระนั้น

แซ่นี้ มีสมาคมอยู่ในเมืองไทย มีชื่อว่า "สมาคมเตชะสัมพันธ์"
ตั้งอยู่ที่ 27/4 ถนนรัชดาภิเษก แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ
โทร. 0-2294-3226 ถึง 6, 0-2294-2763

ภาพด้านบนคือภาพของ "เจิ้งเฉิงกง"

สำหรับเทพเจ้าประจำแซ่แต้คือ จินบู้ไต่เต่ (真武大帝)

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เสื้อชั้นในสตรีของไทยสมัยโบราณ



อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าและเครื่องแต่งกายไทย ได้อธิบายประวัติศาสตร์การแต่งกายของหญิงไทย ว่า หญิงไทยในอดีตห่มผ้าแถบ หรือบ้างก็เปลือยอกอยู่กับบ้าน เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จนกระทั่งในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ซึ่งไทยได้รับค่านิยมจากทางตะวันตก พระองค์จึงโปรดให้ตราพระราชกำหนดขึ้น ให้สตรีสยาม นุ่งและห่มผ้าให้มิดชิดก่อนออกจากบ้าน


อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงไทยในท้องถิ่นชนบท ก็ไม่ถนัดที่จะใส่เสื้อชั้นใน โดยเด็กผู้หญิงจะเกล้าจุก ใส่เสื้อคอกระเช้า แต่ข้างในจะไม่ใส่อะไร พอเริ่มแตกเนื้อสาวจึงใช้แถบผ้า คล้ายริบบิ้นสอดรอบคอเสื้อ และรูดให้เสื้อพองย่นออกด้านหน้า ป้องกันไม่ให้เห็นหน้าอกชัดเจน


อาจารย์เผ่าทอง บอกว่า สำหรับการคาดผ้าแถบของผู้แสดงที่พบเห็นกันทั่วไปในละครโทรทัศน์นั้น เป็นการคาดผ้าที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะหากคาดผ้าแถบได้อย่างถูกต้องแล้ว ตัวผ้าแถบจะเป็นได้ทั้งเสื้อยกทรงและเสื้อตัวนอกในตัวเอง


การห่มผ้าแถบที่ถูกต้องจะต้องมีลักษณะที่ช่วยประคองหน้าอกหรือหิ้วนมไว้ ไม่ใช่พันรัดรอบอก และกดทับนม แบบที่ทำกันอยู่ในทีวี ซึ่งจะทำให้หน้าอกแบนแต๊ดแต๋ อาจารย์เผ่าทอง บอก


อย่างไรก็ตาม ไทยเราก็มีเครื่องแต่งกายที่คล้ายยกทรงในอดีต แต่ใช้เฉพาะในการแสดงละครรำ โดยทำมาจากกะลามะพร้าวขัดมันลงรักปิดทองประดับกระจก ส่วนด้านในเย็บนวมกรุไว้ เวลาสวมใส่จะคล้ายบีกินี่ ที่ผูกรวบไว้กลางหลัง ไม่ได้ผูกบนบ่า ซึ่งเครื่องแต่งกายดังกล่าวเรียกว่า 'กล่องนม'


นอกจากนี้ เมื่อมีการสอบถามถึงความเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการแต่งกาย หลังจากที่สาวไทยหันมาใส่ยกทรงกันทั่วหน้า อาจารย์เผ่าทอง ได้สรุปในเชิงชื่นชมว่า ยกทรงช่วยจัดรูปหน้าอกให้ชิด กระชับสวยงาม เพราะโบราณจะชมผู้หญิงว่า นมสวยต้องมีร่องอกที่ทัดดอกจำปาได้ไม่ร่วง ดังนั้น ยกทรงจึงช่วยให้หญิงไทยเข้าใกล้ความงามในอุดมคติมากขึ้น

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ย้อนอดีตประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์ไทย



อยากรู้ไหมว่า รุ่นพ่อ – รุ่นแม่ ดูละครประเภทไหน เรื่องอะไรกันบ้าง ความจริงแล้ว มันก็ไม่ได้แตกต่างจากยุคสมัยนี้มากนัก หากแต่ในสมัยที่ธุรกิจยังไม่แข่งขันกันรุนแรง อาจจะดูมีทางเลือกที่หลากหลายในการชมประเภทของละครต่างๆ มากกว่า


ละครแต่ละช่องประสบความสำเร็จมากหรือน้อยต่างกัน สูตร "แม่ผัว ลูกสะใภ้ เมียน้อย เมียหลวง พ่อตาตาย แม่ยายโง่ หนีผีลงตุ่ม ฯลฯ" อาจจะไม่ใช่สูตรตายตัว แต่มันคือเครื่องปรุงรสของคนทำละคร

เมื่อปี พ.ศ.2545 วารสาร "ภาษาและหนังสือ" ของสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เคยจัดทำฉบับพิเศษว่า วรรณกรรมละครไทย มีบทความหนึ่งชื่อ "ละครโทรทัศน์" นำเสนอโดย พินิจ หุตะจินดา จากบทความนี้ทำให้เราทราบเรื่องราวอันเป็นวงจรของเรื่องราวเกี่ยวกับละครไทยตั้งแต่ยุคบุกเบิกจนถึงปี 2545 โดยผู้เขียนแบ่งหัวข้อออกเป็น 3 ยุคใหญ่ๆ ดังนี้

1.ละครโทรทัศน์ยุคแรก (พ.ศ. 2498 – 2510)

2.ละครโทรทัศน์ยุคที่สอง (พ.ศ. 2510 – 2529)

3.ละครโทรทัศน์ยุคที่สาม (พ.ศ. 2530 – 2545)


บันเทิง ASTV ผู้จัดการรายวันได้ตัดทอนรายละเอียดลง คงไว้แต่ส่วนสำคัญและหยิบ "รายชื่อละคร" ในยุคต่างๆ จากงานชิ้นนี้มาเพื่อเป็นกรณีศึกษาแล้วจะเห็นว่า ละครหลายเรื่องที่เราคุ้นเคยอยู่ทุกวันนี้มีมาตั้งแต่แรกในสมัยคลาสสิก พ่อแม่ของเราก็อ่านและดูละคร "เรื่องนี้" มาก่อน เพียงแต่ว่า การดำเนินเรื่องสมัยนั้น กระชับ รวบรัด ละครไม่ได้ยืดได้ หดได้อย่างวันนี้

ทั้งชั่วโมงของละครก็น้อยกว่า แต่ละครมีเนื้อหาหลากหลายกว่า จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อละครก้าวเข้าสู่ยุคธุรกิจอย่างเต็มตัว ค่ายไหน คณะใด เรตติ้งไม่ได้ตามเป้าหมายก็ต้องถูกจับดอง เป็นเหตุให้ผู้จัดบางรายต้องโยกย้ายจากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง

พ.ศ. 2478 สถานีไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นกิจการวิทยุโทรทัศน์ครั้งแรกในประเทศไทย โดยบริษัทไทยโทรทัศน์ มีการแต่งตั้ง "จำนง รังสิกุล" ข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายรายการ ณ ปัจจุบันคือ โมเดิร์นไนน์ทีวี หรือ ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. นั่นเอง

พ.ศ. 2501 เปิดสถานีโทรทัศน์ กองทัพบกช่อง 7 (ขาว-ดำ ) มี "พลตรีถาวร ช่วยประสิทธิ์" ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายรายการในสมัยนั้น ปัจจุบันเรารู้จักกันในนาม "ททบ. 5"

พ.ศ. 2510 เปิดสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 โดย บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ร่วมทุนจัดตั้งกับกองทัพบก

