ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม...ที่นี่

Custom Search
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนไทยในปัจจุบัน

"เป็นนักเรียนแค่สวมเครื่องแบบ โดดโรงเรียนแล้วก็แอบไปมั่วบ้านเพื่อน แชเชือนการศึกษา ต้มน้ำท่อมนานายาเสพติด ชีวิตคิดแต่สบาย มั่วหญิงชายขายตัว ไม่มีเมียไม่มีผัวเป็นเรื่องใหญ่ อาศัยบารมีโคตรเหง้าเบ่ง เก่งได้เพราะกูเกิ้ล เพลิดเพลินไอดอลเกาหลี เหยียดหยามวิถีไทย ทำดีเป็นเรื่องน่าอาย ทำชั่วฉิบหายเป็นความภาคภูมิใจ ได้แวนซ์แล้วกูหรอย เปลี่ยนสกอยซ์เหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นตุ๊กตาบาร์บี้ในบ้าน เป็นอันธพาลในสังคม แต่งตัวโชว์เนื้อนมไข่ ไวไฟเรื่องเซ็กส์ หนังเอกซ์คือการ์ตูน การพนันคือกีฬา บุหรี่กัญชาคือขนมหวาน ความร่านคืองานหลัก ความรักคืองานรอง ถ้าเผลอท้องก็รีดออก ถ้ารีดไม่ออกก็ฝากพ่อแม่ ย่ำแย่สัมมาคารวะ ยึดคติตามสเตตัสพ่อแม่จ้างให้มาเรียน"

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ผลการทำประชาพิจารณ์เรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับถนนสายวัฒนธรรม "ตะกั่วป่า เมืองเก่า เล่าความหลัง"


สามครูสาวโรงเรียนบ้านศรีมาเที่ยวถนนสายวัฒนธรรมเป็นประจำ ฮิ....ฮิ......


ฝรั่งให้ความสนใจการสีข้าวแบบโบราณของชาวตะกั่วป่าด้วย..........


บ้านบางลานส่งกิจกรรมการกวนกาละแมแบบโบราณมาให้ชมกันในงานและสามารถรอซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากได้



ร้านขายสินค้าโบราณย้อนยุคไปสมัยเป็นเด็กนักเรียน........ต้องมาชมกันเอง........


ขอสัมภาษณ์หน่อยนะครับ........จะเก็บไปเป็นข้อมูลโครงงาน..............


อ.สมพิศ คลี่ขยายตอบแบบสอบถามอย่างตั้งใจ..........ขอบคุณมากครับ..............


คาราวานรถโบราณ.............มาชมกันได้ทุกวันอาทิตย์ครับ....................

แบบนั้ที่ตะกั่วป่าก็มีกับเค้าด้วยนะ............................

ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับกิจกรรมถนนสายวัฒนธรรม "ตะกั่วป่า เมืองเก่า เล่าความหลัง" จากผู้ตอบแบบสอบถาม 120 คน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2553 โดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลบ้านศรีตะกั่วป่า สรุปได้ดังนี้

ความรู้สึกเมื่อได้มาเยือนตะกั่วป่า

- มีความเป็นไทยมาก

- อยากให้มีทุกวัน

- ได้ย้อนอดีตเมืองตะกั่วป่า

- อยากให้มีการฟื้นฟูวัฒนธรรมเก่าๆ

- อบอุ่น

- คิดถึงของเก่าสมัยเด็กๆ

- จัดงานได้ดี เป็นที่น่าเที่ยว

- ได้เห็นสิ่งต่างๆที่เด็กรุ่นใหม่ไม่เคยเห็น

- ความมีน้ำใจ / ความเป็นกันเอง

- ชอบอาคารโบราณ

สิ่งที่ต้องการให้มีในถนนสายวัฒนธรรม "ตะกั่วป่า เมืองเก่า เล่าความหลัง"

- จัดซุ้มนิทรรศการให้มากกว่านี้

- เพิ่มกิจกรรมการแสดงวัฒนธรรมภาคใต้

- เปิดโอกาสให้เยาวชนมีที่แสดงออกมากกว่านี้

- การละเล่นเด็กไทย / การละเล่นพื้นบ้าน

- ของฝาก / ขนมโบราณ

- เปิดเพลงชาตให้คนยืนตรงเคารพธงชาติตอน 6 โมงเย็น เพื่อเป็นการแสดงความรักชาติ

- การแสดงย้อนรอยประวัติเมืองตะกั่วป่า

- การประกวดแต่งกายย้อนยุค

- การแสดงโขน

- การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น

- ปรับปรุงทัศนียภาพกำแพงเมืองให้น่าชมกว่านี้

- ประกวดการทำขนม

- จัดแสดงโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับเมืองตะกั่วป่าให้มากกว่านี้

- อยากให้พ่อค้า/แม่ค้าแต่งกายย้อนยุค

- ทำที่จอดรถให้เป็นระเบียบ

- การแสดงมายากล

- ต้องการให้มีร้านค้ายาวไปถึงวัดหัวสะพาน

- ขยายเวลาเป็นศุกร์-อาทิตย์

- มีคูปองจับรางวัลชิงโชคแก่ผู้มาเที่ยวทุกสัปดาห์

- ประกวดภาพถ่ายเก่าเมืองตะกั่วป่า

- การแสดงดนตรีไทย

- สนับสนุนสื่อการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

- เน้นอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุธรรมชาติ งดใช้โฟม

- มีที่นั่งพักบริการเป็นจุดๆ

( ทั้งหมดเป็นการสำรวจเพียงกลุ่มเล็กๆ หากใครมีข้อแนะนำอะไรดีๆก็ฝากช่วยบอกเรามาด้วยนะครับ จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง)

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

นี่หรือคือความคิดของนักเรียนที่มีต่อครู (อนาจเหลือเกิน)



