ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม...ที่นี่

Custom Search
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ไว้อาลัยแด่ อ.คนึงนิตย์ บุญเลิศ ร.ร.เทศบาล 2 (บ้านหาดใหญ่)


คือแสงทอง ของอรุณ ละมุนแสง

คือความแกร่ง เพชรเลอค่า มหาศาล

คือบุปผา แรกแย้มแห่ง ฤดูกาล

คือน้ำทิพย์ ซาบซ่าน สมานหทัย

มัจจุราช มาพลัดพราก พี่จากน้อง

ดั่งแสงทอง มืดลับ ดับแสงขัย

แต่ไออุ่น ละมุนรัก สลักใจ

"คนึงนิตย์" สถิตไซร้ นิรันดร

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เมื่อกลอนอาเศียรวาทของทศพรรษ พชรได้ออกโทรทัศน์

เรียน ทศพรรษ พชร ค่ะ
จากรายการสะบัดช่อนะคะ อยากรบกวนสอบถามเรื่องบทกลอน อาเศียรวาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ซึ่งทางรายการมีความสนใจอยากขออนุญาตใช้บทกลอนที่คุณทศพรรษประพันธ์ ขึ้นเพื่อทำเป็นบทอาเศียรวาทก่อนเข้ารายการสะบัดช่อ
ซึ่งออกอากาศวันอังคารที่ 3 และ 10 กรกฎาคม 2553 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระราชินีเป็นเวลา 20 วินาทีค่ะ
หรือ ขออนุญาตขอเบอร์ติดต่อตรงกับคุณทศพรรษไม่ทราบว่าจะสะดวกมั้ยค่ะ


เอาข้อความในเมลล์มาโพสท์ด้วยความดีใจครับ

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

พานักเรียนไปแข่งเพลงกล่อมลูกภาคใต้ที่ถนนสายวัฒนธรรม


วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2553 ผมได้มีโอกาสส่งเด็กนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันเพลงกล่อมลูกภาคใต้ซึ่งจัดโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพังงาร่วมกับอำเภอตะกั่วป่า



ครูกี้ คุณครูผู้ฝึกซ้อมอีกท่านหนึ่งก็มาร่วมติวเข้มและเป็นกำลังใจให้ โดยมีคุณครูพัทยามาร่วมเชียร์อีกท่านหนึ่ง

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสามท่าน การันตีฝีมือและความสามารถอย่างยอดเยี่ยม
ทั้ง อ.อรวรรณ แผ้วชมภู อ.บุญส่ง คล่องแคล่ว และ อ.อีกท่านหนึ่ง (ไม่ทราบชื่อต้องขออภัยด้วยครับ)






ลีลาของเด็กรุ่นใหม่ในการขับขานเพลงกล่อมลูกภาคใต้ในวันวานที่เกือบจะสูญหายไปแล้ว น่าภูมิใจที่มีผู้สืบสานต่อไป ผลการแข่งขันปรากฎว่า นักเรียนจากโรงเรียนเทศบาลบ้านศรีตะกั่วป่าได้รับรางวัลชนะเลิศทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น



เด็กชายศักรินทร์ วิเชียร นักเรียนชั้น ป.4/1 ด้รับรางวัลชนะเลิศพร้อมเงินรางวัล 1,500 บาท



เด็กหญิงศิริรัตน์ อติสิงห์ นักเรียนชั้น ม.2 ได้รับรางวัลชนะเลิศพร้อมเงินรางวัล 1,500 บาท

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ปัญหา พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเปรียบเทียบความสุข อันเกิดแต่กามไว้อย่างไรบ้าง ?



“..... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนสุนัขอันความเพลียเพราะความหิวเบียดเบียนแล้ว พึงเข้าไปยืนอยู่ใกล้เขียงของนายโคฆาต นายโคฆาตหรือลูกมือของนายโคฆาตผู้ฉลาด พึงโยนร่างกระดูที่เชือดชำแหลออกจนหมดเนื้อแล้วเปื้อนแต่เลือดไปยังสุนัข ฉันใด....

“..... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเปรียบด้วยร่างกระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง

“..... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนแร้งก็ดี นกตะกรุมก็ดี เหยี่ยวก็ดี พาชิ้นเนื้อบินไป แร้งทั้งหลาย หรือนกตะรุมทั้งหลาย หรือเหยี่ยวทั้งหลายจะพึงโผเข้ารุมจิกแย่งชิ้นเนื้อนั้น ฉันใด....

“..... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง

“..... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนบุรุษพึงถือคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว เดินทวนลมไปฉันใด.....

“..... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยคบเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง

“..... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงลึกกว่าชั่วบุรุษหนึ่ง เต็มด้วยถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว ปราศจากควัน บุรุษผู้รักชีวิต ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ พึงมา บุรุษมีกำลังสองคนช่วยกันจับแขนบุรุษนั้นข้างละคน ฉุดเข้าไปยังหลุมถ่านเพลิง ฉันใด....

“..... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบเหมือนหลุมถ่ายเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง

“..... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนบุรุษพึงฝันเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ ภาคพื้นอันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ บุรุษนั้นตื่นขึ้นแล้ว ไม่พึงเห็นอะไร ฉันใด....

“..... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยความฝัน มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง

“..... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนบุรุษพึงยืมโภคสมบัติ มีแก้วมณีและกุณฑลอย่างดีบรรทุกยานไป เขาแวดล้อมด้วยทรัพย์สมบัติที่ตนยืมมา พึงเดินไปภายในตลาด คนเห็นเขาเข้าแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญบุรุษผู้นี้มีโภคสมบัติหนอ ได้ยินว่าชนทั้งหลายผู้มีโภคสมบัติ ย่อมใช้สอยโภคสมบัติอย่างนี้ดังนี้ พวกเจ้าของพึงพบบุรุษนั้น ณ ที่ใด ๆ พึงนำเอาของตนคืนไปในที่นั้น ๆ ฉันใด....

“..... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยของยืม มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง

“..... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนราวป่าใหญ่ที่ไม่ไกลบ้านหรือนิคม ต้นไม่ ในราวป่านั้น พึงมีผลรสอร่อย ทั้งมีผลดก แต่ไม่มีผลหล่นลง ณ ภาคพื้นสักผลเดียว บุรุษผู้ต้องการผลไม้ พึงมาเที่ยวเสาะแสวงหาผลไม้ เขาแวะยังราวป่านั้น เห็นต้นไม้อันมีผลรสอร่อย มีผลดกนั้น เขาพึงคิดอย่างนี้ว่าต้นไม้นี้มีผลรสอร่อย มีผลดก แต่ไม่มีผลหล่นลง ณ ภาคพื้นสักผลเดียว แต่เรารู้เพื่อขึ้นต้นไม้ ไฉนหนอ เราพึงขึ้นต้นไม่นี้แล้วกินพออิ่ม และห่อพกไปบ้าง เราขึ้นต้นไม้นั้นแล้ว กินจนอิ่มและห่อพกไว้ ลำดับนั้นบุรุษคนที่สองต้องการผลไม้ ถือขวานอันคมเที่ยวมาเสาะแสวงหาผลไม้เขาแวะยังราวป่านั้นแล้ว เห็นต้นไม้มีผลรสอร่อย มีผลดกนั้น เขาพึงคิดอย่างนี้ว่า ต้นไม้นี้มีผลรสอร่อย แต่ไม่มีผลหล่นลง ณ ภาคพื้นสักผลเดียว และเราก็ไม่รู้เพื่อขึ้นต้นไม้ ไฉนหนอ เราพึงตัดต้นไม้นี้แค่โคนต้นแล้วกินพออิ่ม และห่อพกไปบ้าง เขาพึงตัดต้นนั้นแค่โคนต้น ฉันใด....