พ.ศ. 2513 เปิดสถานีโทรทัศน์สี ช่อง 3 อย่างเป็นทางการ โดยบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เข้าร่วมทุนจัดตั้งกับบริษัทไทยทัศน์ซึ่งดำเนินการจัดตั้ง มาตั้งแต่ปี 2510
...
จากบางขุนพรหมถึงช่อง 9 อ.ส.ม.ท.
บ้านทรายทอง , เคหาสน์สีแดง, วนิดา เป็นนวนิยายของนักประพันธ์ที่ "คณะชื่นชุมนุมศิลปิน" นำมาแปรรูปเป็นละคร ก่อนหน้านี้ ละครโทรทัศน์เรื่องแรกของเมืองไทยคือ "สุริยานีไม่ยอมแต่งงาน" ของนายรำคาญ (ประหยัด นาคะนาค), เรื่องที่สองคือ ดึกเสียแล้ว ของอุษณา เพลิงธรรม บทประพันธ์อื่นๆ เช่น นิจ, อุบัติเหตุ (ดอกไม้สด), กรรมเก่า, หนึ่งในร้อย, ขุนศึก, ศรอนงค์, พระเจ้าไทยหลวง, ลูกทาส, การะเกด, ละครชวนหัวชุดพ่อท้วมแม่อี๊ด, ละครชุดนุสรา, ทหารเอกพระบัณฑูร, ขุนศึกมหาราช, รอยไถ, แผลเก่า, คมพยาบาท ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการนำเอาวรรณคดีของชาติต่างๆมาทำเป็นละครด้วย เช่น อุปรากรเรื่อง สามก๊ก ตอน ตั๋งโต๊ะหลงกลเตียวเสี้ยน , ฮวนนั้ง, ฮวนลิฮวยกับซิเต็งซัน, ซูสีไทเฮา, บูเช็กเทียน, ขุนช้างขุนแผน, อิเหนา, ไอด้า, อุปรากรเรื่องนันทาเทวี

ความหลากหลายของละครมาจากความถนัดของงผู้จัดที่แตกต่างกันไป คณะละครในยุคนั้น เช่น คณะนาฏศิลป์สัมพันธ์, คณะพลายมงคล, คณะสุข หฤทัย, คณะสาครภิรมย์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นคณะสุภาพสตรี), คณะกัลชลิกา, คณะอารีวัลย์, คณะวิชชุประภา, คณะวิม อิทธิกุล เป็นต้น

ต่อมาประเทศไทยเปลี่ยนเป็นระบบโทรทัศน์สี ทั้ง 2 สถานีได้เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ ช่อง 4 บางขุนพรหม เป็นสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ส่วนกองทัพบกช่อง 7 (ขาว-ดำ) เป็นสถานีโทรทัศน์สี กองทัพบกช่อง 5 ละครของช่อง 4 เดิมยุคจำนง รังสิกุล ดำเนินมาถึงปี 2511 เมื่อพ้นตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายรายการ บรรดาพนักงานที่มีความสามารถและคณะละครที่ผูกพันกับ "หัวหน้า" ต่างตัดสินใจลาออกตามเป็นส่วนใหญ่ คงเหลือผู้จัดเพียงส่วนหนึ่งและเพิ่มผู้จัดหน้าใหม่เข้าไป ละครในยุคนี้ เช่น

ขมิ้นกับปูน, อีสา , หลง, สาวแก่, หลานสาวคุณหญิง, พรหมไม่ได้ลิขิต, ชลาลัย, กุหลาบไร้หนาม, สามอนงค์, บันไดเมฆ, สวรรค์เบี่ยง, เดือนครึ่งดวง, วิมานไฟ, ปูนปิดทอง, สายใจ, หนี้รัก, พ่อปลาไหล, เพลงชีวิต, แก้วกลางดง, มณิมนตรา, หัวใจปรารถนา-อาณาจักรใจ, ทัดดาวบุษยา, พรหมพยศ, ผู้ใหญ่ลีกับนางมา, มายา, บ้านทรายทอง, รักประกาศิต, ภูชิชย์-นริศรา, เขมรินทร์-อินทิรา

เจ้าสาวคืนเดียว, มนุษย์, รักริมทาง, คมพยาบาท, นางครวญ, นางฟ้าซาตาน, ความรักสีดำ, เมื่อรักร้าว, ชลธีพิศวาส, ลานภุมรา, น้ำผึ้งขม, ระฆังวงเดือน, ทำไม, เมียหลวง", น้ำเซาะทราย, เพลิงกินรี, วิมานไฟ, อีสา, คนบาป, แม่ม่าย, ประทีปอธิษฐาน, เมืองแก้ว

เครื่องแบบสีขาว, บ้านทรายทอง, ดอกฟ้า-โดมผู้จองหอง, ริมฝั่งแม่ระมิงค์, คุ้มผาคำ, ค่าของคน, อุบัติเหตุ (ทมยันตี), ร่มฉัตร, น้ำตาพระจันทร์, มฤตยูสีขาว, ต้อยติ่ง, ข้องจิต- นางไพร, จำเลยรัก", ป่ากามเทพ, สงครามเย็น, ฝ้ายแกมแพร, ภูตพิศวาส", กรงทอง เป็นต้น
...
ช่อง 7 (ขาว – ดำ) ถึงยุค ททบ. 5
ส่วนสถานีโทรทัศน์ กองทัพบกช่อง 7 (ขาว-ดำ) ในยุคแรกนั้น มีทั้งผู้จัดรายใหม่และผู้จัดจากช่อง 4 บางขุนพรหมที่ไปเช่าเวลา คณะละครของช่อง 7 (ขาว – ดำ) เช่น คณะชื่นชุมนุมศิลปิน, คณะสุพรรณ บูรณพิมพ์, คณะศรีไทยการละคร, คณะไททรรศน์, คณะเกียรติแก้ว, คณะม.จ.ไกรสิงห์ วุฒิชัย, คณะพจนาภิรมย์ ละครที่จัดแสดงในยุคนี้ เช่น สี่แผ่นดิน, ทับนาง, โรสิตา, อะบูฮาซัน, ผู้ชนะสิบทิศ, คุณหญิงพวงแข, เสือเก่า, ลมพัดชายเขา,ตุ๊กตายอดรัก เป็นต้น จนถึงสมัยที่เปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์สี ททบ. 5 มี รัชฟิล์ม โดย พ.ท. พยุง พึ่งศิลป์เข้ามาเสริมกับคณะละครเดิมที่มีอยู่

ภาพยนตร์โทรทัศน์เด่นๆ เช่น หุ่นไล่กา, ชุมทางชีวิต, พิภพมัจจุราช, เพื่อมาตุภูมิ, เจ้าต๋องจอมยุ่ง, แก้วขนเหล็ก – จอมเมฆินทร์, อนิลทิตา, ตะวันขึ้นที่อ่าวพังงา, สนิมสังคม, คุณผู้หญิง, ทับถวิล, รักคืนเรือน, บ่วงเสน่หา, หอขวัญ, สองพธู, ลูกกรอก, บ้านสาวโสด, สะใภ้สลัม, นางสาวทองสร้อย, ขอจำจนวันตาย, ไม่เคยมีใครรักฉันจริง, ฝันกลางฤดูฝน, พระจัทร์หลงเงา, เสื้อเปื้อนฝุ่น, หลังคาใยบัว, ไฟหนาว, รอยลิขิต, จารชนยอดรัก, ไฟสุมขอน, รักในสายหมอก, ไปสู่ฉิมพลี หรืออย่างวรรณคดีบางเรื่อง เช่น กนกนคร, กากี, พิมพิลาไลย ฯ

คณะสุพรรณ บูรณะพิมพ์ เปลี่ยนมือเป็น "พิมพ์พรรณ บูรณพิมพ์" ละครยุคนี้ เช่น สี่แผ่นดิน, ที่รักอย่าร้องไห้, อังสนาหย่าผัว, ตึกฝรั่ง, ทิพย์, ผู้พิชิตมัจจุราช, รอยรัก เป็นต้น