วันหนึ่งเรานั่งกินข้าวในโรงอาหาร เราได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองมาจากข้างหลัง เราก็เงี่ยหูฟัง ผลปรากฏเป็นชื่อตัวเองจริงๆด้วย เด็กที่เราสอนกำลังนั่ง "ด่า" เราอยู่ เค้าคงไม่เห็นเรา เพราะเสาบังเราอยู่

เด็ก A: เชี่ย กรูเข้าสายแค่นี้ แมร่งต้องเรียกกรูไปถามว่ากรูไปไหนมา เสรือกเรื่องของกรูจริงๆ

เด็ก B: นั่นดิ แมร่ง ก็มาสอน เงินที่ได้แมร่งก็เงินพ่อแม่พวกเราน่ะแหละ

เด็ก A: กรูก็ว่างั้นแหละ แต่นั่นแหละ สอนแค่นี้ แมร่งไม่ได้ลงทุนเลย เดินเข้ามา สอนๆแล้วก็ไป แมร่ง ค่าไฟ ค่าตึก ค่าเทอม ก็พ่อกรูจ่ายทั้งนั้น

เด็ก B: ช่างแมร่งเหอะมรึง ถ้ามันเก่งจริง มันไปทำงานอย่างอื่นแล้ว ไม่มาเป็นอาจารย์กินเงินพวกเราไปวันๆหรอก


โห กินๆข้าวอยู่ อิ่มเลยค่ะ เราเลยลุกขึ้นไปยืนตรงโต๊ะเค้า ทั้งโต๊ะเงียบกริบ เราก็มองเค้าเฉยๆเลยค่ะ เสียใจมั้ยเ เสียใจนะ แต่ก็ได้แต่มองเฉยๆนั่นแหละ เด็กเค้าก็ตกใจ มองเราแล้วก็อึ้งๆ เราก็เลยบอกไปว่า

"หากคุณเป็นคนอื่น แล้วมาดูถูกครูอย่างนี้ เราคงต้องพังกันไปข้างนึง แต่นี่คุณเป็นลูกศิษย์ ครูเลยบอกให้ทราบเฉยๆว่า อย่าพูดถึงอาจารย์คนไหนของคุณอย่างนี้อีก"


จุกเลยค่ะ กับคำพูดของคนแค่สองคน แต่ทำเอาเราจุกไปเป็นวันๆเลยค่ะ เพราะเรารู้สึกว่าเราเต็มที่กับการสอนนะ เด็กมีปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือเต็มที่เท่าที่เราจะมีแรงและกำลังทำได้ แต่โดนคนที่เราเรียกไปตักเตือนเพราะเข้าเรียนสายบ่อยๆด่าเอาแบบนี้


ปล. เราสอนมหาวิทยาลัยค่ะ เฮ้ออออ

ปล. ได้มาจากการอ่านกระทู้ในพันธุ์ทิพย์ดอทคอม อนาจจริงๆครับ

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

"ทำอย่างไร ไม่ให้สะเพร่าเวลาทำข้อสอบ"


1.เวลาทำข้อสอบให้เขียนชื่อ-สกุล ชั้น ให้เรียบร้อย


2.ตรวจดูข้อสอบว่ามีครบทุกข้อหรือเปล่า (เช่น ข้อ1 ข้อ2 ข้อ4) ถ้าขาดหายไปให้รีบแจ้งอาจารย์ทันที


3.อ่านโจทย์อย่างน้อย 2 ครั้ง แล้วจึงตอบ (ตีโจทย์ให้เข้าใจก่อน)


4.ถ้าข้อไหนคิดไม่ออก ให้ข้ามไปทำข้อต่อไปทันที พอเสร็จจึงกลับมาทำข้อที่เหลือเพื่อไม่ให้เสียเวลา


5.ตรวจดูว่าเราใส่คำตอบตรงตามข้อหรือเปล่า ถ้าเป็นกระดาษคำตอบ ให้ตรวจว่าคำตอบตรงกับคำถามหรือเปล่า

6.ถ้าใกล้หมดชั่วโมง ให้รีบตอบให้หมดทุกข้อ ห้ามเว้นไว้ เพราะบางทีอาจจะถูก แต่ถ้าเว้นไม่ก็ไม่มีโอกาสได้คะแนน


7.การอ่านทบทวนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากทำข้อสอบแล้วไม่ทบทวน จะมีโอกาสถูกแค่ 80%


8.เวลาอ่านหนังสือ ไม่ควรอ่านหลายวิชาพร้อมๆกัน เพราะอาจงงเวลาสอบได้


9.ความเป็นระเบียบเวลาทำข้อสอบอัตนัย (บรรยาย)เราต้องเขียนให้เป็นระเบียบเพื่อจะได้อ่านง่าย และมีโอกาสถูกเพิ่มขึ้นถึง 5%


10.วิธีสุดท้ายนี้ได้มาจากอาจารย์ คือ เวลาทำข้อสอบต้องมั่นใจให้ได้ 50% ขึ้นไป เช่น ข้อสอบ 100 ข้อ ต้องมั่นใจว่าถูกกว่า 50 ข้อ แค่นี้ก็ไม่ตกแล้ว

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "ความมั่นใจ"

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คุณสมบัติของครู ๒๕ ประการ จากหนังสือ “มิลินทปัญหา”


จากข่าวคราวในแวดวงการศึกษาและเหตุการณ์ปฏิรูปการศึกษารอบที่สองตามที่ ฯพณฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เกริ่นนำเกี่ยวกับแวดวงการศึกษาหลังจากที่รับนโยบายจากท่านนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเมื่อได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนั้น เผอิญได้อ่านหนังสือ “มิลินทปัญหา”แล้วประทับใจกับเรื่อง “อาจาริยคุณมี ๒๕ ประการ” แม้ว่าโลกจะหมุนเร็วไปแค่ไหน แต่คุณสมบัติ ๒๕ ประการนี้ยังคงยึดเป็นแนวทางได้สำหรับคนเป็น “ครู”