“..... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยผลไม้ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง.....”

โปตลิยสูตร ม. ม. (๔๘-๕๓)
ตบ. ๑๓ : ๔๑-๔๕ ตท.๑๓ : ๔๐-๔๓

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

เพลงประกอบละคร "ฟ้าใหม่" (ละครอิงประวัติศาสตร์ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์)

ละครพีเรียดเนี่ยชอบที่สุดเลย เพราะเป็นงานที่ละเอียด ออกมาแล้วดูสวยงาม เพลงประกอบละครก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะซื่อถึงละครได้ดี ก่อนอื่นเรามาแบ่งยุคละครพีเรียดกันก่อน(ตามความคิดของผมนะ)

1.กรุงศรีอยุธยา เสียกรุงครั้งที่ 1 ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ การกอบกู้แผ่นดิน การสงคราม เช่นเรื่อง กษัตริยา มหาราชกู้แผ่นดิน สุริโยทัย

2.กรุงศรีอยุธยา เสียกรุงครั้งที่ 2 ส่วนมากจะอิงประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นและมาเกี่ยวพันกับตัวละครสมมุติ อย่างเช่นมา ตัวเอกเป็นทหารหรือบุคคลในสมัยนั้น ซึ่งบุคคลนั้นส่วนใหญ่เป็นตัวละครสมมุติ เช่น นิราศสองภพ ฟ้าใหม่(อยุธา-รัตนโกสินทร์) สายโลหิต
3.รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-3 ตัวละครหลักจะถูกสมมุติขึ้นเป็นส่วนใหญ่ เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของคนในสมัยนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ต่างๆ เช่น เรื่องรัตนโกสินทร์

4.รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4-6 ตัวละครเป็นตัวสมมุติเสียส่วนใหญ่เช่นกัน เนื้อเรื่องก็อาจจะเป็นเกี่ยวกับเจ้านาย คนใหญคนโตบ้าง หรือเกี่ยวกับการต่อสู้กับต่างประเทศที่มาล่าอาณานิคมบ้าง เช่น ทวิภพ

5.รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 7-9 จะย้อยยุคไปไม่นานนัก รุ่นๆคุณปู่คุณตา เนื้อเรื่องจะไม่ค่อยอิงประวัติศาสตร์แล้ว เป็นตัวละครสมมุติ เป็นเรื่องของพวกเจ้านายเสียส่วนใหญ่ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของตะวันตกที่เข้ามายังบางกอก ยุค 60 ประมาณนั้น


เพลง ฟ้าใหม่

แตกกรุง... แล้วตั้งกรุง หมายมุ่ง ฟ้าคงแผ่นดิน
เลือดนี้ พลีหลั่งริน หัวใจรักฝากกรุงศรี
ดาบแดง แสงเลือดทา ไหลท่วมฟ้านองปฐพี
ดาบนี้..เราจักพลี ล้างเมฆร้ายให้หมดไป

ล่มฟ้าล่าแผ่นดิน ฤาสูญสิ้นศักดิ์ศรีไทย
ใจหาญใจต่อใจกู้กรุงศรีอยุธยา
ทาบทาฟ้าใหม่งามเหมือนความหวังดังศรัทธา
เทิดรักเป็นศัตราท้าใจหาญต้านศัตรู

เออ....เอย ฤาสูญสิ้น....ซึ่งกรุงศรี
เออ....เอย เทิดรักเป็นศัตรา ต้านศัตรู
ความ...รักแทนใจ รักแทนใจที่ปรารถนา
รอวัน...วีนเวลา ฟ้าใหม่มา ให้รักเราทาบทา ฟ้าใหม่งาม

ล่มฟ้าล่าแผ่นดิน ฤาสูญสิ้นศักดิ์ศรีไทย
ใจหาญใจต่อใจกู้กรุงศรีอยุธยา
ทาบทาฟ้าใหม่งามเหมือนความหวังดังศรัทธา
เทิดรักเป็นศัตราท้าใจหาญต้านศัตรู

ทาบทาฟ้าใหม่งามเหมือนความหวังดังศรัทธา
เทิดรักเป็นศัตราท้าใจหาญต้านศัตรู

เทิดรักเป็นศัตราท้าใจหาญต้านศัตรู

เพลงสังขาราประกอบการแสดงหุ่นกระบอก เรื่อง "สมเด็จพระนเรศวรมหาราช"

คลิกฟังกันดูนะครับ สาระเพียบ....


วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

คำที่คนไทยมักเขียนผิด และวิับัติที่นิยมใช้กัน‏


อ่านปกด้านบนแล้วช่วยแปลให้ด้วยนะครับ (ได้มาจากกระทู้ห้องสมุดในพันธุ์ทิพย์)

1. สำอาง

แปลว่า เครื่องแป้งหอม งามสะอาด ที่ทำให้สะอาด

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "สำอางค์" ...ควายการันต์(ค์) มาจากไหน?



2. พากย์

แปลว่า คำพูด คำกล่าวเรื่องราว ภาษา

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "พากษ์" ที่เขียนกันผิดประจำนี่ คงติดภาพมาจากคำว่า วิพากษ์(วิจารณ์)



3. เท่

แปลว่า เอียงน้อยๆ โก้เก๋

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "เท่ห์" ...ติดมาจากคำว่า "สนเท่ห์" รึไงนะ?




4.โล่

แปลว่า เครื่องปิดป้องศัตราวุธ ชื่อแพรเส้นไหมโปร่ง

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "โล่ห์" สงสัยอยู่ในกรณีเดียวกับคำว่า "เท่"



5. ผูกพัน

แปลว่า ติดพัน เอาใจใส่ รักใคร่

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "ผูกพันธ์" ไม่ใช่คำว่า "สัมพันธ์" นะเว้ย



6. ลายเซ็น

แปลว่า ลายมือชื่อ

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "ลายเซ็นต์" ติดมาจาก "เปอร์เซ็นต์" รึเปล่า?



7. อีเมล

แปลว่า จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

มักเขียนผิดเป็นคำว่า ''อีเมล์" คำนี้ผมก็เขียนผิดบ่อยๆ -*- มันติดอ่ะ



8. แก๊ง

แปลว่า กลุ่มคนที่ตั้งเป็นพวก(ในทางไม่ดี)

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "แก๊งค์" หรือไม่ก็ "แกงค์" เอ่อ...มันมาจากภาษาอังกฤษคำว่า gang นะ ควายการันต์มาจากไหน?



9. อนุญาต

แปลว่า ยินยอม ยอมให้ ตกลง

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "อนุญาต" ผิดกันเยอะจริงๆ สับสนกับคำว่า "ญาติ" รึไง?รู้สึกเหมือนเราเคยอธิบายเกี่ยวกับคำนี้มาก่อนนะในกระทู้นี้



10. สังเกต

แปลว่า กำหนดไว้ หมายไว้ ดูอย่างถ้วนถี่

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "สังเกตุ" นี่ก็ผิดเยอะพอๆกับคำว่า "อนุญาต" คงติดมาจากคำว่า "สาเหตุ" ล่ะมั้ง?