กนกวรรณ ด่านอุดม จากช่อง 9 อ.ส.ม.ท. มาเป็นผู้จัดช่อง 5 ในนามของ "รัศมีดาวการละคร" ละครที่โด่งดังที่สุดของเธอชุด ผู้กองยอดรัก ได้แก่ "ผู้กองยอดรัก – ยอดรักผู้กอง – ผู้กองอยู่ไหน" ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น ทิวาหวาม, เลือดขัตติยา, ผู้ชนะสิบทิศ, ศิวาราตรี, แววมยุรา, ละอองดาว, สี่แผ่นดิน, ในฝัน, ผู้ใหญ่ลีกับนางมา, น้ำผึ้งขม, ระฆังวงเดือน, สายรุ้ง, ค่าของคน, ดาวเรือง, สิ้นสวาท, อย่าลืมฉัน, เดชแม่ยาย, น้ำเซาะทราย, วงเวียนชีวิต, จ้อนกับแดง, เกียรติศักดิ์ทหารเสือ, ดรรชนีนาง, ในม่านเมฆ,หัวใจเถื่อน, สลักจิต, ทิวาหวาม,จำเลยรัก, ชื่นชีวานาวี, ขุนศึก, เคหาสน์สีแดง ฯลฯ

ปนัดดา กัลย์จาฤก ในนามคณะส่งเสริมศิลปิน มี บ้า, 38 ซอย 2, บาปบริสุทธิ์, สวนทางเถื่อน, เจ้าซอใจซื่อ, หางเครื่อง, แม่น้ำ, แม่เอิบ, ตี๋ใหญ่ เป็นต้น

ศรีไทยการละครของเทิ่ง สติเฟื่อง เช่น ปราสาททราย, ชุมทางรัก, ไปสู่ฉิมพลี, ลูกหว้า, คุณหญิงนอกทำเนียบ, รอยมลทิน, คู่กรรม, เมียน้อย, พิศวาส, รัศมีจันทร์, ป่านี้ไม่มีผู้ชาย, เชลยศักดิ์, เดือนดับที่สบทา, แสงสูรย์, ประสาทมืด, ทางโค้ง, อีสา, เรือมนุษย์, ผมไม่อยากเป็นพันโท, พรหมประพาส, พาร์ทเนอร์, มนต์รักอสูร เป็นต้น
...
ละครช่อง 7 สี ยุคบุกเบิก
สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สีในยุคก่อตั้งมีคณะละครเพียงไม่กี่คณะ เช่น คณะดาราฟิล์ม, คณะกันตนา, คณะอิทรวิจิตรภาพยนตร์, คณะพร้อมมิตรภาพยนตร์, คณะไชโยภาพยนตร์, คณะสมพงษ์ พงษ์มิตรและคณะที่สถานีโทรทัศน์ผลิตเอง คือ คณะชัชฎาภรณ์ รักษณาเวศ (นักร้องเจ้าของเพลงรางวัลชีวิต, บัญชารัก เป็นภรรยาของ พันโทชายชาญ เทียนประภาส ต่อมา พันโทชายชาญถูกมือปืนยิงเสียชีวิตด้วยปืน 11 ม.ม. ระหว่างเดินทางไปเปิดสถานีดาวเทียมย่อยที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2523) โดยคณะนี้จะมีละครออกอากาศเดือนละครั้ง ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.00 – 24.00 น. ขณะที่คณะละครอื่นๆ มีเวลาหลายช่วงในการออกอากาศ เช่น 19.30 – 20.00 น. , เวลา 20.30 – 21.00 น. และเวลา 22.00 – 24.00 น.

ดาราฟิล์ม ภายใต้การดูแลของไพรัช สังวริบุตร เป็นคณะแรกที่เริ่มงานละครพร้อมกับการเปิดสถานี ระยะแรกทำละครจักรๆวงศ์ๆ ละครเรื่องแรกคือ "ปลาบู่ทอง" ลงทุนด้วยเงินเพียง 8 พันบาท / ตอน เรื่องอื่นๆ เช่น โกมินทร์, ยอพระกลิ่น,อุทัยเทวี, บัวแก้วบัวทอง, นางสิบสอง, ขุนแผนผจญภัย, มนุษย์ปักษี, แก้วหน้าม้า, กัญหา – ชาลี, ทาษวังหลัง, ฝนสามฤดู, พิกุลทอง, ลักษณวงศ์, แก้วพิสดาร, พานทองรองเลือด,พระทิณวงศ์ ต่อมาการสืบทอดละครประเภทนี้เป็นของบริษัท คือ สยามฟิล์ม และสามเศียรตามลำดับ เหตุที่ที่ไพรัช สังวริบุตรยังคงละครประเภทนี้อยู่ถึงทุกวันนี้ เพราะมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้าน ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี วรรณคดีไทยไว้ ละครจักรๆวงศ์ๆในรุ่นถัดมา เช่น ขวานฟ้าหน้าดำ, สี่ยอดกุมาร, สิงหไกรภพ, มณีนพเก้า, น้ำใจแม่, จันทโครพ, เกราะเพชรเจ็ดสี, ดาบเจ็ดสี มณีเจ็ดแสง, เทพศิลป์ – อินทรจักร, ดิน – น้ำ- ลม – ไฟ, เวสสันดรชาดก, มโหสถชาดก, วงษ์สวรรค์ ฯลฯ

ขณะเดียวกันก็ดำเนินงานการผลิตละครร่วมสมัยไปด้วย มีทั้งการนำบทประพันธ์มาจากนักเขียนมาแปรรูป รวมถึงบางเรื่องก็ใช้วิธีการสร้างพล็อตเอง เช่น แก้วนพเก้า, กระสือ, ปอปผีฟ้า, ห้องหุ่น, ปู่โสมเฝ้าทรัพย์, เทวรูปแมว, ศีรษะมาร, อีสา, ขมิ้นกับปูน, กนกลายโบตั๋น, ปราสาทมืด, ริษยา, กิ่งไผ่, ตุ๊กตา, ดาวพระศุกร์, ดอกโศก, ภาพอาถรรพณ์, คมพยาบาท, กฎแห่งกรรม, มนุษย์ประหลาด, บ้านทรายทอง, กิ่งมัลลิกา, เมียหลวง, คู่กรรม, แม่นากพระนคร, แม่นากพระโขนง, แก้วสารพัดนึก, เงา, ละอองดาว, มัสยา, บ้านสอยดาว, ทองเนื้อเก้า, ตราไว้ในดวงจิต, หลวงตา, ไผ่แดง, โอ้...มาดา, หัวใจสองภาค ฯลฯ
...
ช่อง 3 มาแล้ว
เมื่อช่อง 3 เปิดสถานี ผู้จัดคณะแรกที่เข้าไปทำละครคือ ศรีไทยการละคร ละครเรื่องแรกๆ ที่ประเดิมการเปิดสถานีไทยทีวีสีช่อง 3 คือ เขมรินทร์ – อินทิรา, แม่หญิง, สะใภ้จ้าว แต่ละครในยุคนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ช่อง 3 มาเปิดละครสมัยใหม่อย่างจริงจังในปี 2519 เมื่อภัทราวดี ศรีไตรรัตน์ (มีชูธน) เข้ามาปฏิวัติการแสดงละครแบบเก่าจากที่มีคนบอกบท เป็นนักแสดงท่องบทเอง รูปแบบของละครใกล้เคียงกับละครสมัยใหม่อย่างต่างประเทศ ภัทราวดี นำบทประพันธ์ เรื่อง ไฟพ่าย ของกฤษณา อโศกสิน มาประเดิมเป็นเรื่องแรก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเปลี่ยนทิศทางละครด้วยการคิดพล็อตเอง เช่น ขบวนการคนใช้, ตุ๊กตาเสียกบาล, สงครามปราสาท, นานาจิตตัง, ประชาชนชาวแฟลต, ศรีธนนชัย, ละครชุด ความรัก, ปะการังสีดำ (เรื่องนี้ซื้อบทประพันธ์มาจากประดิษฐ์ กัลย์จาฤก)

ต่อมามีผู้จัดรายอื่นๆ เช่น พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการ, รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช, วรายุฑ มิลินทจินดา, สมชาย นิลวรรณ, อดุย์ กรีน, ถาวร สุวรรณ, วรยุทธ พิชัยศรทัต, เริงศิริ ลิมอักษร, อมรา พรหมโมบล, ศิริพร วงศ์สวัสดิ์, ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น ฯลฯ ซึ่งต่างผลิตละครออกมาหลากแนว อาทิ นางทาส, อีแตน, คำพิพากษา, ม่าย, หมาๆ แมวๆ, เศรษฐีอนาถา