“อาจาริยคุณมี ๒๕ ประการ” มีดังนี้

๑.อาจารย์อุปถัมภ์แก่ศิษย์ รักศิษย์เป็นนิจเนื่องไป

๒.อาจารย์รู้ว่าศิษย์นี้ควรจะคบหาไว้และคบหาไว้มิได้

๓.รู้ว่าศิษย์ประมาทและมิได้ประมาท

๔.รู้ว่าโอกาสแห่งศิษย์จะนอน

๕.รู้ว่าศิษย์เจ็บไข้

๖.รู้ดูเอาใจใส่ว่าศิษย์คนนั้นได้โภชนะอาหารแล้ว ศิษย์คนนี้ยังไม่ได้ซึ่งอาหาร

๗.อาจารย์รู้คุณวิเศษ

๘.อาจารย์พึงแจกส่วนอาหารให้ศิษย์

๙.อาจารย์พึงเล้าโลมศิษย์ว่าอย่ากลัว

๑๐.อาจารย์รู้ซึ่งจะสอนศิษย์ว่าบุคคลผู้นี้จำเริญ ประพฤติอย่างนี้ ควรที่ท่านจะประพฤติต่อไป

๑๑.อาจารย์รู้คามอุปจาร

๑๒.อาจารย์รู้คุณวิหารอุปจาร

๑๓.อาจารย์มิให้ศิษย์เล่นและหัวเราะเล่น

๑๔.อาจารย์เห็นว่าศิษย์เป็นโทษห้ามเสียซึ่งโทษอดโทษศิษย์

๑๕.มีปรกติอ่อนน้อมต่อศิษย์

๑๖.มีปรกติตักเตือนมิให้ขาดจากเล่าเรียน

๑๗.มิได้กระทำกำบังไว้ซึ่งอรรถอันลับแก่ศิษย์

๑๘.อาจารย์พึงคิดว่าจะให้ศิษย์รู้ศิลปศาสตร์

๑๙.อาจารย์พึงคิดว่าจะมิให้ศิษย์เสื่อมจากศิลปศาสตร์ อุปถัมภ์ใจศิษย์ให้ศิษย์มีจิตจำเริญ

๒๐.อาจารย์พึงคิดอุปถัมภ์ศิษย์ว่าอาตมาจะกระทำศิษย์นี้ ให้ศิษย์ศึกษาเล่าเรียนวิชานี้

๒๑.อาจารย์พึงตั้งจิตเมตตาต่อศิษย์

๒๒.อาจารย์มิได้ทิ้งศิษย์

๒๓.อาจารย์มิได้ทิ้งศิษย์เมื่ออันตรายมาถึง

๒๔.อาจารย์มิได้ประมาทในกิริยาอันควรจะกระทำแก่ศิษย์

๒๕.ธรรมที่ศิษย์เรียนเคลื่อนคลาดไป อาจารย์พึงยกขึ้นบอกให้

(อ้างอิงจากหนังสือมิลินทปัญหา หัวข้อ เมณฑกปัญหา)

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

สิบนิสัยดีๆที่ควรสอนลูก


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 มกราคม 2552 20:16 น.


การฝึกเด็กๆให้มีทัศนคติและอุปนิสัยในการใช้ชีวิตให้ถูกต้องทั้งเรื่องการเข้าสังคมและหัดดูแลสุขภาพตั้งแต่อายุน้อยๆจะทำให้สิ่งเหล่านี้ติดตัวเขาไปเป็นกำไรตลอดชีวิต และเหล่านี้คือเรื่องสำคัญที่ควรสอนให้เด็กๆปฎิบัติเป็นอุปนิสัย


1. สั่งน้ำมูกให้หมด ยิ่งสอนให้เด็กๆสั่งน้ำมูกเป็นเร็วเท่าไหร่ก็จะลดปัญหาสุขภาพของเขาได้มากเท่านั้น เพราะจมูกที่คั่งด้วยน้ำมูกก็จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหูและโรคอื่นๆอีกมาก วิธีสอน หัดให้เด็กพ่นลมแรงๆออกจากปากก่อนในขั้นแรกเหมือนที่เล่นเป่าหมอกจากกระจก จากนั้นให้เขาพ่นลมแบบนั้นออกจากจมูกแต่ละข้างทีละครั้ง ไม่ช้าเขาก็ทำได้เอง


2. บริโภคอาหารเช้าทุกวัน มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดเพราะจะช่วยให้เด็กๆคิดและเรียนดีขึ้น วิธีสอน คิดเมนูอาหารเช้าแปลกๆใหม่ๆให้เด็กได้สนุกกับมันแทนที่จะจำเจ ลองเปลี่ยนแซนวิชแฮมที่เคยกินเป็นประจำเป็นกล้วยปั่นกั
บโยเกิร์ตบ้างก็ได้


3. ปกป้องผิวตนเอง ผู้เป็นมะเร็งผิวหนังส่วนใหญ่มักเกิดจากการตากแดดสะสมตั้งแต่วัยเยาว์ สอนให้เด็กๆรู้เรื่องนี้และทาครีมกันแดดก่อนทุกครั้ง วิธีสอน ชวนเขาเล่นทาครีมกันแดดด้วยกันหรือพกใส่กระเป๋าเด็กๆไว้ให้หยิบง่ายๆ


4. ขยับร่างกายกำลังบ้าง เด็กเดี๋ยวนี้มักชอบนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือดูโทรทัศน์นานๆโดยไม่ขยับไปไหนๆทำให้เจ็บป่วยบ่อยๆ ควรให้เขามีกิจกรรมด้านอื่นๆบ้าง วิธีสอน เลือกของเล่นที่ต้องใช้การออกกำลังเช่น จักรยาน บาสเกตบอล ปิงปอง ฯลฯ และสมาชิกในบ้านก็ควรร่วมเล่นกับเขาด้วย