11. ออฟฟิศ

แปลว่าสำนักงาน ที่ทำการ

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "ออฟฟิส" ไม่ก็ "ออฟฟิต" คำนี้มาจากภาษาอังกฤษคำว่า "office" แต่พอมาเป็นภาษาไทยอุตส่าห์ใช้ตัวอักษร "ศ" ให้เท่ๆแล้วเชียว แต่ทำไมกลับสู่สามัญเป็น "ส" ล่ะ หรือไม่ก็เอาคำว่า "ฟิตเนส" มาปนมั่วไปหมด



12. อุตส่าห์

แปลว่า บากบั่น ขยัน อดทน

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "อุดส่า" คำนี้พบไม่บ่อยมากนัก แต่บางคนสะกดด้วย ต เต่า ถูกแล้วแต่ลืมใส่ บการันต์(ห์)



13. โคตร

แปลว่า วงศ์สกุล เผ่าพันธุ์ ต้นตระกูล

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "โครต" คำยอดฮิตของวัยรุ่น ไม่รู้เพราะสับสนกับคำว่า "เปรต" หรือเพราะในเกมออนไลน์บางเกมมันเซ็นเซอร์คำนี้ก็ไม่รู้ เลยดัดแปลงคำซะเลยจะได้พิมพ์ได้ แล้วก็ติดตามาเป็น "โครต" ในปัจจุบัน

14. ค่ะ

แปลว่า คำรับที่ผู้หญิงใช้

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "คะ" คำนี้ไม่ได้เขียนผิดอะไรหรอก แต่ใช้เสียงสูงเสียงต่ำผิด ถ้าจะพูดให้เสียงยาวก็เป็น "คะ" ใช้ต่อท้ายประโยคคำถาม แต่บางทีก็ใช้ "ค่ะ" ยัดลงไปเลย

15. เว็บไซต์

แปลว่า (ไม่รู้อ่ะ แต่มาจากภาษาอังกฤษคำว่า "web" แปลว่า ใยแมงมุม ตาข่าย และ "site" แปลว่า กำหนดสถานที่ตั้ง ตั้งอยู่)

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "เวปไซด์" คำว่า "เวป" อาจติดมาจาก "WAP" ซึ่งแปลว่าอะไรผมก็ไม่รู้ -*- แต่คำว่า "ไซด์" ที่เขียนผิดอาจมาจากคำว่า "side" ที่แปลว่า ด้านข้าง เห็นด้วย (เกี่ยวอะไรกัน?)



16.โอกาส

แปลว่า ช่อง จังหวะ เวลาที่เหมาะ

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "โอกาศ" สงสัยติดมาจากคำว่า "อากาศ"



17.เกม

แปลว่า การแข่งขันการละเล่นเพื่อนความสนุก ลักษณะนามเรียกการแข่งขันจบลงคราวหนึ่งๆ

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "เกมส์"อันนี้เราไม่แน่ใจนะ แต่ถ้าจะให้มีความหมายในภาษาไทยต้องใช้ "เกม" เพราะมันมาจากคำว่า "game" ในภาษาอังกฤษ



18.ไหม

แปลว่า ชื่อแมลงชนิดหนึ่งมีใยใช้ทอผ้า เป็นคำถาม

มักเขียนผิดเป็นคำว่า "มั้ย" ที่เปลี่ยนไปอาจเป็นเพราะเพื่อให้เสียงสูงขึ้น เพราะถ้าใช้คำว่า ไม้ มันจะกลายเป็นอีกคำถ้าใช้ ไม๊ นี่อ่านไม่ออกเลย -*-



สุดท้ายนี้

การเขียนภาษาไทยผิดๆ ถือเป็นคนละประเด็นกับการ(ตั้งใจ?)ใช้ภาษาไทยแบบวิบัติๆ นะครับ

เพราะการเขียนคำผิดนี่เกิดจากความเข้าใจผิด หรือรับรู้มาผิดๆ เท่านั้นเอง แก้ไขได้ไม่ยาก

โดยวิธีแก้ก็แค่หัดเขียนบ่อยๆ ให้มันถูก เดี๋ยวก็หายครับ

ส่วนการแก้อาการภาษาวิบัติ อันนี้ให้ไปแก้ที่ "สันดาน" นะ


**คำเตือน**

บทความเรื่องนี้ได้ถูกใช้กระกอบการเรียนการสอนลูกลิงอุรังอุตังอายุสามเดือน

มนุษย์ปุถุชนโปรดพิจารณาอย่างรอบคอบเมื่ออ่านและควรนำไปใช้ได้ดีกว่าลิง



เรื่องของภาษาวิบัตินั้นถูกนำมาถกเถียงในหมู่นักภาษาศาสตร์มากมาย

ทั้งการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้กันโดยไม่ผ่านราชบัณฑิตยสถาน

รวมถึงการให้กำเนิดภาษาสื่อสารแนวใหม่ที่เรียกกันว่า "Emotical"

ภาษาวิบัตินั้น จะเรียกได้ว่าเป็นพัฒนาการของภาษาจริงหรือ?

นับเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในการสำรวจโดยรวมแล้วนั้น

ภาษาวิบัติที่ผิดเพี้ยนจากหลักภาษาไทยที่ถูกต้อง ถูกนำมาใช้ในวงกว้างขึ้น

และเฉลี่ยอายุของผู้ใช้ภาษาวิบัติก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ

พูดง่ายๆก็คือ คนที่มีดีกรีปริญญาตรี หรือเรียนในระดับอุดมศึกษานั้น

ใช้ภาษาไทยคำง่ายๆแบบผิดๆกันมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่ในวงของเด็กอีกต่อไป

จากการสำรวจขององค์กรนาซ่าและกูเก้ง ทางเราได้พบว่าคำที่ใช้ผิดอยู่บ่อยๆ



อาทิ




"อารัย" =อะไร ไม่ใช่ อาลัย

"ที่นั้น" =ที่นั่น เป็นการผันวรรณยุกต์ที่ผิด

"นะค่ะ" =นะคะ ผันวรรณยุกต์ผิดเช่นกัน

"คับผม" =ครับผม อาจเกิดจากการรีบพิมพ์ ขอให้ออกเสียงได้เป็นพอ

"หรอ" =เหรอ ไม่ใช่ หรอจาก "ร่อยหรอ"

"แร้ว" =แล้ว ไม่ใช่ "แร้ว" ที่แปลว่ากับดักนก

"งัย" =ไง

"ครัย" =ใคร

"เกมส์" =เกม ไม่ต้องเติม ส์

"เดล" =เป็นคำภาษาอังกฤษจากคำว่า "Deal" อ่านว่า "ดีล"

"สาด" =สัตว์ เป็นศัพท์วัยรุ่น ลากเสียงให้ยาวขึ้นเพื่อเลี่ยงระบบกรองคำหยาบ

"กวย" =เช่นเดียวกับคำด้านบน เปลี่ยนพยัญชนะเพื่อเลี่ยงระบบ

"ไฟใหม้" =ไฟไหม้

"หวัดดี" =สวัสดี ไม่ใช่ การเป็นหวัดเป็นเรื่องที่ดี

"สำคัน" =สำคัญ บางทีอาจจำสลับกับ "สังคัง" ที่เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง

"หน้ารัก" =น่ารัก ไม่ใช่ รักเพราะหน้า

"ฆ้อน" =ค้อน ผู้ใช้อาจสับสนกับ "ฆ้อง" ที่เป็นเครื่องดนตรี

"สัสดี" =ทหารยศหนึ่ง เข้าใจว่าพิมพ์ผิดจากคำว่า "สวัสดี"

"555" =เสียงหัวเราะ มาจาก"ฮ่าๆๆ" ดัดแปลงมาเป็น"ห้าห้าห้า"


เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของการใช้คำไม่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย

ซึ่งสาบานได้ ให้ตายเถอะ...