เขาชื่อกานต์, คนเริงเมือง, เก้าอี้ขาวในห้องแดง, ด้วยปีกของรัก, ไฟรัก, แม่กระเชอก้นรั่ว, เขี้ยวพิษ, สิคีริยา, ปมพิศวาส, ดอกฟ้า-โดมผู้จองหอง, ห้องที่จัดไม่เสร็จ, ปริศนา, คลื่นเสน่หา, วิหคหลงรัง, บ้านขนนก, ดอกหญ้า-ดวงตาสวรรค์, ไม้ผลัดใบ, ถนนไปดวงดาว, ตุ๊กตามนุษย์, น้ำตาลไหม้, เงา, นางเอก, สายรุ้ง

เลือดขัตติยา (แต่ไม่ได้ออกอากาศ), กฤตยา, มงกุฎฟาง, สามีตีตรา, หมูแดง, ขุนศึก, ฉุยฉาย, นางสาวโพระดก, อาญารัก, สงครามเก้าทัพ, สายโลหิต, สมเด็จพระสุริโยทัย, ทหารเสือพระเจ้าตาก, ทะเลเลือด, กำแพงหัวใจ, แก้วตาพี่ ฯลฯ ละครเหล่านี้ได้รับความนิยมจากคนดูเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มปัญญาชนในขณะนั้น

เลยกลายเป็นว่ามีการแบ่งกลุ่มเป้าหมายคนดูละครของสถานีโทรทัศน์สีช่อง ๓ เป็นคนในกรุงเทพฯที่มีระดับการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ไปโดยปริยาย ต่อมามีการเพิ่มคณะผู้จัดละครหน้าใหม่มากขึ้น โดยก่อนปี 2545 ช่อง 3 มีละครที่อยู่ในความทรงจำ ดังนี้

สี่แผ่นดิน, ร่มฉัตร, พ่อปลาไหล, ทรายสีเพลิง, ไอ้คุณผี, แม่พลอยหุง, เมียน้อย, รอยอินทร์, โสมส่องแสง, ผู้ชนะสิบทิศ, สี่แยกนี้อายุน้อย, เมียหลวง, เรือมนุษย์, ลายหงส์, ถ่านเก่าไฟใหม่, พลิงบุญ, ไฟในทรวง, เก้าอี้ขาวในห้องแดง, ไม่มีสวรรค์สำหรับคุณ, จินตปาตี

บ้านทรายทอง, ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก, ปลาหนีน้ำ, ตกกะไดหัวใจพลอยโจน, ไฟโชนแสง, ทางผ่านกามเทพ, ตี๋ใหญ่, ปีกมาร, บ่วง, บุญรอด, จากฝันสู่นิรันดร, น้ำใสใจจริง, เส้นไหมสีเงิน, ปลายเทียน, รือนมยุรา, เรือนนพเก้า, ผู้กองยอดรัก-ยอดรักผู้กอง, ๕ คม, เจ้ากรรมนายเวร, นิราศสองภพ, แผลเก่า

ขมิ้นกับปูน, อาญารัก, นางเสือดาว, ลางลิขิต, ไอ้ม้าเหล็ก, คู่แท้สองโลก, ฟ้าหลังฝน, มนต์รักอสูร, อุ้งมือมาร, เวลาในขวดแก้ว, สุดถนนบนทางเปลี่ยว, นางโจร, กระท่อมแสงเงิน, วิวาห์สลับรัก, สะใภ้ไร้ศักดินา, เจ้าสาวสองเงา, เพลิงรักเพลิงแค้น, นิจ, ไฟล้างไฟ, พุทธานุภาพ, วิมานดิน (วราภา) ฯลฯ
...
ละคร 7 สี ยุคสุรางค์ เปรมปรีดิ์
เมื่อปี 2524 สุรางค์ เปรมปรีดิ์ เข้ามาดูแลด้านการตลาด, ฝ่ายรายการและฝ่ายบุคคล และชวนเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนหนึ่งคือ ท่านมุ้ย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคคล มาร่วมหุ้นเปิดบริษัทพร้อมมิตรภาพยนตร์ เพื่อผลิตละครโทรทัศน์และภาพยนตร์

ละครในยุคแรกที่สุรางค์ เปรมปรีดิ์ หมายตาไว้ ไม่ใช่สูตรน้ำเน่าอย่างทุกวันนี้ ผลงานละครและภาพยนตร์ในช่วงนี้คือ เช่น หญิงก็มีหัวใจ, ห้องสีชมพู, เงือกน้อย, จดหมายจากเมืองไทย, ห้วงรักเหวลึก, ข้าวนอกนา และละครชุดที่โด่งดังมากคือ "หมอผี" เนื่องจากสุรางค์ เปรมปรีดิ์ เคยเป็นหุ้นส่วนของสตรีสารมาก่อน ดังนั้น...นวนิยายและนักเขียนชั้นดีจึงอยู่ในความคิดอ่านของเธอมาแต่แรก

การดึงวาณิช จรุงกิจอนันต์มาช่วยช่อง 7 สี เขียนบทโทรทัศน์ในยุคแรกๆ ของสุรางค์ หรือแม้แต่การบวกภาษี ณ ที่จ่ายเพิ่มให้จากค่าลิขสิทธิ์ก็ดี เป็นสำนึกที่เคยร่วมงานกับนักเขียนมาตั้งแต่ในยุคสตรีสารทั้งสิ้น ความจริงอีกด้านหนึ่งของละครตลาด สุรางค์ เปรมปรีดิ์ น่าจะได้รับได้รับการถ่ายทอดและซึมซับมาจากไพรัช สังวริบุตร ผู้บุกเบิกละครคณะแรกของช่อง 7 สี คณะอื่นๆ เช่น กันตนา ได้นำเอานวนิยายจากนักเขียนชื่อดัง และนำเอาบทละครวิทยุที่ "ประดิษฐ์ – สมสุข กัลย์จาฤก" ร่วมกันเขียนไว้มาแปรรูปเป็นละคร ผลงานเช่น บันทึกรักพิมพ์ฉวี, เพชรตาแมว, สุรีรัตน์ล่องหน, แฝดล่องหน, ผู้หญิงคนหนึ่ง, ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด, น้ำเซาะทราย เป็นต้น

นับแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ถือเป็นยุคธุรกิจละครเต็มรูปแบบที่วัดความสำเร็จด้วยเรตติ้ง ช่อง 3 หรือ ช่อง 7 สี ระดมมีผู้จัดใหม่ๆ มากหน้าหลายตาเข้ามาร่วมผลิตละคร ละครโทรทัศน์ช่อง 7 สีในยุคธุรกิจเต็มตัว ระหว่างปี 2530 – 2545 ประกอบด้วย นางทาส, เคหาสน์สีแดง, ปราสาทมืด, กิ่งไผ่, ริษยา, กนกลายโบตั๋น, สายโลหิต, ญาติกา, รัตนโกสินทร์, สองฝั่งคลอง, นิรมิต, เบญจรงค์ห้าสี, น้ำใสใจจริง

คู่กรรม, อุ้มบุญ, คุณหญิงนอกทำเนียบ, พี่เลี้ยง, ทวิภพ, ดั่งดวงหฤทัย, แม่หญิง, หมูแดง, โดมทอง, วันนี้ที่รอคอย, ตองหนึ่ง, คือหัตถาครองพิภพ, แผลเก่า, พรพรหมอลเวง, มงกุฎดอกส้ม, แม่ยังไม่กลับมา, ท่อนแขนนางรำ, นางทิพย์, จากฝันสู่นิรันดร, มะเมี๊ยะ, ดรรชนีนาง, ลอดลายมังกร, ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน, ชิงช้าชาลี, กระท่อมไม้ไผ่

อรุณสวัสดิ์, ลูกแม่, มุกดามะดัน, ไม้อ่อน-สมการวัย, สารวัตรใหญ่, สงครามเงิน, เสราดารัล, มายาตะวัน, ไม้ดัด, เถ้ากุหลาบ, เลื่อมสลับลาย, น้ำเซาะทราย, เรือนแรม, อังกอร์, โนราห์, อตีตา, รากนครา, เมขลา, ทิพยดุริยางค์, ใครกำหนด, น้ำเซาะทราย, งาอโศก, ปริศนา, คุณชาย