5. ดูแลสุขภาพฟันของตน สอนเด็กๆว่าการไม่แปรงฟันหรือปล่อยให้ฟันผุจะมีโรคร้ายอื่นๆตามมา วิธีสอน ช่วยวัย 3-5 ขวบเป็นวัยค้นคว้าและเรียนรู้ สอนให้เขาหัดแปรงฟันให้ถูกต้องและพาไปซื้อแปรงสีฟันแบบที่เขาชอบเพื่อกระตุ้นให้เขาอยากแปรงฟันมากขึ้น


6. ปิดปากและล้างมือเมื่อจาม มีเชื้อโรคหลายชนิดที่อยู่ในน้ำลายเวลาไอหรือจามออกมา เช่น เชื้อหวัด เชื้อโรคหัด โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ วิธีสอน บอกเด็กๆให้ปิดปากเวลาไอหรือจาม และล้างมือทุกครั้งหลังไอหรือจามเพื่อกันการถ่ายโอนเชื้อจากหน้าสู่มือและไปยังคนอื่นๆด้วย


7. สู้เพื่อทำดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อเป็นคนเก่งที่สุด ในโลกการแข่งขันและความกดดันที่ไร้เหตุผล ไม่มีใครจะได้ทุกอย่างที่ตนต้องการ ให้เด็กๆได้รู้ว่าเขาได้ใช้ความชำนาญทำทุกอย่างเต็มที่ นั่นคือความภูมิใจไม่ใช่ที่ผลตัดสินจากคนอื่น วิธีสอน อย่าชมเชยกับผลของรางวัลมากเกินไปแต่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการและผลของความพยายามของเขาแทน


8. รู้จักบริโภคอาหารที่มีคุณค่า อย่าให้เด็กติดอาหารขยะเป็นนิสัย ทำให้เป็นโรคอ้วนและเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเมื่อโตขึ้น วิธีสอน หาอาหารว่างที่มีประโยชน์เช่นผลไม้หรือขนมทำเองที่มีส่วนผสมที่ดี แต่อย่าสอนให้เด็กบริโภคขนมเป็นประจำจนติดนิสัย


9. เข้าห้องน้ำทุกเช้า เด็กควรถูกฝักหัดเรื่องกิจวัตรการขับถ่ายประจำวัน แพทย์ระบุว่าอาการเตือนเกี่ยวกับระบบขับถ่ายของร่างกายจะเกิดขึ้นมากที่สุดคือช่วงหลังอาหารเช้า และเด็กๆควรจะได้มีเวลาเข้าห้องน้ำในช่วงนั้น วิธีสอน หัดให้เด็กตื่นเร็วขึ้นอีกเล็กน้อยโดยเปลี่ยนเวลาการนอนเพื่อนอนามัยที่ดีของเขา


10. ควบคุมความโกรธ ไม่ว่าจะเป็นอาการเกรี้ยวกราดหรือการแสดงสีหน้าอารมณ์แทนที่จะระเบิดมันออกมา เพื่อให้เด็กได้มีเกราะป้องกันตัวและหัดประนีประนอมกับชีวิตได้ในวันข้างหน้าเมื่อพบกับเหตุการณ์คับขัน วิธีสอน บอกเด็กๆว่า อารมณ์เหล่านั้นเป็นเพียงสัญญาณอย่างหนึ่งที่ต้องพิจารณาให้ปล่อยออกมาในระดับที่เหมาะสมหรืออาจละทิ้งไปไม่คิดถึงมันก็ได้


เรื่องของการดูแลเด็กๆก็เหมือนการปลูกต้นไม้ หากผู้ใหญ่สนใจหมั่นตัดแต่งและให้ในสิ่งที่เหมาะสม ต้นไม้สุดรักของเราก็เติบโตงดงามแข็งแรง มาสร้างนิสัยดีๆในการใช้ชีวิตให้เด็กๆตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่เป็นผลกำไรของตัวเขาเอง


ขอบขอบคุณข้อมูลจาก สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

การ์ตูนโป๊ : ภัยมืดในความบันเทิงของเด็กและเยาวชน

หนังสือการ์ตูน ถือว่าเป็นความบันเทิงที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นเรื่องที่เด็กๆดูกันเพื่อความสนุกสนานและเพื่อความบันเทิง แต่ท่านจะทราบหรือไม่ว่า หนังสือการ์ตูนในมือบุตรหลานของท่านนั้นอาจจะมีกลิ่นคาวของเรื่องเซ็กส์แฝงอยู่ก็เป็นได้

ในยุคการ์ตูนตาหวาน ฉากที่เด็กจะพลิกหากันมากที่สุดก็คือ ฉากจูบ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปหนังสือการ์ตูนได้พัฒนาฉากเลิฟซีนให้เร่าร้อนมากขึ้นกว่าเดิมเช่นเดียวกับละครหรือภาพยนตร์หลายเรื่องที่ใช้ฉากเลิฟซีนดุเดือดเป็นจุดขาย บางเรื่องเรียกได้เลยว่าแทบจะเป็นหนังเรทเอ็กซ์เลยก็ว่าได้ (แค่ไม่เห็นภาพการสอดใส่อวัยวะเพศเท่านั้นเอง)