ผมเคยเห็นคนเขียนคำเหล่านี้ลงในวิทยานิพนธ์ปริญญาโท

และเป็นที่น่าเป็นห่วงว่า คำเหล่านี้ได้ถูกนนำมาใช้ในแวดวงวรรณกรรม

นับเป็นฝันร้ายของวงการน้ำหมึกอย่างแท้จริง

Emotical คือพัฒนาการจริงหรือ?

เป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันอย่างจริงจังในวงวรรณกรรมไทย

กับภาษาสื่อสารยุคใหม่ที่เรียกกันว่า "Emotical"

ต้นกำเนิดของมัน มาจากสัญลักษณ์ที่ใช้แสดงอารมณ์แทนผู้พูด

สามารถหาได้ตามเวปบอร์ด แชทรูม และเอมเอสเอน



ตัวอย่างเช่น

: ) =ยิ้ม

:D =ยิ้มอ้าปากกว้าง

XD =ยิ้มดีใจสุดๆ

; ) =ยิ้มขยิบตา

-_- =ทำหน้าตาเบื่อโลก

-_-; =ทำหน้าตาเบื่อโลกและเหงื่อตก

-_-; ,,,, =ทำหน้าตาเบื่อโลก เหงื่อตกและชูนิ้วกลาง

OTL =ลงไปนั่งคุกเข่าอย่างท้อแท้

orz =เหมือนข้างบน แต่ตัวจะเล็กกว่า

/gg =giggle หรือหัวเราะขำขัน

olo =อวัยวะเพศชาย

[๐ ๐]=C =เมก้าซาวะ



เหล่านั้นคือตัวอย่างของภาษา Emotical ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยของวัยรุ่น

เราสามารถพบเห็นมันได้ในฟอร์เวิร์ด เกมออนไลน์ แมสเสจมือถือ

หรือแม้กระทั่งวรรณกรรมที่ขายตามร้านหนังสือ

ปัจจุบันนั้นยังคงมีการถกเถียงและยอมรับภาษา Emoticalกันอยู่

ว่าสมควรแล้วหรือยังที่จะนำมาใช้ในวรรณกรรมให้คนทั่วไปอ่าน

ถ้าหากมองในแง่ของวัฒนธรรมแล้ว

Emotical ก็นับเป็นมิติใหม่ของภาษาที่ถูกใช้ไปทั่วโลก

หากจะว่ากันตามจริงแล้วมันถือเป็นวัฒนธรรมของโลกยุคใหม่เลยทีเดียว

แต่หากมองในแง่ของความผิดเพี้ยนแล้วนั้น

ก็ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นคลอนรากฐานภาษาดั้งเดิมของประเทศ

ภาษา เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงออกถึงความเป็นเอกราชของประเทศนั้นๆ

หากการรับเอาภาษาอื่นมาใช้งานนั้นทำให้คนขาดจิตสำนึกในภาษาแม่แล้ว

มันอาจจะกลายเป็นความหายนะของภาษาในเร็ววัน

ดั่งหลักการ "เปลี่ยนแปลงแต่ไม่เปลี่ยนไป"

การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องแย่ แต่การเปลี่ยนไป เป็นเรื่องที่น่ากลัว

ภาษาไทยไม่ใช่ภาษาที่ตายแล้ว

หากแต่เป็นภาษาที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้สวยงามได้เสมอ

หากการรับนำข้อดีของ Emotical มาใช้ให้ถูกที่ถูกกาลเป็นเรื่องที่สมควร

การใช้ภาษาให้ถูกต้องตามหลักภาษาก็ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องกระทำ

ตั้งแต่ตอนนี้

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สมเด็จพระเทพฯทรงห่วงภาษาไทย ไม่สุภาพกลายเป็นสุภาพ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดงานสัมมนาภาษาไทย เนื่องในวาระฉลองยูเนสโกยกย่อง "กรมหลวงวงษาธิราช" เป็นบุคคลสำคัญของโลก ทรงแนะให้ระวังการใช้คำภาษาไทยมีความหมายเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ด้านนักวิชาการ ระบุหลักสูตรภาษาไทย ไม่สอดคล้องกับการสอบโอเน็ต-เอเน็ต เด็กแห่เรียนกวดวิชา

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 9 กรกฎาคม ที่หอประชุมกองทัพเรือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติงาน ฉลอง 200 ปี วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท และทรงเป็นประธานเปิดการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง ปัญหาการเรียนการสอนและการใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเข้าร่วมฟังการนำเสนอผลงานวิจัยปัญหาการเรียนการสอนภาษาไทย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสเปิดการสัมมนาทางวิชาการตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในจำนวนไม่มากนักที่มีภาษาของตนเองใช้ และเรียกภาษาของตนเองได้อย่างภาคภูมิว่า ภาษาไทย ตามธรรมชาติภาษาย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามสถานการณ์ในสังคม อีกส่วนหนึ่งภาษามีความสำคัญถ่ายทอดความรู้ วัฒนธรรมของคนในชาติ การเรียนการสอนภาษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ วิธีการสอนภาษามีหลายอย่างหลายทฤษฎี การจะตัดสินว่าแบบไหนดีกว่าต้องพิจารณาสถานการณ์เป็นสำคัญ ซึ่งการมาร่วมสัมมนาในครั้งนี้เป็นกิจกรรมหนึ่งในการเทิดพระเกียรติ ผู้ทรงพระนิพนธ์วรรณคดีและตำราแบบเรียนภาษาไทยไว้เป็นตัวอย่างในการจรรโลง ภาษาไทย จึงควรได้ศึกษาแนวทางของครูภาษาไทยแต่โบราณด้วย

ภายหลังจากรับฟังการนำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการเรียนการสอน ภาษาไทยแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสในตอนหนึ่ง ว่า "พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงเป็นบรรพบุรุษของข้าพเจ้าด้วย ซึ่งพระองค์ทรงพระนิพนธ์แบบเรียนภาษาไทยจินดามณีที่มีความไพเราะทางภาษาและ วรรณศิลป์ โดยภาษาเป็นเครื่องมือสืบทอดทางวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สำหรับปัญหาการเรียนการสอนภาษาไทยที่ครูได้ตอบแบบสอบถาม พบว่า คนสมัยนี้นิยมมองต่างมุม เช่น ครูภาษาไทยไม่ควรเปลี่ยนแปลงบ่อย ควรนำของเดิมมาใช้ และควรทำให้ทันสมัย ซึ่งเป็นความเห็นที่ถูกต้องของทั้งสองฝ่าย ข้อเสนอบางอย่าง เช่น ควรจะให้ชั้นเรียนมีนักเรียนน้อยๆ ไม่เกิน 50 คนนั้น ลองถามคุณหญิงกษมาว่าทำได้หรือไม่ เพราะทุกวันนี้คนต้องการการศึกษามาก อย่างไรก็ตาม เรื่องการศึกษามักมีอุปสรรคต่างๆ นานา ขอให้อย่าท้อใจ เท่าที่เห็นในถิ่นทุรกันดาร บนยอดเขา ครูก็อุตส่าห์มีใบงาน พิมพ์คอมพิวเตอร์ ต้องนำไปถ่ายเอกสารในเมือง อยากให้นักเรียนมีขอดีเรียน ดูความตั้งใจแล้วน่าสงสาร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสอีกว่า "ข้าพเจ้าขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า บางครั้งก็อย่าไปรังแกเรื่องของความเปลี่ยนแปลงทางภาษา อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างหนึ่งคือ เราคนแก่ๆ เคยใช้คำนี้ว่าเป็นคำดีใช้ได้ มีความสุภาพ แต่อีกสมัยหนึ่งก็เปลี่ยนไปเป็นคำไม่สุภาพ ความหมายเปลี่ยนไป บางคำที่เป็นคำไม่สุภาพก็กลับเป็นคำสุภาพในสมัยนี้ บางครั้งก็ทำให้ข้าพเจ้าไม่กล้าใช้คำนั้น ไม่รู้ว่าสุภาพหรือไม่สุภาพ เพราะคนเขาจะหัวเราะเยาะ "

รศ.มณีปิ่น พรหมสุทธิรักษ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กราบบังคมทูลรายงานถึงผลการวิจัย เกี่ยวกับนโยบาย ปัญหาการเรียนการสอน และการใช้ภาษาไทยในปัจจุบันว่า การวิจัยครั้งนี้ ได้สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา และบุคคลอาชีพอื่นๆ จำนวน 1,583 คน พบว่า อุดมศึกษามีการพัฒนาบุคลากรด้านภาษาไทยน้อยที่สุด โดยปัญหาการใช้ภาษาไทยที่พบว่า การพูดมีปัญหามากที่สุด คือ พูดไม่ชัด ใช้คำไม่ถูกต้อง และพูดวกวน ส่วนการเขียน ได้แก่ ใช้คำผิดความหมาย การอ่าน ได้แก่ ออกเสียงไม่ถูก จับใจความไม่ได้

นางรื่นฤทัย สัจจพันธุ์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงปัญหาการใช้ภาษาไทยที่มีปัจจัยจากภายนอกว่า ปัญหามาจาก 3 ส่วน ได้แก่ สื่ออินเทอร์เน็ต บุคคลที่มีชื่อเสียง และสื่อมวลชน โดยเฉพาะปัญหาที่มาจากสื่ออินเทอร์เน็ตทำให้การเขียนภาษาไทยบกพร่อง เช่น 555 แทนเสียงหัวเราะ เดวไปเดก่า 4U แทนคำว่า for you ซึ่งคำเหล่านี้เด็กนำมาใช้ในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ นำมาเขียนในการบ้านและรายงาน ส่วนดารา พิธีกร มักอ่านคำผิด เช่น คำว่า พระเมรุ กลับอ่านว่า พระ-เม-รุ และอ่าน ฉ ออกเสียงเป็นตัว CH ในภาษาอังกฤษ ส่วนผู้นำประเทศมักใช้คำไทยคำอังกฤษคำ แลใช้คำไม่สุภาพ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งแก้ปัญหา

นายธัญญา สังขพันธนนท์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ปัญหาหลักสูตรภาษาไทยระดับมัธยมศึกษานั้นพบว่าไม่สอดคล้องกับการสอบเข้า มหาวิทยาลัย หรือโอเน็ต เอเน็ต ส่งผลให้นักเรียนจำนวนมากไปพึ่งโรงเรียนกวดวิชา ดังนั้นจำเป็นต้องปรับหลักสูตรภาษาไทยให้สอดคล้องกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่านโยบาย การเปิดสื่อการเรียนการสอนเสรีทำให้โรงเรียนสามารถเลือกแบบเรียนได้อย่าง อิสระ ซึ่งแบบเรียนภาษาไทยที่ภาคเอกชนผลิตขึ้นมาพบว่า ไม่ได้คุณภาพตามหลักวิชาการ แต่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการของกระทรวงศึกษาธิการและนำออกไปขายใน โรงเรียนชนบทจำนวนมาก และมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างสำนักพิมพ์เอกชนกับโรงเรียนที่มีอำนาจในการ คัดเลือกสื่อและแบบเรียนเหล่านี้ด้วย

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เรียงความเรื่อง "โชคดีที่มีภาษาไทย"



“ ... เรามีโชคดีที่มีภาษาเป็นของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ ... "

พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานการประชุมคณะกรรมการชุมนุมภาษาไทย ในการประชุมทางวิชาการ ของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕


ภาษาไทยเป็นภาษาที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาษาที่มีความไพเราะภาษาหนึ่งในโลก

เป็นภาษาที่เกิดจากอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทยที่ได้สั่งสมและถ่ายทอดมาเป็นเวลาหลายร้อยปีนับตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นจวบจบปัจจุบัน แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหาในการใช้ภาษาไทย จนกลายเป็นต้นกำเนิดของ "วันภาษาไทยแห่งชาติ"

เพื่อเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้คนไทยภูมิใจในเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นชาติไทย แสดงถึงความเป็นชนชาติที่มีภาษาเป็นของตนเอง ในขณะที่หลายประเทศในโลกนั้นไม่มีภาษาซึ่งแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ

ภาษาไทย มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เป็นภาษาดนตรี เนื่องจากเป็นภาษาที่มีครบทั้งเสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ เป็นภาษาที่สามารถใช้บันทึกเสียงที่เปล่งออกมาได้เกือบจะครบถ้วน เช่น ภาษาจีนจะไม่สามารถบันทึกเสียง "" ได้

นอกจากนี้ภาษาไทยยังเป็นภาษาที่มีจังหวะจะโคน มีสัมผัสคล้องจองที่ไพเราะเสนาะหูเมื่อเปรียบเทียบกับภาษาอื่น สะท้อนถึงอุปนิสัยของคนไทยที่เป็นคนเรียบง่ายแต่งดงาม อยู่กับธรรมชาติและเสพสุนทรียะจากสิ่งรอบตัวได้ จะมีรูปแบบฉันทลักษณ์ที่เป็นแบบแผน มีการใช้กลบท เล่นเสียง เล่นคำ และรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแล้วแต่กลั่นกรองมากจากธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกลบทบัวบานขยายกลีบ กลบทงูกินหาง กลบทสะบัดสะบิ้ง ซึ่งหาภาษาอื่นใดในโลกที่จะทำได้เช่นนี้ไม่มีอีกแล้ว

ภาษาไทยเป็นภาษาที่แสดงถึงความมีสัมมาคารวะ เพราะว่ามีระดับของภาษา เช่น ภาษาทางการ ภาษากึ่งทางการ ภาษาปาก ซึ่งต้องใช้ให้ถูกกาลเทศะ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า กิน ของพระใช้ ฉัน ของคนธรรมดาใช้ รับประทาน ของพระมหากษัตริย์ใช้ เสวย

แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นว่า ภาษาไทยถูกนำมาใช้อย่างผิดๆ เกิดการสร้างคำแบบใหม่ มีการตัดคำและไม่มีกาลเทศะในการใช้คำ แม้ว่าธรรมชาติของภาษาจะบอกว่า "ภาษาที่มีชีวิตนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลง" แต่ทว่าหากภาษาไทยเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ เกรงว่าเอกลักษณ์ของชาติคงจะเสียหายและสูญหายไปในที่สุด เพราะเหตุนี้เราจึงควรร่วมกันอนุรักษ์ภาษาไทย เพราะ "เราโชคดีที่มีภาษาไทย" ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เสื้อชั้นในสตรีของไทยสมัยโบราณ



อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าและเครื่องแต่งกายไทย ได้อธิบายประวัติศาสตร์การแต่งกายของหญิงไทย ว่า หญิงไทยในอดีตห่มผ้าแถบ หรือบ้างก็เปลือยอกอยู่กับบ้าน เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน จนกระทั่งในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 ซึ่งไทยได้รับค่านิยมจากทางตะวันตก พระองค์จึงโปรดให้ตราพระราชกำหนดขึ้น ให้สตรีสยาม นุ่งและห่มผ้าให้มิดชิดก่อนออกจากบ้าน


อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงไทยในท้องถิ่นชนบท ก็ไม่ถนัดที่จะใส่เสื้อชั้นใน โดยเด็กผู้หญิงจะเกล้าจุก ใส่เสื้อคอกระเช้า แต่ข้างในจะไม่ใส่อะไร พอเริ่มแตกเนื้อสาวจึงใช้แถบผ้า คล้ายริบบิ้นสอดรอบคอเสื้อ และรูดให้เสื้อพองย่นออกด้านหน้า ป้องกันไม่ให้เห็นหน้าอกชัดเจน


อาจารย์เผ่าทอง บอกว่า สำหรับการคาดผ้าแถบของผู้แสดงที่พบเห็นกันทั่วไปในละครโทรทัศน์นั้น เป็นการคาดผ้าที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะหากคาดผ้าแถบได้อย่างถูกต้องแล้ว ตัวผ้าแถบจะเป็นได้ทั้งเสื้อยกทรงและเสื้อตัวนอกในตัวเอง


การห่มผ้าแถบที่ถูกต้องจะต้องมีลักษณะที่ช่วยประคองหน้าอกหรือหิ้วนมไว้ ไม่ใช่พันรัดรอบอก และกดทับนม แบบที่ทำกันอยู่ในทีวี ซึ่งจะทำให้หน้าอกแบนแต๊ดแต๋ อาจารย์เผ่าทอง บอก


อย่างไรก็ตาม ไทยเราก็มีเครื่องแต่งกายที่คล้ายยกทรงในอดีต แต่ใช้เฉพาะในการแสดงละครรำ โดยทำมาจากกะลามะพร้าวขัดมันลงรักปิดทองประดับกระจก ส่วนด้านในเย็บนวมกรุไว้ เวลาสวมใส่จะคล้ายบีกินี่ ที่ผูกรวบไว้กลางหลัง ไม่ได้ผูกบนบ่า ซึ่งเครื่องแต่งกายดังกล่าวเรียกว่า 'กล่องนม'


นอกจากนี้ เมื่อมีการสอบถามถึงความเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการแต่งกาย หลังจากที่สาวไทยหันมาใส่ยกทรงกันทั่วหน้า อาจารย์เผ่าทอง ได้สรุปในเชิงชื่นชมว่า ยกทรงช่วยจัดรูปหน้าอกให้ชิด กระชับสวยงาม เพราะโบราณจะชมผู้หญิงว่า นมสวยต้องมีร่องอกที่ทัดดอกจำปาได้ไม่ร่วง ดังนั้น ยกทรงจึงช่วยให้หญิงไทยเข้าใกล้ความงามในอุดมคติมากขึ้น

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บทกลอน "ข้อคิดดีๆสำหรับลูก" ได้จากเมล "ธรรมะสวัสดี"


พ่อทำงาน...อาบแดด...ถูกแผดเผาลูกดื่มเหล้า..ฟังเพลง...ครื้นเครงเหลือ


แม่ขายผัก...กินข้าว...เคล้ากับเกลือลูกเอื้อเฟื้อ...พาสาวเที่ยว...เลี้ยวโฮเตล


พ่อหาเงิน...ส่งลูกเรียน...เพียรอุตส่าห์ลูกติดยา...คบเพื่อนชั่ว...มั่วให้เห็น


แม่กระหาย...ดื่มน้ำคลอง...ตอนกลองเพลลูกทะเล้น...จิบวายแดง...แพงจับใจ


พ่ออดอยาก...ไม่เคยบ่น...ทนลำบากลูกมักมาก...เพศสัมพันธุ์...มันส์เหลือหลาย


แม่ทอผ้า...ปลูกหม่อน...หารายได้ลูกหญิงชาย...เที่ยวสนุก....โรคติดตัว


พ่อสูบน้ำ...เข้าแปลงนา...ปลูกข้าวกล้าลูกมัวเมา...การพนัน...หมั่นหาผัว


แม่หาบน้ำ...เลี้ยงเป็ดไก่...ทำสวนครัวลูกใจชั่ว...ใช้เงินเพลิน...เดินหลงทาง


พ่อขายวัว...ส่งควายเรียน...เวียนศรีษะลูกตะกละ...กินฟาสฟู๊ด...พูดกว้างขวาง


แม่ปวดเมื่อย...สู้งานหนัก...ไม่ละวางลูกสำอาง...ใช้ของแพง...แข่งสังคม


พ่อผอมแห้ง...เรื่ยวแรงน้อย...ด้อยอาหารลูกประพฤติ...อันธพาล...ล่าเสพสม


แม่เป็นดอก...ทบต้น...หมดอารมณ์ลูกเขี้ยวคม...ฆ่าพ่อแม่...ก่อนแก่ตาย

อย่าลืมรักคุณพ่อคุณแม่มากๆ นะจ๊ะ

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หลักการใช้ไม้ยมก


บทกลอนช่วยจำ "หลักการใช้ไม้ยมก"

อย่าเขียนไม้ยมก

ดุจนรกผิดทำนอง

ไม่เขียนในร้อยกรอง

เช่นนวลน้องน้องจงฟัง

ซ้ำคำต่างชนิด

เขียนเป็นผิดพึงระวัง

นายดีดีใจจัง

อย่าให้พลั้งนั่งเฉยเมย

อย่าซ้ำข้ามประโยค

เช่นนายโชกชกนายเชย

นายเชยร้องเหวยเหวย

ตัวกูเอ๋ยเชยสิ้นดี

ไม่ซ้ำคำต่างประเทศ

ของวิเศษนานามี

ใช้ซ้ำคำวลี

ประโยคนี้ตามหลักเอย

หมายเหตุ : การอ่านไม้ยมก ควรพิจารณาข้อความนั้นให้ดีเสียก่อน เช่น
ทุกคนๆ อ่านว่า ทุกคนทุกคน
คนอื่นๆ อ่านว่า คนอื่นอื่น
ไฟไหม้บ้าน อ่านว่า ไฟไหม้บ้าน ไฟไหม้บ้าน
คุณจะทำอะไร ๆ ก็ได้ อ่านว่า คุณจะทำอะไรอะไรก็ได้