เก็บแผ่นดิน, ทอง, พรุ่งนี้ฉันจะรักคุณ, คมพยาบาท, สาวน้อย, คนละโลก, อย่าลืมฉัน, หงส์ฟ้ากับสมหวัง, รักเกิดในตลาดสด, บ่วงบรรจถรณ์, เพชรตัดเพชร, จอมคนปล้นผ่าโลก, จิตสังหาร, ปีกทอง, พันท้ายนรสิงห์, มายา, ตะวันทอแสง, หาดหรรษา

สาวน้อยในตะเกียงแก้ว, รุ่งทิพย์, หัวใจไกลปืนเที่ยง, ยอดรักร้อยล้าน, พลอยล้อมเพชร, เงิน เงิน เงิน, นางมาร, สามหนุ่มสามมุม, หน้ากาก, นางฟ้าสีรุ้ง, ระนาดเอก, แก้วจอมแก่น, บ้านพิลึก, บ้านของพรุ่งนี้, แก้วตาดวงใจ, เรือใบไม้, ชมพูเบิกฟ้า, พันหนึ่งราตรี, อินทรีแดง, ทายาทป๋องแป๋ง, สาวน้อยร้อยมายา, ชีวิตเปื้อนฝุ่น, พิศวาสอลเวง, ดุจฟ้าไร้ดาว, แม่ย่านาง

บ้านไร่เรือนตะวัน, ต้นรัก, พรหมพาล, ตามรักตามล่า, โก๋กี๋ตี๋หมวย, พลับพลึงสีชมพู, แม่มดเจ้าเสน่ห์, กองร้อย ๕๐๑, ลูกหลง, รอยไถ, น้ำพุ, เทพีเจ้าสังเวียน, นางสาวทองสร้อย, สามวัยอลเวง, บัวแล้งน้ำ, บัวกลางบึง, ไฟสิ้นเชื้อ, คำมั่นสัญญา, ต่างเวลา, มหัศจรรย์แห่งรัก, ลูกบ้า…บ้า…บ้า…เที่ยวล่าสุด ฯ

รายชื่อละครจากสถานีโทรทัศน์ในช่องต่างๆเท่าที่บทความเรื่อง "ละครโทรทัศน์" ได้รวบรวมไว้ ทำให้เรารู้ว่า ไม่ว่าสูตรละครจะถูกเขย่าไปในทิศทางไหนก็ตาม แต่งานเขียนของนักประพันธ์กลุ่มหนึ่งยังจะได้รับการเวียนกลับมาทำละครอยู่อย่างซ้ำซากทุกๆ 10 ปี (โดยประมาณ)

นอกจากนั้น กลุ่มงานที่เป็นแนวนิยมตามยุคสมัย ก็จะหมุนเวียนกันตามความเหมาะสม ในอดีต อาจจะเป็นยุคทองของนักเขียนรุ่นใหญ่ที่ได้รับการคัดเลือกงานเป็นละคร แต่ ณ วันนี้ เมื่อนักเขียนรุ่นกลางได้เข้ามาแทนที่ แม้ประสบการณ์และฝีมือทางวรรณศิลป์อาจจะไม่ชัดจ้าน และเรื่องราวที่มีความร่วมสมัยนั้นได้รับการตอบรับ การคัดสรรจากผู้จัดฯ ให้เป็นละครโทรทัศน์อยู่หลายเรื่องและบ่อยครั้ง

ในความทรงจำกับละครเหล่านี้ คุณเคยประทับใจเรื่องไหนเป็นพิเศษมั้ย!?

( คัดลอกจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ )

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ภาพปริศนา ? "พระสงฆ์สอนหนังสือเด็ก" ความเข้าใจผิดอันคลาดเคลื่อน


ใครก็ตามที่ผ่านสายตาไปยังหนังสือซึ่งรวบรวมเรียบเรียงเรื่องราวของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม มาบ้างแล้ว อย่างน้อยต้องพบภาพพระสงฆ์สอนหนังสือเด็ก

ภาพที่เข้าใจกันว่าเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

อันเป็นภาพที่ปรากฏบนหน้าหนังสือเกี่ยวกับอัตโนประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) อยู่บ่อยๆ จนมีบางท่านเข้าใจคลาดเคลื่อนตลอดมา แท้จริงภาพนี้มีการเข้าใจผิดมาอย่างเนิ่นนาน

ในนิตยสาร "ชุมนุมจุฬาฯ" ปีที่ 14 เล่มที่ 3 ฉบับ 23 ตุลาคม พ.ศ.2503 ปรากฏการตีพิมพ์ภาพนี้ทั้งบรรยายว่า

"พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระปิยมหาราช เมื่อทรงพระเยาว์กำลังทรงพระอักษรกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม

ภาพโดยความเอื้อเฟื้อของ พล.ร.ต.หลวงสุวิชาแพทย์"

หากสังเกตจะพบว่าสมณศักดิ์ของท่านนั้นผิด สมณศักดิ์ของท่านซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ "พระธรรมกิติ" ในปี พ.ศ.2395 ขณะนั้นท่านมีอายุได้ 64 ปีแล้ว

ในปี พ.ศ.2397 ทรงแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะที่ "พระเทพกวี" จนกระทั่งปี พ.ศ.2407 ทรงสถาปนาเป็น "สมเด็จพระพุฒาจารย์"

ขณะเดียวกัน ในคำแถลงจากสาราณียกรของหนังสือ "ชุมนุมจุฬาฯ" ดังกล่าว ก็ว่า "พระบรมฉายาลักษณ์ขององค์สมเด็จพระปิยมหาราชในสมัยยังทรงพระเยาว์อันเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่หาดูได้ยาก อัญเชิญมาประดับเป็นศรีแก่เล่ม เนื่องในวาระสำคัญนี้ด้วย" ยิ่งเสริมความเชื่อเป็นอันมากว่า คือ พระบรมฉายาลักษณ์ ร.5 ครั้งทรงพระเยาว์

แท้จริงภาพนี้มีที่มาในนิตยสาร "ศิลปวัฒนธรรม" ปีที่ 2 ฉบับที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2524 หน้า 33 ปรากฏการตีพิมพ์ภาพใบนี้ พร้อมคำอธิบายจาก "นิวัติ กองเพียร" ว่า รูปนี้ไม่ใช่รัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระพุฒาจารย์ เหตุผลประกอบดังนี้

1. รูปนี้ได้มาจากหนังสือฝรั่งชื่อ "SIAM"

2. พัดรองที่วางพิงผนังอยู่นั้น เป็นพัดที่นิยมทำก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาไม่มีความนิยมในการทำพัดรองอีกเลย

3. ถ้ารูปนั้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์จริง ท่านต้องห่มดองและรัดประคดอก มิใช่อย่างที่เห็นในรูป แม้แต่พระรุ่นเก่าที่วัดระฆังโฆสิตาราม ที่เคยเห็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ก็ยืนยันว่ามิใช่สมเด็จแน่

4. เจ้านายหลายพระองค์ ที่เป็นพระธิดาหรือพระโอรสก็ยืนยันว่า มิใช่พระราชบิดาแน่นอน

หนังสือฝรั่ง "SIAM" ที่ว่า ก็คือ หนังสือชื่อยาวเฟื้อยว่า "TWENTIETH CENTURY IMPRESSION OF SIAM : ITS HISTORY, PEOPLE COMMERCE, INDUSTRIES, AND RESOURCES WITH WHICH IS INCORPORATED AN ABRIDGED EDITION OF TWENTIETH CENTURY IMPRESSIONS OF BRITISH MALAYA"

แปลชื่อเป็นไทยว่า "เรื่องน่ารู้ของสยามในศตวรรษที่ 20 ว่าด้วยประวัติศาสตร์ พลเมือง พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และทรัพยากร รวมเรื่องน่ารู้ของบริติชมลายาในศตวรรษที่ 20 โดยสังเขป" อันเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ.2452 อันเป็นช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ทั้งยังให้คำอธิบายรูปนี้ไว้ว่า "Buddhist Priest and Disciple"