สมัยเรียนชั้นมัธยมก็เคยผ่านตาสำหรับการ์ตูนประเภทนี้มาบ้าง แทบจะดูไม่ออกเลยว่าภาพหน้าปกบางเล่มไม่ได้ส่อไปในเรื่องเพศได้เลย แต่เมื่อเปิดดูข้างในแล้วแทบจะสดุดีคนเขียนจริงๆว่า ช่างวาดได้กระตุ้นต่อมเสียวจริงๆ มีให้เลือกตั้งแต่มีเซ็นเซอร์ประเภท ผ่าง! อ้า! โอ้ว! ซี้ด! บ๊วบ! ทับอยู่บนภาพแสดงอวัยวะเพศ หลายคนในยุคนั้นตั้งชื่อว่า “หนังสือซี้ด...อ้า...” หรือบางเล่มหากรู้จักแหล่งซื้อขายก็มีชนิดแท่งเป็นแท่ง เนินเป็นเนิน แบบสามตัวตรงไม่มีโต๊ด เอาเป็นว่าลืมของจริงไปเลยก็มี มีตั้งแต่เรื่องราวของนักเรียนชาย-หญิงที่นั่งคุยกันอยู่ในห้องเรียนแล้วทำไปทำมาก็นึกสนุกเล่นเสียวกันในห้องเรียน หรือพิสดารชนิดเอาเรื่องราวในเทพนิยายญี่ปุ่นมาใส่ฉากเล่นเสียว เช่นเรื่องของปีศาจจิ้งจอกกับชายหนุ่ม หรือปีศาจหิมะที่หลอกหนุ่มๆไปเล่นเสียวแล้วฆ่าทิ้ง

นอกจากการ์ตูนญี่ปุ่นแล้วปรากฏว่าการ์ตูนไทยก็เริ่มมีเช่นเดียวกัน ในยุคที่การ์ตูนไทยเล่มละหนึ่งบาท-ห้าบาทเริ่มถึงคราวถดถอย ก็มีนักเขียนและบางบริษัทหันมาผลิตการ์ตูนโป๊แบบไทยๆขึ้นมา จำได้เล่มหนึ่งคือ “ควยยมก” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ชายที่มีอวัยวะเพศสองอัน เวลาร่วมเพศก็สอดใส่ทั้งรูหน้าและร่องก้นได้เลยทีเดียว นอกจากนั้นก็เป็นประเภทการ์ตูนที่สร้างมาจากเรื่องแต่งในหนังสือโป๊ทั่วไป


โลกยิ่งพัฒนา สื่อลามกก็พัฒนาตามไปด้วย โดยการขึ้นไปโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มเป็นภาพเคลื่อนไหวดังเช่นที่ผมได้ลองนำมาเสนอเป็นตัวอย่างด้านล่างนี้ (สงสัยบทความนี้ต้องขึ้นตัว “ฉ” หรือ “น” แล้วมั้งนี่ 555555) ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถเสพสื่อประเภทนี้ได้ทางโทรศัพท์มือถือไม่ใช่วิดีโอโป๊แบบสมัยก่อนก็ยิ่งอันตราย ซึ่งผู้ปกครองต้องทำตัวให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาก่อนที่เรื่องไม่ดีไม่งามจะเกิดขึ้นกับบุตรหลานท่านอย่างที่เห็นกันเกร่อตามข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ แถมมีทุกรูปแบบทั้งแบบชาย-หญิง เกย์ เลสเบี้ยน และแบบวิตถารตามความหื่นของจิตใต้สำนึกแต่ละคน

เขียนบทความนี้อาจเป็นเหมือนพวกเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน หลายคนน่าจะรู้มากกว่าผม แต่เผื่อท่านผู้ปกครองท่านใดแวะเข้ามาอ่านบทความนี้ก็ฝากไว้แล้วกันว่า ว่างๆก็ลองไปพลิกๆดูหนังสือการ์ตูนที่บุตรหลานท่านอ่านดูนะครับ บางทีอาจจะไม่ใช่การ์ตูนคลายเครียดแต่เป็นการ์ตูนคลายเงี่ยนก็ได้

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

อนาถการศึกษาไทย : ชีวิต (ครู )ติดตาราง



นับแต่ปฏิรูปการศึกษาไทยเป็นต้นมาเกือบจะครบทศวรรษแล้วนั้น ถามหน่อยสิว่าเราได้สิ่งดีกับสิ่งไม่ดีด้านไหนมากกว่า ใช่ว่าผมเขียนบทความนี้เพื่อจะโจมตีคนในวงการเดียวกัน แต่ทว่าความคิดบ้าๆของพวกนักวิชาการทางการศึกษาที่ได้แต่คิด แต่ไม่ใช่ผู้ปฏิบัตินั้นมันทุเรศเกินกว่าจะรับได้ แล้วคนที่ต้องเดือดร้อนมากที่สุดคือใคร ก็คือ “ครู”ที่ต้องสนองนโยบายขายฝันของพวก “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ”เหล่านั้น บทความนี้จะขอยกตัวอย่างเรื่องของ “ตาราง” หรือ “แบบฟอร์ม” ปัญญาอ่อนนานาชนิดขึ้นมาก่อนนะครับ

เวลาที่ สมศ. เข้าประเมินโรงเรียนเราจะเห็น “จำนวนยกเมฆ ตัวเลขจอมปลอม”มากมายปรากฏขึ้นทั้งที่ในความเป็นจริงเกิดจากการตกแต่งตัวเลขให้วิลิศมาหรากันเองในหมู่ครู

ครูที่มีหน้าที่หลักในการให้ความรู้แก่ศิษย์จึงต้องเอาชีวิตมาติดกับตารางการประเมินและแบบฟอร์มนานาชนิดดังที่ตั้งชื่อบทความไว้ ซึ่งแต่ละโรงเรียนก็คงมีแบบฟอร์มหรือตารางการประเมินปัญญาอ่อนเหล่านี้อยู่ในมือทั้งสิ้น เพราะถ้าเราเช็คตามสภาพจริงก็ไม่ได้เพราะอาจจะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ต่างๆของโรงเรียน ก็เลยต้องปรับแต่งตัวเลข อย่างง่ายๆเช่น เกรดหนึ่งและสองต้องน้อยๆ ให้เกรดสามและสี่มากๆ ทั้งๆที่เด็กบางห้องอย่าว่าแต่เกรดหนึ่งเลย คะแนนไม่ถึงครึ่งหนึ่งก็ยังต้องกัดฟันให้เกรดสอง-สามตามนโยบายของโรงเรียน