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2552

กิเลสไม่เคยเหนื่อย โดยท่าน ว.วชิรเมธี


รู้ไหมว่า...เรามีเวลาอยู่ในโลกนี้คนละกี่ปี

ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีกจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆ ตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลงหมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ริษยาเจ้านาย ใส่ไคล้ลูกน้องปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่าอะไร คือ สิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริงคิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า'"น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วงใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝันฆ่าชีวา คือ พร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด"'คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนักเพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลสกิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบกิเลสไม่เคยเหนื่อยแต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบ หรือไม่ชอบใครหรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบ หรือมาชังแต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำเอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่าชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสารมีงานอะไรบ้างที่เราควรทำนอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่าเราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยังคนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเองถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขาจิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่นก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่าบางที่ คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้นเขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลยเราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสียวันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลยลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่าคิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอกเราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปีประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้วมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไมอะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้างความโกรธ ความเกลียดนั้น

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

คำกลอนของดีเมืองสุราษฎร์ธานี


จากหนังสือ “วรรณกรรมทักษิณปริทัศน์”ได้กล่าวถึงประวัติของกวีพื้นบ้านภาคใต้ท่านหนึ่ง คือ พระเทพรัตนกวี (เกตุ แสงหิรัญ) โดยในปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ นั้นมีงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ท่านได้แต่งคำกลอนซึ่งบอกลักษณะเด่นของทุกอำเภอในจังหวัดสุราษฎร์ธานีไว้ว่า

“สะตอวัดประดู่ พลูคลองยัน ทุเรียนหวานมันคลองสะแพง ย่านดินแดงของป่า เคียนซาบ่อถ่านหิน พุนพินมีท่าข้าม น้ำแม่น้ำตาปี ไม้แก้วดีเขาประสงค์ กะแดะดงลางสาด สิ่งประหลาดกิ่งพนม เงาะอุดมบ้านส้อง จากและคลองในบาง ท่าฉางต้นตาล บ้านนาสารแร่ ท่าทองอุแทวัดเก่า อ่าวบ้านดอนปลา ไชยาข้าว มะพร้าวเกาะสมุย”

นี่คือเรื่องราวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในปี ๒๕๐๐ แต่ทว่า ณ ปัจจุบันไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้ว

วิธีพิจารณาน้ำนมมารดาที่ดี


วิธีพิจารณาน้ำนมว่ามีลักษณะดีหรือชั่วนั้น ให้เอาน้ำใส่ขัน แล้วให้หล่อน้ำนมลงไป ถ้าสีน้ำนมขาวดังสีสังข์และจมลงในขัน สัณฐานเหมือนดังผลบัวเกราะ น้ำนมอย่างนี้จัดว่าเป็นน้ำนมอย่างเอก ถ้าหล่อน้ำนมลงไป น้ำนมนั้นกระจายแต่ว่าข้นจมลงถึงก้นขันแต่ไม่กลมเข้า จัดเป็นน้ำนมอย่างโท พ้นจากสองประการนี้แล้วถึงจะมีลักษณะประกอบไปด้วยยศศักดิ์ชาติตระกูลปานใดก็ดี ถ้ามีกุศลหนหลังยังติดตามบำรุงรักษาไม่ให้เกิดโรคาพยาธิ รสน้ำนมนั้นเปรี้ยว ขม ฝาด จืดจาง และมีกลิ่นอันคาวนั้น ก็จัดเป็นน้ำนมโทษทั้งสิ้น

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2552

เรื่องแปลกในพระไตรปิฎก (กลืนน้ำอสุจิติดจีวร)


เรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่พระพุทธศาสนานะครับ แต่อยากจะนำมาเล่าเพราะว่าเป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่แปลกคือ ในสิกขาบทที่ ๔ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์นั้นกล่าวว่า

“ห้ามใช้นางภิกษุณีซักผ้า เนื่องจากเมื่อพระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม อดีตภริยาของพระอุทายีเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี รับอาสาซักผ้าของพระอุทายี ซึ่งมีน้ำอสุจิเปรอะใหม่ๆ นางได้นำน้ำอสุจินั้นส่วนหนึ่งเข้าปาก ส่วนหนึ่งใส่ไปในองค์กำเนิด เกิดตั้งครรภ์ขึ้น จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ (คือไม่เกี่ยวเนื่องทางสายโลหิต)ซัก ย้อม หรือทุบจีวรเก่า(คือที่นุ่งหรือห่มแล้วแม้คราวเดียว)ทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด”

ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าการที่นำน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาแล้วนั้นใส่ในอวัยวะเพศหญิงจะสามารถทำให้ตั้งครรภ์ได้หรือไม่ ต้องฝากถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2552

พระเทวทัตจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต


อย่างที่เราทราบกันดีว่าพระเทวทัตนั้นเป็นคู่เวรกรรมกับพระพุทธเจ้ามาทุกชาติทุกภพ แต่ทว่ากาลสุดท้ายพระเทวทัตนั้นถูกธรณีสูบจนกลายเป็นที่มาของคำว่า “ตกนรกขุมใต้เถรเทวทัต” แต่ทว่าในหนังสือ “มิลินทปัญหา” หัวข้อ “ปฐมวรรค” เรื่อง “เทวทัตตปัพชิตปัญหา ที่ ๓” นั้นได้กล่าวไว้ว่า

“..................เมื่อแผ่นดินมาสูบเอาไปนั้น พระเทวทัตยกหัตถ์สองตั้งเหนือศิโรตม์ ร้องถวายชีวิตด้วยพระคาถาฉะนี้ ดูรานะบพิตรพระราชสมภาร ในภัทรกัปนี้แบ่งเป็นส่วนแผ่นดินให้เท่ากัน ปันออกได้ ๑ ส่วน โดยนานช้ากว่าพระเทวทัตจะไปอยู่ในอวิจีมหานรกนั้น “ปญโกฏฐาเส” ในส่วนกัลป์ทั้งห้าส่วนนั้น ครั้นพระเทวทัตจุติจากอวิจีมหานรกมา จะได้ตรัสเป็นพระปัจเจกโพธิ ทรงนามว่า อัฏฐสสรปัจเจกโพธิ โปรดเวไนยสัตว์ทั้งปวง แล้วจะเข้าสู่มหานิพพานในกาลนั้น....”