นอกจากนี้ ในการจัดทำหนังสือเล่มดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระกรุณาประทานภาพส่วนพระองค์ อันเกี่ยวเนื่องกับประเทศสยามให้กับผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ด้วย

อย่างไรก็ตามแต่ ในหนังสือที่ระลึกงานสงกรานต์ชลบุรี ประจำปี พ.ศ.2507 ในเรื่อง "สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)" อันเขียนโดย อธึก สวัสดิมงคล ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ภาพพระสงฆ์สอนหนังสือเป็นภาพที่เข้าใจผิดและคลาดเคลื่อน ดังในหน้า 11 ที่ให้ข้อมูลความเป็นมาของภาพใบนี้จากลายพระหัตถ์หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตอบคำถามของ อธึก สวัสดิมงคล ว่า

"สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นั้นไม่ช้าจะเป็นอะไรๆ สักร้อยอย่างเป็นเรื่องหากินทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ใครอยากรู้อะไร ก็นั่งวิปัสสนาเอาได้ ไม่ช้าคงต้องร้อนถึงทางการเข้าเล่นด้วยเป็นแน่ มีผู้เอาภาพพระแก่กับเด็กลูกศิษย์สอนหนังสือกัน ฉันจำได้ว่า "โรเบิร์ต เลนส์" ขอประทานให้เสด็จพ่อทรงช่วยทำโปสการ์ดเผยแพร่เมืองไทย และท่านได้ถ่ายรูปฉันแต่งลาวน่าน หญิงเหลือส่องกระจก พร้อมกับทำรูปนี้ด้วย แต่บัดนี้กลายเป็นรูปสมเด็จโตสอนหนังสือพระพุทธเจ้าหลวง แย่จริงๆ น่ากลัวพงศาวดารจะเลอะเทอะกันใหญ่เสียแล้ว"

นอกจากนี้ ยังมีผู้กล่าวว่า พระภิกษุในภาพคือ พระครูวิมลคุณากร (ศุข เกสโร) วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ซึ่งภาพดังกล่าวอาจจะไม่ได้ถ่ายที่ชัยนาท ถ้าหากเป็นหลวงปู่ศุขจริง อาจจะถ่าย ณ ตำหนักเหลืองในวังพลเรือเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ เพราะหลวงปู่ศุข จะมาพำนักที่ตำหนักเหลืองเป็นประจำทุกปี เพื่อมาร่วมงานในพิธีไหว้ครูประจำปีของพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งทรงเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข

อย่างไรก็ตาม ไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นภาพของหลวงปู่ศุข ทั้งนี้ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิสกุล เมื่อครั้งทรงตอบคำถามของ อธึก สวัสดิมงคล ก็มิได้เอ่ยถึงว่าเป็นพระภิกษุรูปใด

.......บทความคัดลอกจาก มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1302

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ซอยยายสปีด ข้างโลตัสหาดใหญ่กับวัดโคกนาว


    ตามตำนานยายสปีด
    บางคนเจอเป็นผู้หญิงชรานุ่งขาวห่มขาว
    บางคนเจอเป็นผู้หญิงชรานุ่งผ้าซิ่นไทย
    ลักษณะเด่นของแกคือ มีผมสีขาวดอกเลา
    แกชอบขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่คนขับคนเดียว
    หรือโบกให้คนจอดรับแกขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ครับ
    บางทีแกก็วิ่ิงแข่งกับรถจักรยานยนต์ แล้วแต่อารมณ์สนุกของแก

    นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
    และคนผ่านทางแถวนั้นจะโดนบ่อย
    แต่เดี๋ยวนี้ค่อย ๆ หายไปแล้ว เพราะร้านค้าเปิดมากมาย
    แต่กลางคืนดึก ๆ ไม่รู้ออกมาเพ่นพ่านอีกหรือเปล่า
    ไม่ได้ข่าวนานแล้ว ข่าวคราวเงียบหายไปนาน

    บริเวณสวนยางที่คนไปทิ้งศาลพระภูมิ หิ้งพระ ตีจู่เอี้ย
    เป็นที่ดินของเจ้าคุณอรรถกวีสุนทรส่วนหนึ่ง
    กับของอดีตเจ้าอาวาสวัดคลองหวะ อยู่ระหว่างการแย่งมรดกกันส่วนหนึ่ง
    ส่วนเจ้าคุณอรรถกวีสุนทร ภริยาท่านคุณหญิงหลง
    เป็นคนที่บริจาคที่ดินให้วัดโคกนาวและที่ดินให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
    กว่าสี่ร้อยกว่าไร่ (สมัยสี่สิบปีก่อน)
    ราคาที่ดินแถวนั้นไม่สูงเท่าไรนัก ค่อนข้างเปลี่ยวและไกล
    ที่โลตัสก็เช่าที่ดินของลูกหลานเจ้าคุณอรรถกระวีสุนทร
    ตอนนี้ลูกหลานแกที่รับมรดกอยู่ที่สหรัฐอเมริกา กับ กรุงเทพฯเป็นส่วนมาก
    เลยไม่ค่อยอยากจะมาสนใจดูแลหรือใยดีเท่าไรนัก

    ตรงวัดโคกนาว แต่ก่อนศพคนร้ายหรือคนถูกยิงทิ้งหรือฆ่าตาย
    ตำรวจก็มักจะไปพาไปเผาศพกันที่วัดนี้
    ที่รู้ดีเพราะ มหาจรูญเจ้าอาวาสวัดบ้านในไร่ สนิทกันดีมาก
    แกบอกเป็นสัปเหร่อจำเป็นให้กับวัดนี้เป็นประจำตอนวัยรุ่น
    สมัยบวชเรียนและต้องการความเงียบสงบในการเรียน
    และเตรียมสอบเปรียญธรรมห้าประโยค

    ส่วนด้านหลังวัดโคกนาว แต่เดิมเป็นป่าช้าวัดถาวรวราราม (อันนัมนิกาย)
    เพิ่งล้างป่าช้าจีนกว่าสิบปีแล้ว
    แต่เดิมมีหลุมศพคนจีนและคนไทยฝังอยู่ประปาย
    เคยฝังศพแม่ชีจีนตายแล้วไม่เน่าใส่ในโกศกระจกให้ดู
    เลยน่าจะเป็นตำนานยายสปีดได้ส่วนหนึ่ง
    ตอนนี้ทำเป็นวัด และ มหาปัญญาวิทยาลัย ในกำกับของ
    มหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่มีการเรียนการสอน
    เป็นภาษาอังกฤษให้กับพระภิกษุสามเณรชาวต่างชาติ

    ซอยยายสปีดแต่เดิมเป็นทางเดินสวนยางพารา
    เป็นซอยลูกรังเล็ก ๆ มีลำธารกว้างไม่เกินหนึ่งเมตร
    ไม่ลึกมากนักขนาดสูงแค่หัวเข่า
    ไหลผ่านลงในคลองเตยได้ในช่วงหนึ่ง
    จำได้เคยไปจับปลากับวางกลัดแถวนี้กับเพื่อนรุ่นพี่
    เพิ่งมีการถมลำธารทิ้งแล้วทำถนนและคูเป็นซอยใหม่
    หลังจากโลตัสมาเปิดทำการ
    และวัดถาวร Renovate ใหม่ทันสมัยกว่าเดิม

    เขียนขึ้นจากความทรงจำเก่า ๆ
    ก่อนที่จะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลาที่ทำลายทุก ๆ สิ่ง

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

คำกลอนของดีเมืองสุราษฎร์ธานี


จากหนังสือ “วรรณกรรมทักษิณปริทัศน์”ได้กล่าวถึงประวัติของกวีพื้นบ้านภาคใต้ท่านหนึ่ง คือ พระเทพรัตนกวี (เกตุ แสงหิรัญ) โดยในปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ นั้นมีงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ท่านได้แต่งคำกลอนซึ่งบอกลักษณะเด่นของทุกอำเภอในจังหวัดสุราษฎร์ธานีไว้ว่า