และผลสุดท้ายเมื่อนักเรียนไปสมัครเรียนต่อในชั้นที่สูงกว่าก็จะมีคำด่าตามหลังมาว่า “นี่เธอได้เกรดสี่วิชา............มาได้ยังไง ทั้งๆที่อ่านหนังสือไม่ออก คูณหารไม่คล่อง เขียนเอถึงแซดไม่เป็น”เคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้างไหมครับ แถมผู้ปกครองบางคนก็หลงเชื่อและชื่นชมกับ “เกรดยกเมฆ เลขคะแนนตกแต่ง”จนมาตำหนิครู ม.๑ว่า “ลูกฉันตอนประถมเรียนได้เกรดสาม-สี่ ทุกวิชามาตลอด ทำไมพอมาขึ้น ม.๑ ถึงมีแต่เกรด ๑ แถมติดศูนย์อีกตะหากล่ะคะ” รู้บ้างไหมว่าครูประถมถูกครูมัธยมด่าฝากนักเรียนที่คุณเคยสอนมาแล้วทุกปีครับ

ลองคิดดูถึงตัวครูเองสิครับว่าในหนึ่งวันนั้นจะต้องติดอยู่กับตารางอะไรบ้าง

ตารางสอน ( อันนี้จำเป็นต้องติด )
ตารางเวรสวัสดิการประจำวัน เช่น ยืนหน้าประตูโรงเรียน , รักษาความสะอาดบริเวณที่ได้รับมอบหมาย
ตารางสำรวจจำนวนนักเรียนที่มาโรงเรียนสาย
ตารางสำรวจนักเรียนที่ไม่รับประทานอาหารเช้าและเที่ยง
ตารางสำรวจนักเรียนเล็บยาว ,ผมยาว,แต่งกายไม่เรียบร้อย
ตารางตรวจสุขภาพในช่องปาก ว่ามีฟันผุกี่ซี่ ซี่ไหนบ้าง มีคราบหินปูนกี่ซี่ โรคเหงือกกี่คน
ตารางบันทึกพฤติกรรมนักเรียน
ตารางสำรวจนักเรียนแปรงฟันหลังรับประทานอาหารเที่ยง
ตารางประเมินนักเรียนทั้งการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน
ตารางประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (สำรวจแม้กระทั่งการใช้ห้องสุขาของนักเรียน)
ตารางบันทึกจำนวนสถิติการป่วย ลา ขาด ของนักเรียน
ตารางบันทึกการทำความดีของนักเรียน
ตารางบันทึกการอบรมคุณธรรม-จริยธรรม
ตารางบันทึกการทำเวรต่างๆของนักเรียน
ตารางการทำความสะอาดบริเวณโรงเรียนที่รับผิดชอบของนักเรียน
ตาราง/แผนผังแสดงการเดินทาง/ที่ตั้งบ้านที่อยู่อาศัยของนักเรียน
ตารางสำรวจความเป็นอยู่ของครอบครัวนักเรียน เช่น พ่อแม่อยู่ด้วยกัน , พ่อแม่หย่าร้าง , อยู่กับพ่อหรือแม่ , อยู่กับบุคคลอื่น , ฯลฯ
ตารางประเมินต่างๆในการสอน บางครั้งใน ๑ ชั่วโมงครูอาจต้องบันทึกถึง ๓ ตารางเลย เช่น ตารางบันทึกคะแนน , ตารางการประเมินทักษะกระบวนการกลุ่ม , ตารางวัดเจตคติในชั่วโมงนั้นๆตามจุดประสงค์การเรียนรู้
ตารางสำรวจหรือแบบบันทึกอะไรๆอีกสารพัดตามแต่ว่าผู้บริหารหรือนักวิชาการจะคิดได้นับ ๑๐๘ ตาราง

ตารางต่างๆเหล่านี้มีความจำเป็นครับ แต่ท่านคิดว่าครูประจำชั้น ๑-๒ คนจะมีเวลามาสำรวจตามตารางเหล่านี้ครบถ้วนหรือครับ และปัญหาส่วนใหญ่สำหรับตารางเหล่านี้คือ ส่วนเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกันนั่นเอง บางครั้งเราต้องกรอกเนื้อหาเดิมๆลงในตารางที่เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ทำให้ครูต้องเสียเวลาทำงานซ้ำซ้อนกัน และบางตารางมันไร้สาระเสียจนไม่น่าเชื่อว่าเราต้องมาเอาใจใส่ในเรื่องนั้น อย่างเช่น ทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็ต้องมีการเซ็นชื่อ มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพในการทำงานได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น ทั้งที่บางครั้งเป็นแต่ของที่ครูเนรมิตขึ้นมาเองทั้งสิ้น ไม่ใช่จากการทำจริงๆ ในขณะที่ครูบางคนที่เขาปฏิบัติจริงแต่ไม่ได้มีหลักฐานต่างๆเหล่านี้ กลับถูกตำหนิว่า ไม่มีผลงานอะไรที่เป็นหลักฐานอ้างอิงได้เลย

ขอเตือนสติผู้ที่ประกอบอาชีพครูเลยนะครับว่า ที่ผู้ปกครองส่งนักเรียนมาให้อยู่ในความดูแลของเราก็เพื่อ “ต้องการให้ลูกหลานของเขาอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีคุณธรรม สามารถออกไปเป็นประชากรที่มีคุณภาพของสังคมได้ มีอาชีพดีๆทำ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น” เท่านั้นเอง ไม่ใช่ส่งลูกหลานมาช่วยให้ครูทำวิทยฐานะผ่านเพื่อให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือให้ผู้บริหารนำผลงานนักเรียนไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้ได้รับการยกย่องทางวิชาการแต่นักเรียนไร้คุณภาพเดินเพ่นพ่านแบบ “กบในกะลา”เต็มโรงเรียน อย่าไปบ้าจี้ตามมากนะครับ แค่ในทุกวันนี้พ่อพิมพ์แม่พิมพ์ก็ผลิตเยาวชนที่บกพร่องทางสติปัญญาและคุณธรรมออกสู่สังคมมามากเหลือเกินแล้ว หยุดทำร้ายอนาคตของชาติกันเสียที