จึงนับได้ว่าหนังสือ “มิลินทปัญหา”เป็นหนังสือที่สามารถตอบข้อธรรมะทางพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญไม่ค่อยมีบาลีให้รุงรังเวลาอ่าน ลองหามาอ่านดูสิครับ

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ลิลิตทักษาพยากรณ์ พระนิพนธ์ในสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี


ช่วงนี้ที่ มอ. จัดงานสัปดาห์หนังสือเลยได้มีโอกาสไปตระเวนล่าหนังสือเก่าในราคาประหยัดแต่คุ้มด้วยคุณค่า หนึ่งในจำนวนหนังสือที่ตกมาอยู่ในความครอบครองของผมก็คือ “หนังสือลิลิตทักษาพยากรณ์ พระนิพนธ์ใน สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี” ซึ่งทางหอสมุดแห่งชาติมีต้นฉบับเป็นสมุดไทยขาวและสมุดไทยดำ ต่อมาหลวงอรรถวาทีธรรมประวรรต (วิเชียร จันทร์หอม)ซึ่งเป็นผู้สนใจในวิชาโหราศาสตร์ได้มาขออนุญาตคัดลอกเพื่อนำไปชำระสอบทานกับฉบับที่ท่านมีไว้ในครอบครองและได้ทำคำอธิบายเฉลิมลิลิตเพิ่มเติม แล้วจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑

ลิลิตเล่มนี้เป็นหนังสือที่พรรณนาหลักวิชาพยากรณ์ตามคัมภีร์ทักษาพยากรณ์ ท่านผู้ลิลิตได้พยายามร้อยกรองหลักวิชาและคำพยากรณ์ตามต้นตำรับทักษาพยากรณ์เดิม

ในลิลิตนี้จำแนกตามส่วนแห่งการพยากรณ์ออกเป็น ๓ ส่วนดังนี้

๑. นามชาติทักษา ซึ่งกล่าวถึงการพยากรณ์ชาติกำเนิด เรียกชาติทักษาอย่างหนึ่ง และกล่าวถึงนามคือ อันดับที่เท่าใดแห่งหญิงและชายที่เกิดร่วมครรภ์มารดาและบิดาเดียวกัน กับนามคือชื่อที่แต่งตั้งให้แก่บุคคล เรียกนามทักษาอีกอย่างหนึ่ง

ตัวอย่างคำประพันธ์เช่น นามอันเกิดแต่กรรมฝ่ายชาย

“.............เขาหากปันชื่ออ้าย และจึงได้นามหนึ่ง ผู้ซึ่งเรียงรองมา รับฉายาชื่อญี่ ได้นามที่ส่วนสอง ผู้รองสองชื่อสาม ได้นามสามที่นั้น ผู้หลั่นสามชื่อไส ก็ได้ในนามสี่ ถัดที่สี่ชื่องัว ได้นามชัวที่ห้า ถัดท่าห้าชื่อหก ได้นามหกซิหนา ผู้ถัดว่าชื่อเจ็ด ได้นาเขบ็จเจ็ดเล่า ผู้ต่อเข้าชื่อแปด เป็นนามแปดดั่งนั้น ผู้เรียงหั้นแห่งเก้า กลับเข้าเป็นหนึ่ง ผู้เกิดขึ้นเป็นสิบ หยิบเอาเป็นนามหนึ่ง สิ้นซินะ...”

๒.ประวัติทักษา กล่าวถึงการพยากรณ์ปัจจุบัน คือทำนายเหตุการณ์ตามความหมุนเวียน หรือการโคจรของดาวเคราะห์ภายหลังกำเนิด (เรียก “ปัจจุบันทักษา”ก็มี)

ตัวอย่างคำประพันธ์ เช่น

“...............ผิจะกล่าวกลวิธีใด โดยคดีโหรทั้งหลาย ทักทายทุกข์สุขลาภ เป็นสุภาพพิปริต ในทิศทักษา ภูมิพยากรณัง จึงให้ตั้งชีพโหรา เอานพาภูมิหาร เศษนับวารเกิดก็ดี หนึ่งนับปีเกิดก็ได้ ให้นับไปแต่นั้นมา เวียนวงขวาทักษิณวัฏฏ์ ถัดอิสานลัดเข้าไป ภูมิในแต้มตากลาง ล่วงออกทางบูรพาทิศ สิ้นเสร็จกิจกาไว้ ภูมินั้นไซร้ที่หมาย ทายโทษทุกข์สุขา ในตีนกานั้นก่อน .............”

๓.จุกทักษา กล่าวถึงลักษณะสงพงศ์ซึ่งหญิงชายผู้จะทำการสมรส จะพึงอยู่ร่วมกันดีและไม่ดี

ตัวอย่างคำประพันธ์ เช่น

“ครุฑกับอัช

ครุฑแพะสังวาสชู้.................................ภิรมย์สม

เป็นแต่มัธยม........................................หนึ่งน้อ

ถ้าศรีตนุถม...........................................ทับลัคน์

ก็ประเสริฐเลิศฟ้อ.................................เฟื่องฟุ้งบำรุงสมาน”

มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีแถมพกให้ว่า พระองค์ทรงมีสมญาว่า “นายโรงระบำ” ดังปรากฏในหนังสือเล่มนี้ว่า

“ทักษาพยากรณ์นี้..............................เรียมรบาย

ระบุขยายสายศิลป์.............................สืบไว้

คือเนาว์สุวรรณ์นาย...........................โรงระบำ...นี้ฤๅ

พิทักษมนตรีไซร้...............................เสด็จฟ้ากรมหลวง”

เนื่องจาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องใดแล้ว พระราชทานไปให้สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีคิดวิธีรำนำบท บางทีบทใดรำขัดข้องต้องแก้บทเข้าหาวิธีรำก็มี สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นผู้คิดท่ารำให้เข้ากับบท กล่าวกันว่า เอาพระฉายมาตั้งและทรงประดิษฐ์ท่ารำโดยกระบวนที่ดูเงาในพระฉาย เมื่อยังมีละครข้างใน แม้ในสมัยรัชกาลที่๔-๕ เวลาไหว้ครูละครก็ยังนบไหว้ออกพระนามพระองค์ไว้ด้วย

ผลงานอีกชิ้นที่ยังฝากฝีมือไว้ในแผ่นดินและเราคงผ่านสายตาเมื่อคราวงานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คือ เกรินบันไดนาคอันเป็นเครื่องชะลอพระโกศขึ้นบนพระมหาพิชัยราชรถ พระองค์ก็ทรงเป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นมานั่นเอง

เรื่องของ “หมอย”กับ “ขนเพชร”


มีโอกาสได้ดูรายการ “ยกสยาม” ได้ความรู้มาว่า “ขนในที่ลับบริเวณหัวหน่าวที่เรามักจะเรียกว่า “ขนเพชร”นั้นแท้จริงแล้วเป็นการเรียกที่ผิด”

เพราะคำว่า “ขนเพชร”นั้นตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๔๒ จะแปลว่า “ขนสีขาวที่ขึ้นแปลกเป็นพิเศษ มีลักษณะยาวกว่าปรกติ” และไม่มีส่วนใดที่จะครอบคลุมไปถึงขนบริเวณอวัยวะเพศเลย

ส่วนคำว่า “หมอย” จากแหล่งอ้างอิงเดียวกัน จะแปลว่า “น.ขนในที่ลับ ; เรียกสิ่งที่ทีลักษณะเป็นเส้นเป็นฝอยที่ปลายฝักข้าวโพดว่า หมอยข้าวโพด.(ถิ่น-พายัพ) เรียกหนวดว่า หมอยปาก เคราว่า หมอยคาง ขนรักแร้ว่า หมอยแร้.”

สำหรับศัพท์สแลงของวัยรุ่น ( ๒๕๕๑)จะเรียก “หมอย” ว่า “หมออ้อย” ส่วน “ขนเพชร” แม้ความหมายในพจนานุกรมจะกล่าวไว้เช่นนั้น แต่ในความเป็นจริง ความหมายได้มีการยักย้ายถ่ายแปลงไปเรียบร้อยแล้ว