“สะตอวัดประดู่ พลูคลองยัน ทุเรียนหวานมันคลองสะแพง ย่านดินแดงของป่า เคียนซาบ่อถ่านหิน พุนพินมีท่าข้าม น้ำแม่น้ำตาปี ไม้แก้วดีเขาประสงค์ กะแดะดงลางสาด สิ่งประหลาดกิ่งพนม เงาะอุดมบ้านส้อง จากและคลองในบาง ท่าฉางต้นตาล บ้านนาสารแร่ ท่าทองอุแทวัดเก่า อ่าวบ้านดอนปลา ไชยาข้าว มะพร้าวเกาะสมุย”

นี่คือเรื่องราวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในปี ๒๕๐๐ แต่ทว่า ณ ปัจจุบันไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552

เชื่อหรือไม่ โรงเรียนวัดลิงขบ มีจริงนะครับ


ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๕๒ เจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์ ได้รับมหาอุปราชาภิเษกเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล มหาเสนานุรักษ์ ตำแหน่งพระมหาอุปราช ในระยะนี้พระราชพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า พระองค์ได้ทรงสร้าง วัดใหม่ขึ้น ๓ วัด และสถาปนาวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง ๒ วัด ซึ่งในจำนวน ๒ วัดนี้ วัดบวรมงคล รวมอยู่ด้วยวัดหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ วัดบวรมงคล มีชื่อเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า วัดลิงขบ เป็นวัดเก่าแก่ ภายหลังชาวรามัญอพยพเข้ามา พึ่งพระบรมโพธิสมภารมากขึ้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่เป็นแห่ง ๆ ไป และมีจำนวนหนึ่งได้มา อาศัยอยู่เขต ตำบลวัดลิงขบ นี้ ดังนั้นจึงมีพระภิกษุสามเณรชาวรามัญเข้ามาอาศัยอยู่ใน วัดลิงขบนี้มากขึ้น ในจำนวนพระสงฆ์รามัญเหล่านั้น มีพระเถระผู้ใหญ่ที่มีผู้เคารพนับถือมากรูปหนึ่งมาเป็นประมุขสงฆ์อยู่ด้วย ท่านรูปนั้นคือ พระไตรสรณธัช ในขณะที่ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลมหาเสนานุรักษ์ ทรงพิจารณา หาวัดที่สมควรแก่การบูรณะและสถาปนาอยู่นั้น พระองค์ก็ได้ทรงตระหนักในความสำคัญเกี่ยวกับ วัดบวรมงคลว่า วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ มีบริเวณกว้างขวางพอจะขยับขยายออกไปได้สะดวก ขณะนี้วัดนี้มีพระสงฆ์รามัญอยู่มาก และมีพระผู้ใหญ่เป็นประธานสงฆ์อยู่ด้วย สมควรจะบูรณะขึ้นให้เป็นวัดส่วนกลางสำหรับพระสงฆ์รามัญนิกาย เพื่อที่จะเป็นการสะดวกในการติดต่อประสานงานด้านการปกครองคณะสงฆ์ต่อไปอีกประการหนึ่งด้วย

ต่อมาก็มาพูดถึง...โรงเรียนวัดลิงขบ...กันต่อนะครับ...

โรงเรียนวัดลิงขบ เป็นชื่อโรงเรียนเดิมของโรงเรียนวัดบวรมงคล เป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาประเภทสหศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งอยู่เลขที่ 1121 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 46 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร 10700 ตั้งอยู่ในเขตพุทธาวาสของวัดบวรมงคล เนื้อที่ 9 ไร่ 3 งาน ทิศเหนือ ติดต่อกับ โรงเรียนทิวไผ่งาม ทิศใต้ ติดต่อกับ ชุมชนวัดบวรมงคล ทิศตะวันออก ติดต่อกับ วัดบวรมงคลริมแม่น้ำเจ้าพระยา และทิศตะวันตก ติดต่อกับชุมชนและมีทางออกสู่ถนนจรัญสนิทวงศ์ ซอย 46 พูดง่ายๆคืออยู่ระหว่างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้ากับสะพานกรุงธน นั่นเอง

วัดบวรมงคลนั้นแต่เดิมคือ วัดลิงขบ ชื่อนี้มีคำเล่าลือต่อๆกันมาว่า ลุงขบ เป็นผู้สร้าง ลุงขบเป็นผู้มีถิ่นฐานมั่นคงอยู่ในบริเวณแถวนี้ และมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงสร้างวัดนี้ถวายเป็นสังฆาราม ชาวบ้านนิยมนับถือลุงขบมาก จึงเรียกว่า " วัดลุงขบ "มาก่อน แต่ต่อมาภาษาได้กร่อนไป จึงกลายเป็น วัดลิงขบ

นามวัดที่เปลี่ยนจาก วัดลิงขบ มาเป็น วัดบวรมงคล นั้น ปรากฏตามบันทึกเรื่องราวของวัดบวรมงคลว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ทรงพระราชทานนามใหม่ให้ และได้ทรงสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเป็นครั้งแรก แต่ยังไม่มีผู้นิยม ยังคงเรียกกันติดปากว่าวัดลิงขบในสมัยนั้น ครั้นต่อมาในรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ กรมขุนธิเบศร์บวร ปฏิสังขรณ์วัดอีกครั้งหนึ่ง แล้วพระราชทานนามใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า "วัดบวรมงคลราชวรวิหาร" คนจึงเริ่มนิยมเรียกวัดบวรมงคล แทนวัดลิงขบมาตั้งแต่นั้น

สำหรับโรงเรียนวัดบวรมงคล หรือโรงเรียนวัดลิงขบ เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2498 ในเขตธรณีสงฆ์ของวัดบวรมงคล ด้านทิศตะวันตก ผู้ก่อตั้งโรงเรียน คือ ท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ อดีตรองเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล แต่การก่อสร้างอาคารเรียนไม่สามารถสร้างให้เสร็จทันเพื่อใช้เรียนในวันที่ 1 พฤษภาคม 2498 จึงต้องอาศัยระเบียงพระอุโบสถวัดบวรมงคล เป็นที่เรียนชั่วคราว จนวันที่ 1 มิถุนายน 2498 อาคารเรียนจึงสร้างเสร็จเป็นอาคารไม้สองชั้น

ปัจจุบัน โรงเรียนวัดบวรมงคล มีอาคารเรียน 2 หลัง มีอาคารอเนกประสงค์ 1 หลัง สอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่1 จนถึงชั้นมัธยมปีที่6 มีทั้งหมด 34 ห้อง มีนักเรียนชายหญิงรวมกัน 1058 คน และมีอาจารย์กับบุคลากรรวมกัน 60 คน

วิสัยทัศน์ของโรงเรียนมีว่า "รูปลักษณ์งามสง่า วาจางามเสนาะ ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่เป็นทาสยาเสพติด" และคติธรรมประจำโรงเรียนมีว่า "พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นมงคลอันประเสริฐยิ่ง"

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ลิลิตทักษาพยากรณ์ พระนิพนธ์ในสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี


ช่วงนี้ที่ มอ. จัดงานสัปดาห์หนังสือเลยได้มีโอกาสไปตระเวนล่าหนังสือเก่าในราคาประหยัดแต่คุ้มด้วยคุณค่า หนึ่งในจำนวนหนังสือที่ตกมาอยู่ในความครอบครองของผมก็คือ “หนังสือลิลิตทักษาพยากรณ์ พระนิพนธ์ใน สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี” ซึ่งทางหอสมุดแห่งชาติมีต้นฉบับเป็นสมุดไทยขาวและสมุดไทยดำ ต่อมาหลวงอรรถวาทีธรรมประวรรต (วิเชียร จันทร์หอม)ซึ่งเป็นผู้สนใจในวิชาโหราศาสตร์ได้มาขออนุญาตคัดลอกเพื่อนำไปชำระสอบทานกับฉบับที่ท่านมีไว้ในครอบครองและได้ทำคำอธิบายเฉลิมลิลิตเพิ่มเติม แล้วจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑

ลิลิตเล่มนี้เป็นหนังสือที่พรรณนาหลักวิชาพยากรณ์ตามคัมภีร์ทักษาพยากรณ์ ท่านผู้ลิลิตได้พยายามร้อยกรองหลักวิชาและคำพยากรณ์ตามต้นตำรับทักษาพยากรณ์เดิม