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยลงเพราะเหตุใด


หนังสือถือว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในสมัยที่การพิมพ์ยังไม่กำเนิดขึ้น คนที่จะมีหนังสือไว้ในครอบครองได้จะรักษาหนังสือยิ่งกว่าชีวิต เพราะหนังสือบางเล่มกว่าจะคัดลอกจากต้นฉบับได้นั้นอาจจะต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตในการแสวงหา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วิชาความรู้ของไทยที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนั้นมีน้อยเมื่อเทียบจากหลักฐานที่ปรากฏการกล่าวอ้างในหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ อีกสาเหตุหนึ่งเนื่องมาจากคนโบราณมักจะเป็นพวกหวงวิชา จนในที่สุดก็ไม่มีผู้สืบทอด
ไม่ต้องเท้าความไปนานเป็นร้อยปีหรอกครับ ลองย้อนไปสักเมื่อยี่สิบปีที่แล้วหากห้องสมุดมีหนังสือใหม่ๆเข้ามาเมื่อใด พวกเราก็มักเป็นต้องรีบไปอ่านหรือยืมมาอ่านที่บ้านกัน เพราะความบันเทิงในยุคนั้นมีน้อย ทีวีหรือถ้าเป็นวันจันทร์-ศุกร์ก็เปิดสถานีราวๆสี่โมงเย็น จำได้ว่าตอนอยู่ชั้นประถมพอโรงเรียนเลิกต้องรีบวิ่งกลับบ้านมาดูหนังจักรๆวงศ์ๆทางช่องสาม เสาร์-อาทิตย์โน่นถึงจะได้ดูทีวีเต็มวัน แต่ถ้าเป็นคืนวันอาทิตย์ก็ไม่ต้องดูอะไรเพราะมีรายการ “สนทนาปัญหาบ้านเมือง” งดละครหลังข่าวครับ เกมเหรออย่างดีก็เป็นเกมตลับจำพวกมาริโออะไรประมาณนั้น ถ้าเล่นที่ร้านก็ชั่วโมงละสิบบาทเหมือนเดี๋ยวนี้นั่นแหละ แต่ในร้านไม่ได้มีอันตรายแอบแฝงแบบร้านเกมสมัยใหม่หรอกครับ
รำลึกความหลังกันเสียยาวเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าในอดีตหนังสือถือเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่งที่เด็กๆเลือก แต่ในปัจจุบันมีสื่อหลากชนิดที่น่าสนใจมากกว่าจึงทำให้หนังสือลดบทบาทของตนเองลงไป แม้ว่าจะมีรายการลดกระหน่ำจนแทบไม่เหลือกำไรแต่จากรายงานก็ยังปรากฏว่าคนไทยยังอ่านหนังสือกันน้อยเช่นเดิม
จากประสบการณ์ตรง ยกตัวอย่างง่ายๆในการสอนวรรณคดีไทยนั้น สมัยก่อนเราจะทราบได้จากการอ่านเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีสื่อหลายประเภทที่สามารถทำให้เด็กรู้วรรณคดีไทยได้ เช่น การ์ตูนเอนิเมชั่น เกมส่งเสริมวรรณคดีไทย “สังข์ทอง”ของเว็บโลกวรรณคดีดอทคอม ยังไม่นับภาพยนตร์ เช่น พระอภัยมณี , ขุนแผน , ไอ้ฟัก จากซีไรท์ “คำพิพากษา” แม้ว่าสื่อเหล่านั้นจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ก็จริงแต่นับว่ายังอ่อนด้อยในด้านความสมจริงและถูกต้องตามบทประพันธ์ ไม่ใกล้ไม่ไกลก็ละครตอนเช้าวันเสาร์-อาทิตย์เรื่อง “สังข์ทอง”ทางช่องเจ็ดอย่างไรล่ะครับ
คงเป็นบทความรณรงค์ให้เยาวชนรักการอ่านทั่วๆไปที่ท่านคงจะอ่านเรื่องราวทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ขอฝากความคิดเห็นนี้ให้ท่านได้ร่วมวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่ม “ร้อยคำหอม”ด้วยนะครับ ลองมาชมคลิปจากภาพยนตร์เรื่อง “ทวิภพ”ดูสิครับ ตอนที่แม่มณีเล่าให้คนในสมัยรัชกาลที่สี่ฟังว่า “คนไทยในยุคปัจจุบันอ่านหนังสือปีละแค่ ๗ บรรทัด”แล้วคนสมัยนั้นย้อนถามว่า “ทำไมรึ หนังสือในยุคสมัยของเจ้ามันอ่านยากขนาดนั้นเชียวหรือ” น่ารักดีแต่แฝงความหดหู่จริงๆครับ

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2551

อุปกรณ์และค่าใช้จ่ายสำหรับครูพันธุ์ใหม่


๑.คอมพิวเตอร์ ๑ ชุด ไว้สำหรับผลิตเอกสารทางวิชาการ ใบงาน ใบความรู้และอีกสารพัด ที่สำคัญเครื่องพรินท์และหมึกต้องเต็มอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะไม่ทันครูคนอื่นเขา เวลาพรินท์งานต้องเป็นภาพสีด้วยนะ ภาพขาว-ดำ เวลาทำผลงานน่ะสวยไม่เท่าเพื่อนหรอก
๒.โน้ตบุ๊ค ๑ เครื่อง ยุคนี้ทุกเวลา สถานที่สามารถเป็นที่ทำงานของคุณได้ อยู่ในห้องพักครูเปล่าๆจะไปรอใช้คอมพิวเตอร์ของโรงเรียนล่ะก็ชาติหน้าตอนบ่ายๆครับ ยิ่งช่วงของการประเมินต่างๆแล้วเหมือนจะตบแย่งเครื่องกันเลย พรินท์งานทีก็มองตาเขียวแล้วอาจจะได้คำพูดว่า “หมึกใกล้จะหมดแล้ว เบิกใหม่ไม่ได้ด้วย”
๓.กระดาษเอสี่ของดับเบิ้ลเอ (เท่านั้น) เพราะสวย มัน เรียบ ไม่เก่าเร็ว กระดาษไม่กลายเป็นสีน้ำตาลเมื่อนานไป (ไม่ได้มาโฆษณานะครับ แต่นำมาจากประสบการณ์ตรง) ซื้อไปเลยครับทีละสามสี่ลังไปเลย เผื่อพิมพ์ผิด กระดาษติด แก้เอกสารหลายรอบ
๔.กล้องถ่ายรูปดิจิทัล จำเป็นมากๆแค่คำสั่งหรือการเขียนอย่างเดียวไม่พอ ใครๆก็พูดได้ แต่ภาพหนึ่งภาพบรรยายได้มากกว่าหนังสือพันคำ ขอให้เลือกมุมกล้องดีๆ หนึ่งภาพอาจสามารถใช้ได้หลายงาน หรือถ้าถ่ายภาพหมู่พยายามให้มีหน้าของตัวเองติดอยู่สักรูปก็เป็นหลักฐานแล้วว่าฉันมาร่วมกิจกรรมจริงๆ ที่เหลือก็แค่นึกคำบรรยายใต้ภาพสวยๆหรูๆหน่อย
๕.แฮนดี้ไดรฟ์ขนาด ๑ กิ๊กขึ้นไป (เดี๋ยวนี้มี ๔ กิ๊กแล้ว) ควรมีคนละ ๒ อัน อันหนึ่งเก็บงานเอกสาร อีกอันเก็บไฟล์ภาพและสื่อมัลติมีเดียต่างๆ หัดสแกนไวรัสบ่อยๆ เวลาไปขอก๊อปปี้งานเพื่อนมาจะได้ไม่ไปแพร่ไวรัสให้คอมพิวเตอร์คนอื่นเจ๊ง หรือเขาแถมไวรัสมาให้
๖.อุปกรณ์เข้าเล่มต่างๆเช่น สันรูด ปกพลาสติกใส กระดาษปกเคลือบหอม ลายเรียบหรู ซองถนอมเอกสาร แม็ก คลิปหนีบกระดาษ คลิปดำ พลาสติกใสเคลือบปก แฟ้ม ฯลฯ
๗.แผ่นซีดีทั้งแบบ CD-R และ CD-RW ไว้ไรท์งานลงแผ่นไว้บ้างเผื่อคอมพ์แฮงค์ ไวรัสกินจะได้มีฐานข้อมูลเก่าเหลือไว้บ้าง ไวรัสลงคอมพ์ทีนึงหัวใจครูเหมือนเห็นแบงค์พันห้าปึกถูกไฟเผาเลยครับ
๘.ค่าล้างรูป ไว้แปะลงในเอกสารรับการประเมิน จัดป้ายนิเทศแสดงความสามารถของครูและความสามารถของนักเรียน
๙. ค่าอบรมต่างๆ จัดบ่อยมาก ครูก็ไปกันบ่อยมาก คุ้มบ้าง ขาดทุนบ้างก็จ่ายทั้งนั้นเพื่อให้ตัวเองดูเป็นผู้ทรงภูมิ ผ่านการอบรมมามาก ทั้งๆที่จริงสมองอาจจะกลวงกว่าพวกครูที่อยู่แต่ในโรงเรียน สอนนักเรียนอย่างเดียวก็ตาม
๑๐.ค่าไฟ ทำผลงานทีอาจจะเป็นเดือน กว่าจะได้นอนก็ตีสองตีสาม เตรียมรับงบค่าไฟได้เลยครับ
๑๑.ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าหมอ เผื่อเป็นอะไรไปสุขภาพของคุณจะได้รองรับการดูแลอย่างทันท่วงที
๑๒. ค่าเลี้ยงบรรดาผู้ช่วยต่างๆ งานแบบนี้ทำคนเดียวไม่ทันหรอกครับ ต้องมีผู้ช่วย ยิ่งครอบครัวไหนเป็นครูทั้งสามี-ภรรยาก็แทบจะชิงเครื่องคอมพ์กันที่บ้านเลย ซื้อแยกเครื่องเถอะครับ เพื่อสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว มีญาติใช้ญาติ มีน้องใช้น้อง ใครใช้ได้ก็ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อเขาหน่อยครับ ไว้วันหนังเวลามีการประเมินอีกเขาจะได้มาช่วยด้วยความเต็มใจ
๑๓. ค่ารถค่าเดินทาง เดี๋ยวต้องวิ่งไปโน่นทีที่นี่ที ได้เรื่องบ้างไม่ได้เรื่องบ้าง น้ำมันก็แพง แต่ผลตอบแทนคุ้มค่าก็ทนๆแล้วกัน
๑๔. ค่าใช้จ่ายในการเรียนปริญญาโท ดีกรีป.ตรีอ่ะไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ป.โทเรียนไปเถอะครับ มันจะอัพเกรดตัวเองขึ้นอีกเยอะ ทั้งๆที่บางคนจบโทแล้วแต่งานสู้นักศึกษาฝึกสอนยังไม่ได้ก็มี
๑๕. สมองและสติปัญญาของตัวคุณเอง ต่อให้มีตัวอย่างของรุ่นพี่ที่ทำมาแล้วหรืองานตัวอย่างจากการประเมินที่ไหน แต่ถ้าตัวเองปัญญาทึบก็อย่าหวังว่าจะสำเร็จเลยครับ
ตอนนี้ผมเป็นแค่คนเห็นเท่านั้น แต่อีกไม่นานผมก็ต้องเข้าไปสู่วงจรการทำผลงานรับการประเมินเช่นกัน กลัวจะเข้าสำนวน “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” เลยอย่าวิจารณ์มากดีกว่า