ในลิลิตนี้จำแนกตามส่วนแห่งการพยากรณ์ออกเป็น ๓ ส่วนดังนี้

๑. นามชาติทักษา ซึ่งกล่าวถึงการพยากรณ์ชาติกำเนิด เรียกชาติทักษาอย่างหนึ่ง และกล่าวถึงนามคือ อันดับที่เท่าใดแห่งหญิงและชายที่เกิดร่วมครรภ์มารดาและบิดาเดียวกัน กับนามคือชื่อที่แต่งตั้งให้แก่บุคคล เรียกนามทักษาอีกอย่างหนึ่ง

ตัวอย่างคำประพันธ์เช่น นามอันเกิดแต่กรรมฝ่ายชาย

“.............เขาหากปันชื่ออ้าย และจึงได้นามหนึ่ง ผู้ซึ่งเรียงรองมา รับฉายาชื่อญี่ ได้นามที่ส่วนสอง ผู้รองสองชื่อสาม ได้นามสามที่นั้น ผู้หลั่นสามชื่อไส ก็ได้ในนามสี่ ถัดที่สี่ชื่องัว ได้นามชัวที่ห้า ถัดท่าห้าชื่อหก ได้นามหกซิหนา ผู้ถัดว่าชื่อเจ็ด ได้นาเขบ็จเจ็ดเล่า ผู้ต่อเข้าชื่อแปด เป็นนามแปดดั่งนั้น ผู้เรียงหั้นแห่งเก้า กลับเข้าเป็นหนึ่ง ผู้เกิดขึ้นเป็นสิบ หยิบเอาเป็นนามหนึ่ง สิ้นซินะ...”

๒.ประวัติทักษา กล่าวถึงการพยากรณ์ปัจจุบัน คือทำนายเหตุการณ์ตามความหมุนเวียน หรือการโคจรของดาวเคราะห์ภายหลังกำเนิด (เรียก “ปัจจุบันทักษา”ก็มี)

ตัวอย่างคำประพันธ์ เช่น

“...............ผิจะกล่าวกลวิธีใด โดยคดีโหรทั้งหลาย ทักทายทุกข์สุขลาภ เป็นสุภาพพิปริต ในทิศทักษา ภูมิพยากรณัง จึงให้ตั้งชีพโหรา เอานพาภูมิหาร เศษนับวารเกิดก็ดี หนึ่งนับปีเกิดก็ได้ ให้นับไปแต่นั้นมา เวียนวงขวาทักษิณวัฏฏ์ ถัดอิสานลัดเข้าไป ภูมิในแต้มตากลาง ล่วงออกทางบูรพาทิศ สิ้นเสร็จกิจกาไว้ ภูมินั้นไซร้ที่หมาย ทายโทษทุกข์สุขา ในตีนกานั้นก่อน .............”

๓.จุกทักษา กล่าวถึงลักษณะสงพงศ์ซึ่งหญิงชายผู้จะทำการสมรส จะพึงอยู่ร่วมกันดีและไม่ดี

ตัวอย่างคำประพันธ์ เช่น

“ครุฑกับอัช

ครุฑแพะสังวาสชู้.................................ภิรมย์สม

เป็นแต่มัธยม........................................หนึ่งน้อ

ถ้าศรีตนุถม...........................................ทับลัคน์

ก็ประเสริฐเลิศฟ้อ.................................เฟื่องฟุ้งบำรุงสมาน”

มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีแถมพกให้ว่า พระองค์ทรงมีสมญาว่า “นายโรงระบำ” ดังปรากฏในหนังสือเล่มนี้ว่า

“ทักษาพยากรณ์นี้..............................เรียมรบาย

ระบุขยายสายศิลป์.............................สืบไว้

คือเนาว์สุวรรณ์นาย...........................โรงระบำ...นี้ฤๅ

พิทักษมนตรีไซร้...............................เสด็จฟ้ากรมหลวง”

เนื่องจาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องใดแล้ว พระราชทานไปให้สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีคิดวิธีรำนำบท บางทีบทใดรำขัดข้องต้องแก้บทเข้าหาวิธีรำก็มี สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นผู้คิดท่ารำให้เข้ากับบท กล่าวกันว่า เอาพระฉายมาตั้งและทรงประดิษฐ์ท่ารำโดยกระบวนที่ดูเงาในพระฉาย เมื่อยังมีละครข้างใน แม้ในสมัยรัชกาลที่๔-๕ เวลาไหว้ครูละครก็ยังนบไหว้ออกพระนามพระองค์ไว้ด้วย

ผลงานอีกชิ้นที่ยังฝากฝีมือไว้ในแผ่นดินและเราคงผ่านสายตาเมื่อคราวงานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คือ เกรินบันไดนาคอันเป็นเครื่องชะลอพระโกศขึ้นบนพระมหาพิชัยราชรถ พระองค์ก็ทรงเป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นมานั่นเอง

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช : บุคคลที่มีรูปร่างต้องตามพุทธลักษณะมากที่สุด


ตามที่ท่านได้ทราบกันอยู่แล้วว่า ในหนังสือหลายเล่มได้กล่าวถึงพระสัญญาวิปลาสของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นเนื่องด้วยความสนพระทัยในวิชากรรมฐาน แต่เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)แล้ว ปรากฏว่ามีการบันทึกเกี่ยวกับพระสรีระของพระองค์ว่าต้องตามพุทธลักษณะหลายประการดังความว่า

“...................แล้วตรัสประภาษถึงพระกรรมฐานว่า พระนาภีพระองค์นั้นแข็งไป กระแหมบมิเข้าผิดกับสามัญโลกทั้งปวง อัศจรรย์นี้ต้องด้วยพระบาลีในพระกรรมฐาน

แล้วตรัสถามพระราชาคณะด้วยพระรูปพระลักษณะ ทรงพระฉายดูเห็นพระปริมณฑลฉะนี้ จะต้องด้วยพระบาลีว่าอย่างไร พระราชาคณะถวายพระพรว่า พระบาลีพระลักษณะสมเด็จพระพุทธเจ้า พระรูปนั้นเปรียบประดุจต้นไทร ปริมณฑลมิได้สูงต่ำมิได้ยาวสั้น มีพระลักษณะหนา ๗ ประการ คือ พระกรขวาหนึ่งซ้ายหนึ่ง พระบาทขวาหนึ่งซ้ายหนึ่ง พระอังสาขวาหนึ่งซ้ายหนึ่ง พระอุระหนึ่ง เป็น ๗ ประการด้วยกัน จึงทรงพระกรุณาให้หล่อพระพุทธรูปจงต้องด้วยพระพุทธลักษณะให้พระสังฆราชเอาพระบาลีออกมากางให้ช่างทำ

อนึ่งพระสังฆราชแปลพระบาลีพระพุทธลักษณะถวาย พระลักษณะใหญ่ ๓๒ ประการ พระลักษณะอย่างน้อย ๘๐ ประการ จึงทรงดูในพระองค์ต้องด้วยพุทธลักษณะ คือสูญเท่าวาของพระองค์สิ่งหนึ่ง มีเส้นพระอุณาโลมหว่างพระโขนงขาวอยู่เส้นหนึ่ง พระนาภีเวียนขวาเป็นทักษิณาวรรต ๑ แลพระปฤษฎางค์ใหญ่ ๑ ฝ่าพระหัตถ์ ฝ่าพระบาท พระพาหา พระอุระหนาทั้งเจ็ดประการ ก็ต้องด้วยพระพุทธลักษณะทั้งเจ็ดสิ่ง และพระปรางหนาอิ่มเป็นปริมณฑล ๑ เมื่ออ่านพระบาลีและชันสูตรพระองค์ไปทุกประการ ก็ต้องด้วยพระพุทธลักษณะ ๑๒ สิ่ง ที่ไม่ต้องก็ทรงบอกว่าไม่ต้อง.......”

และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระองค์เข้าพระทัยว่าตนเองนั้นบรรลุพระโสดาบันได้ แต่ไม่มีใครทราบความจริงนี้ได้หรอกว่า แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร