ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติม...ที่นี่

Custom Search
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไสยศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไสยศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

ชื่อผีในภาคใต้


ผีแชง เป็นผีบรรพบุรุษ นับถือในกลุ่มศิลปินพื้นบ้าน พวกโนรา หนังตะลุง ซึ่งมักจะเรียกกันว่า พวกหากินใต้แชง เล่ากันว่า ผีแชง สืบมาจากตำนานโนรา เมื่อนางนวลทองสำลีถูกลอยแพ นางใช้กระแชงนี่แหละเป็นเครื่องบังลมฝน พวกโนราเวลาแสดงจะต้องเอากระแชงคลุมหลังคาโรงด้วย ถือว่าเป็นผีครูหมอเรียกว่า ผีนางโอกระแชง หรือ กระแชงสองตอน

ผีชิน เป็นผีเชิงวัฒนธรรมอาหรับ-มลายู คำเดิมว่า “JIN” เชื่อว่ามีสภาพเป็นอัคนีธาตุ ผีชินเป็นได้ทั้งผีบรรพบุรุษและผีธรรมชาติ

ผีหลังสวน เป็นผีป่าประเภทหนึ่ง ส่วนใหญ่เล่ากันเฉพาะภาคใต้ว่ามีรูปร่างเช่นคน แต่ด้านหลังกลวงเป็นโพรงเห็นตับไต สิ่งที่หลังกลวงกลัวคือ คนแอบเอาปลาหมอใส่หลังมัน

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พิธีเสริมสิริมงคลอย่างง่ายที่คุณสามารถทำได้เอง


พิธีเสริมมงคลที่ผมจะแนะนำให้ เป็นวิธีที่ทุกท่านสามารถทำกันเองได้เลย และมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก สะดวกทำวันไหน ช่วงไหนก็ได้ครับอุปกรณ์ที่ต้องจัดเตรียมมีดังนี้


1. น้ำเปล่า 1 ขัน


2. กำเช่า (ชะเอม) จำนวน 5 ก้าน ใน สมัยก่อนการผสมตัวยาแรงๆ เข้าด้วยกัน จะใช้กำเช่าเป็นตัวช่วยครับ ดังนั้นกำเช่า จึงมีหน้าที่เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร ส่วนจำนวน 5 ก้าน มีความหมายถึง ครบธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุทอง ธาตุน้ำ ธาตุไม้ และธาตุไฟ


3. ก้านทับทิม ต้องมีใบติดมาด้วย


เมื่อ ได้อุปกรณ์ครบแล้ว ให้นำกำเช่าใส่ลงในขันน้ำ ทิ้งไว้สักพัก แล้วใช้ก้านทับทิมจุ่มลงไปในน้ำ พรมให้ทั่วตัวบุคคลและสถานที่ หลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้ว นำกำเช่า และก้านทับทิมไปทิ้งใต้ต้นไม้กำเช่า สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาจีนทั่วไปครับ จะขายเป็นขีด สามารถแบ่งมาใช้ส่วนที่เหลือใช้ครั้งต่อไปได้

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2552

เรื่องผีในวังหลวง (สระพระองค์อรไทย)

สระนี้สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่บริเวณแถวนอก หลังเต๊งแดงตรงกับประตูกัญญาวดี อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน ในพระบรมมหาราชวัง เป็นสระน้ำสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้าง 10.00 เมตร ยาว 15.00 เมตร ลึก 4.00 เมตร ภายในสระก่ออิฐฉาบปูนโดยรอบ ที่ขอบสระทำเป็นทางเดินปูด้วยกระเบื้องซีเมนต์ มีบันได้ก่ออิฐฉาบปูนลงไป สามารถตักน้ำได้ 2 ทาง มีรั้วไม้ฉลุลายตามแนวทางเดินโดยรอบ มีประตูเข้า-ออก 2 ทาง สระนี้มีหลังคาคลุมเป็นโครงหลังคามุงด้วยสังกะสี ที่ขอบชายประดับด้วยไม้แผ่นฉลุลายโดยรอบทางเข้า ด้านทิศตะวันออก มีแท่นปูนจารึกคำอุทิศดังนี้


" ศุภมัสดุรัตนโกสินทร์ศก ๑๒๔ สุริยคติกาลที่ ๙ เดือนมีนาคม จันทรคตินิยม วันศุกร์ เดือนสี่ขึ้นสิบห้าค่ำ ปีมเสงสัปตศก จุลศักราช ๑๒๖๗ พระเจ้าน้องนางเธอพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา ทรงพระดำริห์ว่า จะใคร่บำเพ็ญอุทกทานให้เป็นสาธารณประโยชน์ทั่วไปในบรรดาผู้ซึ่งอยู่ในพระบรมมหาราชวังอันตั้งอยู่ ณ ที่ห่างไกลจากฝั่งน้ำ จึงนำพระประสงค์ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตแลพระราชานุเคราะห์ให้ได้ขุดสระดังความประสงค์ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้กองโยธาในกระทรวงวัง จัดการสร้างสระนี้ กว้าง ๕ วา ยาว ๗ วา ๒ ศอก ลึก ๒ วา ได้ลงเขื่อนถือปูนสิเมนมีบันไดลาดศิลาขึ้นลง ปลูกสร้างหลังคาครอบแลรั้วกั้นแล้วสำเร็จเงิน ๘,๖๖๑ บาท ๘ อัฐ จึ่งได้อาราธนาพระสงฆ์เจริญพระปริตพุทธมนต์รับอาหารบิณฑบาตรเป็นเบื้องต้นแห่งทาน แล้วได้มีการแจกสลากต่าง ๆ มีช้างแลกระบือเป็นอาทินับจำนวนถ้วน ๕,๐๐๐ สลาก ทรงบริจาคทั่วไปในบรรดาผู้ซึ่งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยหวังพระทัยให้เป็นประโยชน์แลยินดีทั่วหน้า ดังอำนาจพระเมตตาแลสาธารณทานอันได้ทรงบำเพ็ญครั้งนี้ จงเป็นอุปการวิธีกางกั้นสรรพพิบัติอันตราย ให้พระโรคเสื่อมคลายทรงพระเจริญศุขศิริสวัสดิ์สิ้นกาลนาน ทรงอุทิศพระกุศลส่วนสาธารณทานนี้แด่ท่านทั้งหลายผู้ได้อนุโมทนาจงสำเร็จความปรารถนาในทางธรรม ทั้งประจุบันแลภายน่านั้นเทอญ "

จากแท่นจารึกคำอุทิศ ทำให้ทราบว่าพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตและพระราชานุเคราะห์จัดสร้าง สระนี้ขึ้นเพื่อบำเพ็ญกุศลเป็นสาธารณประโยชน์ จึงได้มีการเรียกสระนี้ว่า สระพระองค์อรไทย

แต่มีหลักฐานบางแห่งให้ข้อมูลต่างออกไปว่า สระแห่งนี้สร้างขึ้นภายหลังที่พระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญาสิ้นพระชนม์แล้ว โดยมีเหตุคือ หลังจากที่พระเจ้าน้องนางเธอพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญาสิ้นพระชนม์ลงด้วยประชวรพระโรคเรื้อรังกระเสาะกระแสะ ซึ่งกล่าวกันว่า ทรงเป็นพระโรคประสาท ทรงกระทำวัติธิพิฆาตกรรมพระองค์ ( ฆ่าตัวตาย ) ได้มีข่าวโจษจันว่ามีผู้ได้ยินเสียงเปรตร้องโหยหวนในยามวิกาล และกล่าวขวัญกันต่อไปในทางที่ไม่เป็นมงคลต่าง ๆ เหมาเอาว่าเป็นเพราะพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์นั้นพึ่งจะสิ้นพระชนม์ลงไปไม่นาน คงจะไปทนทุกเวทนาอยู่ ซึ่งข่าวโจษจันนี้เป็นที่กล่าวขานกันทั่วไปและไม่อาจยุติได้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้แก้ไขข่าวโจษจันอันไม่เป็นมงคลนี้ ด้วยบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสังฆทาน แล้วทรงสั่งให้ขุดสระน้ำนี้ขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลส่งไปโปรดพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์นั้นให้พ้นทุกข์ เมื่อวันที่สระน้ำสร้างเสร็จตามพระบรมราชโองการได้มีพิธีฉลองสระนั้น โดยให้มีการลอยสลากเป็นกุศลทานลงในสระเป็นที่ครึกครื้น ตั้งแต่นั้นมาเรื่องโจษจันอันไม่เป็นมงคลก็ค่อยเงียบหายไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะสร้างสระพระองค์อรไทย ขึ้นเพื่อลบล้างข่าวโจษจันอันไม่เป็นมงคลหรือไม่ การที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างสระนี้ขึ้น นับว่ามีส่วนทำให้สาธารณูปโภค เกี่ยวกับเรื่องน้ำ ภายในเขตราชสำนักฝ่ายในมีความสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้พบว่าตำหนักที่ประทับและเรือนที่พักของบรรดาเจ้านายและข้าราชสำนักฝ่ายในแล้ว อยู่ในสภาพแออัดประชิดติดกันตามจำนวนผู้อาศัยที่มากขึ้น หากยังมีส่วนประกอบที่เป็นไม้จำนวนมาก ถ้าเกิดอัคคีภัยขึ้นมาก็อาจจะลุกลามติดต่อถึงกันโดยง่าย ซึ่งภายในเขตราชฐานชั้นใน ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีสระน้ำเลย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชประสงค์เพื่อประโยชน์ในการนี้ด้วย

พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรไทยเทพกัญญา เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเจ้าจอมมารดาบัว ประสูติเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2402 และสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 รวมพระชันษา 47 ปี

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเพณีกินเจเมืองตะกั่วป่า



พิธีกรรมกินผัก ตอนป้างเอี๋ย



อดีตกาลนานมาแล้ว บ้านเมืองยังไม่เจริญ ถนนหนทางไปมาไม่สะดวก ปฏิทินยังไม่มี การจะส่งข่าวก็ลำบาก ฉะนั้นก่อนกินผัก 15 วันในเดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำตามปฏิทินจีน ทางศาลเจ้าจึงได้ทำพิธีกรรมปล่อยทหารเรียกว่า “ป้างเอี๋ยกุน” ทั้ง 5 กองทัพ คือ



กองทัพที่ 1ตะวันออก “ตั่งเอี๋ย” มี “เอี่ยวเจี้ยน” เป็นแม่ทัพ ธงสีเขียว บ็อก 9.9.9



กองทัพที่ 2ตะวันตก “ใส้เอี๋ย” ธงสีขาว มี “บุ๋นเกียด”เป็นแม่ทัพ กิ้ม 6.6.6



กองทัพที่ 3ใต้“ล่ามเอี๋ย” มี “อ๋อเองซุน” เป็นแม่ทัพ ธงสีแดง โห้ย 8.8.8



กองทัพที่ 4เหนือ “ปั๊กเอี๋ย” ธงสีดำ มี “ลุ่ยจิ้นจู” เป็นแม่ทัพ จุ้ย 5.5.5



กองทัพที่ 5กลาง “จ้งเอี๋ย” มี “ต่งตั๋นหวั่นโซ่ย”เป็นแม่ทัพ ธงสีเหลือง ท้อ 3.3.3




ศาลเจ้าจึงได้ทำพิธีปล่อยทหารทั้ง 5 กองทัพเพื่อจะได้เตือนหรือแสดงอภินิหารต่างๆให้พวกฉ่ายอิ้วได้รับรู้ว่าจะถึงเวลากินผัก “เจียะฉ่าย”แล้ว ขอให้เตรียมตัวกลับมาตะกั่วป่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าสมัยก่อนนั้นศิษย์ (ฉ่ายอิ้ว)ของเจ้าพ่อกวนอู ต่างคนต่างไปทำมาหากินในที่ต่างๆ เช่น ไปทำเหมืองแร่ตามภูเขาบ้าง ตามแม่น้ำลำคลองบ้าง บางคนก็ลงทะเลไปตามเกาะต่างๆซึ่งห่างไกลไปจากตลาดมาก เลยไม่รู้ว่าวันเดือนปีกัน ทางศาลเจ้าจึงได้ทำพิธีปล่อยทหาร (ป้างเอี๋ยเป้ง)ไปทำกริยาให้เกิดเหตุต่างๆขึ้น เช่น พวกฉ่ายอิ้วนอนตอนกลางคืนไปทำการกระตุกเท้าบ้าง เข้าฝันบ้าง หรือกระทำให้มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นแก่พวกฉ่ายอิ ้ว พวกบรรดาลูกศิษย์ของเจ้าพ่อกวนอูจะได้รู้ตัวโดยปริยา ย จะได้เตรียมตัวกลับตะกั่วป่าเพื่อจะได้กินผัก (เจียะกิวอ่องฉ่าย) กันแล จึงได้จัดเป็นพิธีประเพณี (ป้างเอี๋ยเป้ง) ปล่อยทหารในเดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ “เปะโง้ยจับหง้อป้างเอี๋ย” ขึ้นมา

พิธีการโก้ยเฉ่งอิ๋ว และเฉ่งปั่วะ



“เฉ่งอิ๋ว” (หวักน้ำมัน) และ “เฉ้งปั่วะ” หรือที่เรียกว่า กระถางสำหรับจุดไม้จันทร์หอม มีที่มาดังนี้ หวักน้ำมันจุดไฟ หรือเฉ่งอิ๋วนั้นเป็นของที่ทำเพื่อเคลียร์พื้นที่ ทำความสะอาดและกำจัดสิ่งสกปรกของชั่วร้ายต่างๆให้ออก จากพื้นที่ไปให้หมดเสียก่อน เรียกว่า “โก้ยเฉ่งอิ๋ว” ต่อจากนั้นจึงใช้ “เฉ่งปั่วะ” กระถางไม้จันทร์หอมตามไป ตามพื้นที่ที่สะอาดแล้วจะได้มีกลิ่นหอมและปราศจากอัน ตรายต่างๆ



ก่อนจะถึงวันกินผัก 1วัน เดือน 8 ขึ้น 3 ค่ำ (แปกโง้ยช่าซ่า) ตามปฏิทินจีน จะทำพิธีขึ้นเสาก้อเต้ง ประมาณบ่ายโมงเย็นเป็นต้นไปจะเป็นเวลาฤกษ์งามยามดีไห นนั้นก็จะต้องเชิญพระมาประทับทรง (พ๋าย) เสียก่อนว่าเวลาไหนดี พอเสร็จจากพิธีขึ้นเสาก้อเต้งเรียบร้อยแล้วพระท่านก็ จะพ๋ายบอกเวลาให้ไปทำพิธีการล้างทำความสะอาดตามบ้านเ รือนของพวกฉ่ายอิ้วทั้งตลาดตะกั่วป่า พระท่านก็จะออกมาพร้อมพวกเฉ่งอิ๋วหวัดน้ำมันจุดไฟ ต่อจากนั้นเลยเวลาเที่ยงคืนไปขึ้นวันใหม่แล้ว พระจะพ๋ายบอกเวลาฤกษ์งามยามดีก๊จะให้บรรดาพวกฉ่ายอิ๋ วทุกๆคนออกเดินทางไปทำพิธีอิญเชิญ “กิ่วอ๋องไต่เต่” ที่สะพานแม่น้ำ เรียบร้อยแล้วก็อัญเชิญขึ้นประทับเก่วแห่ออกจาสะพานไ ปตามตลาดเพื่อกลับเข้าศาลเจ้าโรงพิธีเจียะฉ่าย เพราะกิ่วอ๋องไต่เต่เป็นเจ้าพิธีเจียะฉ่าย อัญเชิญท่านเข้าสถิตต่าวโบ้วเก้ง (พระราชวัง) เสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนั้นก็จะทำพิธีอัญเชิญหยกอ๋องซ่งเต่ที่หน้าศาล เจ้าใกล้เสาก้อเต้ง อัญเชิญท่านมาเป็นประธานในพิธีกินผัก (เจียะกิวอ๋องฉ่าย)
ในพิธีการกินผักเจียะกิวอ๋องฉ่ายต่อไปครบ 3 วัน (เก้าโง๊ยเช่ซ่า) เดือน 9 ขึ้น 3 ค่ำ ตามปฏิทินจีน จะต้องทำพิธีโก่กุ๋นเป็นการทำบุญเลี้ยงพระและเทพเจ้า ตลอดจนพวกทหารเอี๋ยเป้งทั้งหลาย พอถึงเดือน 9 ขึ้น 6 ค่ำ (เก้าโง๊ยเช่ล้าก) ตามปฏิทินจีนก็จะทำพิธีอัญเชิญเทพเจ้าและกิ่วอ๋องไต่ เต่ออกแห่ไปทั่วตลาดตะกั่วป่า เรียบร้อยแล้วก็อัญเชิญพระท่านกลับศาลเจ้า จากนั้นก็จะทำพิธีโก่กุ๋นอีกครั้ง เพื่อเป็นการเลี้ยงพระและพวกทหารเอี๋ยป๋งเป็นการขอบค ุณ



พอถึงเดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ (เก้าโง๊ยเช่เก้า) ตามปฏิทินจีน ตอนกลางวันได้อัญเชิญพระและหยกอ๋องซ่งเต่ทรงประทับเก่วออกแห่ไปทั่วตลาดตะกั่วป่าเพื่อโปรดสัตว์และชาวตะก ั่วป่าเป็นวันสุดท้าย พอถึงเวลา 5 นาฬิกาวันใหม่ก็จะอัญเชิญกิ่วอ๋องไต่เต่ไปที่สะพานคลองใหญ่เพื่อจะได้ทำพิธีอัญเชิญกลับสู่สวรรค์ (อุ่ยเที๋ยนตั่ง) เป็นการเสร็จพิธีการกินผัก (เจียะกิ่วอ๋องฉ่าย) 9 วัน 9 คืน ของชาวตะกั่วป่า ในเดือน 9 ขึ้น 1 ค่ำ ถึง เดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำตามปฏิทินจีนจึงถือว่าเป็นประเพณีสำคัญของชาวตะกั่วป่า เป็นมรดกตกทอดมานานนับศตวรรษ และเป็นที่ภูมิใจยิ่งของชาวตะกั่วป่า

พิธีการตีกลองและฆ้อง 36 ที 72 ที 108 ที



1. ตีกลองครั้งที่ 1 ในวันทักซ้อก่อนอัญเชิญโองการ (ซ้อ) กราบไหว้บูชาที่หน้าตั่วกิวอ๋องเรียบร้อยแล้ว พิธีกรก็จะตีฆ้องกลอง 36 ทีเป็นการถวายจู้อ่ามหรือเจ้าของศาลเจ้า (กวนเต่เอีย) ด้วยความเคารพ



2. ตีกลองฆ้องครั้งที่ 2 เมื่อพิธีกรอัญเชิญออกจากห้องกิวอ๋องเรียบร้อยแล้ว จึงตีกลองฆ้อง 72 ที เป็นการถวายความเคารพต่อพระและเทพเจ้าทุกพระองค์ที่อยู่ในศาลเจ้ากวนอูด้วยความเคารพ



3. ตีครั้งที่ 3 เมื่อพิธีกรอ่านทักซ่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะตีอีก 108 ที เป็นการถวายความเคารพต่อหยกอ๋องซ่งเต่ กิวอ๋องไต่เต่ พร้อมด้วยทวยเทพเทวาทุกๆพระองค์ที่สถิติอยู่บนสวรรค์ ชั้นวิมานด้วยกันทั้งหมดด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง



และนี่คือที่มาของการตีกิมก้อ และฆ้องในพิธีใหญ่ๆตี 36 ที ครั้งที่ 1 ตี 72 ที ครั้งที่ 2 ตี 108 ที ครั้งที่ 3 ดังนี้แล

สมัยก่อนนั้น การแห่พระนั้นได้ใช้ม้านั่งไว้สำหรับให้พระนั่งประทั บออกแห่ เรียกว่า “ถ้ายเป๋ย” เชิญเทพเจ้าต่างๆขึ้นประทับนั่งเพื่อออกแห่โปรดสัตว์ และชาวบ้านตลาดตะกั่วป่า ต่มมาได้สร้างศาลเจ้าพ่อกวนอูขึ้นใหม่ที่บ้านใหม่ สมัยแป๊ะหลี ตั้ง โอ้เป็นฮวดกั้ว (ผู้กระทำพิธีกรรมอัญเชิญเทพเจ้า) แกได้ดัดแปลงที่นั่งของพระใหม่ทำด้วยไม้หวายหลาสำหรับทำเป็นรูปเก่วขึ้น 2 หลัง ไว้อัญเชิญ “กิ่วอ๋องไต่เต่” และ “หยกอ๋องซ่งเต่” ขึ้นประทับเพื่อออกแห่ไปตามตลาด เพื่อโปรดสัตว์และประชาชนชาวตะกั่วป่าเป็นต้นมาจนถึง ปัจจุบันนี้เรียกว่า “เก่วเฒ่า”

ผู้เขียน และเรียบเรียงโดย คุณนิกร คันธวณิชพันธุ์

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552

การแก้อาถรรพณ์ในเคหสถานบ้านเรือน


ภายในเคหสถานบ้านเรือนซบเซาเศร้าหมอง เกิดเจ็บกระเสาะกระแสะ มีเรื่องทำให้เดือดร้อนรำคาญ สูญเสียทรัพย์สินอยู่เป็นเนืองนิตย์ผิดปกติ มีวิธีแก้ไขให้ร้ายคืนกลับเป็นดีดังนี้คือ

ให้ทำความสะอาดฝาบ้าน เพดานบ้าน ตามซอกตามมุมที่มีหยากไย่และฝุ่นละอองให้หมด เอาหยากไย่และฝุ่นละอองกองรวมไว้ที่แห่งเดียวกัน แล้วห่อด้วยผ้าขาวให้มิดชิด นำห่อผ้านี้ไปทิ้งที่บริเวณเมรุหรือที่ฌาปนสถานวัดใดวัดหนึ่ง ทิ้งแล้วห้ามเหลียวหลังดูเป็นอันขาด จากนั้นให้เอาน้ำพระพุทธมนต์ซึ่งขอมาจากพระสงฆ์ผู้ใหญ่ หรือน้ำพระพุทธมนต์หน้าพระประธานในพระอุโบสถพรมตามเพดานบ้าน ฝาบ้านและบริเวณให้ทั่ว รุ่งเช้าให้ตักบาตรอุทิศกุศลให้แก่สรรพสัตว์และภูติทั้งปวง

อ้างอิงจาก หนังสือตำราแก้อาถรรพณ์ ฉบับหลวงราวีไพริน

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คาถาข้างพระที่ : คาถาของพระมหากษัตริย์



คาถาข้างพระที่หรือคาถาเจริญธาตุ เป็นคาถาของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยโบราณ ทรงเจริญพระคาถาเพื่อให้เจริญพระชนมายุ ป้องกันโภยภยันตรายต่างๆ ผู้ใดเจริญพระคาถานี้จะทำให้มีอายุยืนนาน ป้องกันสารพัดโรคาพยาธิครับ ตัวพระคาถามีดังนี้

พุทธัง ชีวิตัง อายุวัฒนัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง ชีวิตัง อายุวัฒนัง ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง ชีวิตัง อายุวัฒนัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิฯ

ในโลกนี้มียักษ์จริงหรือไม่



ไม่ว่าจะเป็นเทพนิยายหรือความเชื่อของชนชาติใดๆในโลกนี้ย่อมจะกล่าวถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ผี เทวดา นางฟ้า หรือยักษ์ เพียงแต่อาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไป เช่น เมื่อพูดถึงยักษ์นั้นแน่นอนว่าเราจะจินตนาการเห็นคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่มีตั้งแต่สองถึงสามเมตรหรืออาจจะมีรูปร่างสูงใหญ่เท่าภูเขาเลากาตามแต่จินตนาการของแต่ละชนชาติ

ด้วยเหตุนี้แม้แต่ในหนังสือ “มิลินทปัญหา”ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระเจ้ามิลินท์ทรงมีพระราชปุจฉากับพระนาคเสนเถระ ก็ยังมีการกล่าวถึงเรื่องของยักษ์ไว้ด้วยเช่นกัน ลองอ่านดูนะครับว่าพระนาคเสนเถระมีวิสัชนาว่าอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

จากหนังสือ “มิลินทปัญหา” ในอัฐมวรรค เรื่องที่ ๑ “ยักขานัง มรณภาวปัญหา กล่าวสรุปว่า

สมเด็จพระเจ้ามิลินท์มีพระราชโองการตรัสถามว่า “ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชา ยักษ์ทั้งหลายในโลกนี้มีอยู่หรือหามิได้”

พระนาคเสนถวายพระพรรับว่า “ยักษ์ทั้งหลายในโลกนี้มีอยู่”

สมเด็จพระเจ้ามิลินท์มีพระราชโองการตรัสถามต่อไปว่า “ก็เมื่อยักษ์ทั้งหลายมีอยู่ ยักษ์เหล่านั้นย่อมเคลื่อนจากกำเนิดนั้น เหมือนดังสัตว์ที่เห็นปรากฏชัดอยู่ในทุกวันนี้หรือหามิได้ ขอให้พระนาคเสนช่วยชี้แจงด้วย”

พระนาคเสนจึงตอบว่า “ยักษ์ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเคลื่อนจากกำเนิดดังสัตว์ที่ปรากฏชัดในทุกวันนี้เหมือนกัน จะได้วิปริตผิดเพี้ยนไปจากนี้หามิได้”

สมเด็จพระเจ้ามิลินท์มีพระราชโองการตรัสถามว่า “ก็ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมจึงไม่เคยพบซากศพของยักษ์ที่ตายสักครั้ง แม้แต่กลิ่นของซากศพก็ไม่ได้ฟุ้งกระจายให้รู้สึกเหม็นแม้แต่น้อย น่าสงสัยยิ่งนัก”

พระนาคเสนตอบว่า “ศพของยักษ์ย่อมปรากฏแม้กลิ่นแห่งซากศพของยักษ์เหล่านั้น ก็ย่อมฟุ้งมากระทบฆานประสาทเหมือนกัน แต่บุคคลหารู้สึกว่าเป็นศพของยักษ์ไม่ เพราะร่างกายของยักษ์ผู้ตายแล้วนั้น กลายเป็นตั๊กแตนไปบ้าง กลายเป็นหนอนไปบ้าง กลายเป็นมดแดงไปบ้าง กลายเป็นมดดำไปบ้าง บางทีก็กลายเป็นงู บางทีก็กลายเป็นแมลงป่อง บางทีก็กลายเป็นตะขาบ บางทีก็กลายเป็นนก บางทีก็กลายเป็นเนื้อ อาศัยเหตุนี้แหละ มหาชนจึงไม่ทราบว่าเป็นศพของยักษ์ที่ตาย”

ก็เป็นหนึ่งในหลายๆคำตอบตามความเชื่อของแต่ละชนชาตินะครับ ใครมีข้อมูลอะไรดีๆเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องยักษ์ก็นำมาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ครับ

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

กำเนิดเทพเตาไฟ



แต่ก่อนมีชายตัดฟืนคนหนึ่งแซ่จาง ชื่อติ้งฟุ กำพร้าบิดาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนซื่อตรงและกตัญญูต่อมารดามาก เมื่อมีเงินก็จะให้มารดาเป็นคนเก็บ

วันหนึ่งจางติ้งฟุได้ช่วยสาวน้อยคนหนึ่งไว้ได้ขณะกำลังถูกสองสมุนโจรฉุดไปให้หัวหน้า สองโจรสู้ไม่ได้หนีไปรายงานหัวหน้า หัวหน้าโจรจึงให้พวกสมุน ๒๐-๓๐ คนมาล้อมจับจางติ้งฟุไปลงโทษที่ชุมโจร จางติ้งฟุตัวคนเดียวจึงถูกจับไปเผาทั้งเป็นในเตาไฟยักษ์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๒ ฟุต

ตอนนั้นบังเอิญเทพตรวจการณ์ผ่านมาพบ จึงนำวิญญาณจางติ้งฟุขึ้นสวรรค์รายงานเง็กเซียนฮ่องเต้ เมื่อตรวจบันทึกจากเทวทูตพบว่า จางติ้งฟุเป็นคนซื่อตรง กตัญญู มีคุณธรรมน่าชมเชย เหตุที่ถูกเผาทั้งเป็นนั้นเนื่องจากผลกรรมในสมัยเด็ก ขณะเติมไฟใส่เตาไม่ระวังมีลูกแมวนอนหลับสนิทติดอยู่ในฟืนด้วย

องค์เง็กเซียนเห็นว่า จางติ้งฟุเป็นลูกกตัญญู จึงมีราชโองการแต่งตั้งเป็นเทพเตาไฟ มีหน้าที่รายงานความประพฤติดี-ชั่วของชายหญิงทุกครัวเรือน โดยวันที่ ๒๔ เดือน ๑๒ (ตามปฏิทินจีน) จะต้องไปรายงานที่สวรรค์ จากนั้นก็มีพระบัญชาให้เทพอัคนีลงไปเผาผลาญชุมโจรจนวอดวาย ประชาชนในแถบนั้นจึงอยู่อย่างมีความสุขเรื่อยมา

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ชีวิตของม้าทรง



ไม่ใช่ว่าอยากเป็น แต่มีเหตุให้เป็นจึงต้องรับหน้าที่ม้าทรงจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ม้าทรงในที่นี้คือ ร่างทรงของเทพเจ้าจีนซึ่งจะลงมาประทับร่างม้าทรงทุกๆเทศกาลกินเจหรือในโอกาสต่างๆตามแต่เทพเจ้าที่ประจำร่างม้าทรงนั้น แล้วคนแบบไหนล่ะที่จะได้เป็นม้าทรง

๑. เป็นผู้มีบุญที่เทพเจ้าเลือกแล้ว แม้จะอยู่ไกลเพียงใด แต่อาการของคนจะเป็นม้าทรงจะบอกเอง คือ จะมีอาการสั่น ตบโต๊ะ หัวเราะเสียงดังลั่นราวกับนักรบจีนสมัยโบราณ หรืออาจจะมีอาการสั่นศีรษะเบาๆกรณีที่เป็นเทพสตรี

๒. คนที่ชะตาขาดแล้วเทพเจ้าช่วยเหลือต่อชีวิตให้ ดังนั้นเมื่อถึงเทศกาลกินเจก็ต้องเป็นม้าทรง เช่น น้าสาวของผมซึ่งขี่รถจักรยานแล้วชนรถสิบล้อแต่ทว่าเหมือนกับมีลมผ่านตัวไปเท่านั้น

๓. คนที่เคยบนบานสานกล่าวไว้ว่าจะยอมเป็นม้าทรง

๔. บางคนอยู่ดีๆก็อาจถูก “พระจับ” เช่นเดินๆอยู่ในงานกินเจก็มีอาการเหมือนเจ้าประทับทรงก็ต้องยอมเป็นม้าทรง

๕. คนที่มีองค์เทพคุ้มครอง บางครั้งไม่จำเป็นต้องเป็นม้าทรงแต่ต้องบูชาเทพองค์นั้น แต่บางครั้งก็ต้องให้เทพลงประทับทรง

ชีวิตของคนที่เป็นม้าทรงจะเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าไปโดยปริยาย ม้าทรงแต่ละคนจะต้องมีพี่เลี้ยง คือคนดูแลในเรื่องต่างๆ เช่น การเปลี่ยนเสื้อผ้า การนำไปทำพิธีต่างๆ ถืออาวุธหรือสิ่งของต่างๆ และม้าทรงจะต้องถือศีลกินเจ ไปทำความสะอาดศาลเจ้า เวลาศาลเจ้ามีวันเกิดเทพเจ้าต่างๆก็ต้องเข้าร่วมงาน และที่สำคัญม้าทรงมีหน้าที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าในการช่วยเหลือมนุษย์ เช่น คนป่วย ,คนมีเคราะห์ , คนที่มีปัญหาทางจิตใจ

( บทความนี้เขียนตามความเข้าใจและประสบการณ์ของตนเองในฐานะที่มีญาติส่วนใหญ่เป็นม้าทรงและมีประสบการณ์ได้รับความช่วยเหลือจากองค์เทพเจ้ามาหลายครั้ง หากมีข้อผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย )

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ตัดไม้ข่มนาม : กุศโลบายในการรบ



การตัดไม้ข่มนามที่เป็นพิธีหลวงจะเรียกว่า “พระราชพิธีตัดไม้ข่มนาม”มีการตั้งปะรำเอิกเกริก สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ต้นกล้วยตานียอดม้วน (ใบยอดยังอ่อนอยู่)กับไม้ต้องนามข้าศึก ตามตำราโบราณไม้ที่ต้องนามข้าศึกจะดูแค่ชื่ออักษรตัวหน้าหรือไม้ที่กำหนดไว้ตรงกับวันเกิด เช่น สะเดาตรงกับคนเกิดวันพุธและศุกร์ ต้องสร้างรูปปั้นที่ทำจากดินใต้สะพาน ดินท่าน้ำ ดินป่าช้า อย่าละ ๓ แห่งพร้อมทั้งเขียนนามข้าศึก ลงยันต์กำกับ ปลุกเสกต่ออีก ๓ คืน รูปปั้นนี้จะถูกตัดด้วยมีดพร้อมกับต้นกล้วยและไม้ต้องนามในวันพิธี
(จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๑)

คาถาบูชาโป๊ยเซียน


โป๊ยเซียนเซียนทั้งแปด เชิญมาแวดเขตเคหา
มวลภัยอย่าได้มา ให้เห็นหน้านะโป๊ยเซียน
เจ้าสัวมีข้าวของ มีเงินทองเป็นเกวียนเกวียน
ช่วยข้าสิโป๊ยเซียน จุดธูปเทียนบูชาไว้
ปลูกทางอาคเนย์ อย่าหันเหไปทางไหน
โป๊ยเซียนจะอวยชัย ยิ่งยศไกลคนลือชา
พฤหัสประจงปลูก ให้ถูกต้องตามตำรา
เงินทองจะหลั่งมา สู่เคหาจนเนืองนอง
ปักธูปผูกผ้าแดง คอยตบแต่งอย่าให้หมอง
อีกทั้งกระดาษทอง จำต้องคอยเผาบูชา
(จากหนังสือศิลปวัฒนธรรม เดือนมกราคม ๒๕๔๑)

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551

วิธีการเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งที่ถูกต้อง


เห็นชื่อเรื่องนี้แล้วอย่าเพิ่งคิดว่ากำลังเข้ามาอยู่ในโลกของไสยศาสตร์นะครับ วิธีสาปแช่งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากชาวฮินดูโบราณปรากฏในหนังสือ “พิชัยสงครามฮินดูโบราณ” เรียบเรียงและแปลโดย ร้อยเอก ยี.อี.เยรินี (พันเอก พระสารสาสน์พลขันธ์) กล่าวไว้ว่า
“มีคำกล่าวว่า ผู้ที่มีความโกรธแค้นนักกับผู้ใดๆเคยหยิบเกลือมาหยิบมือหนึ่ง ถ้าเป็นเวลาเช้าหันหน้าไปยังบูรพาทิศ กล่าวคำสาบานแช่งด่าผู้ที่ตนโกรธแค้นนั้นพอแรงแล้ว จึงรดลงน้ำที่เกลือ หมายว่าจะให้ผู้ที่เป็นศัตรูนั้นฉิบหายละลายไปดุจดังเกลือละลายน้ำ ถ้าเป็นเวลาเย็น ต้องหันหน้าไปยังประจิมทิศสาบานแช่งด่าผู้ที่โกรธนั้นเสียให้มากๆจนพอแก่ความแค้นแล้ว จึงเอาเกลือหยิบมือหนึ่งนั้นสาดเข้าในกองไฟ หวังให้ผู้เป็นศัตรูที่โกรธแค้นกันนั้น แตกประทุกระจายเรี่ยรายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆดุจดังเกลือประทุแตกระเบิดป่นไปด้วยไฟ
แต่ธรรมเนียมชาวสยามใหม่ในภายหลัง ใช้เผาพริกแห้ง เป็นการสาบานแช่งให้ร้ายแก่ผู้เป็นศัตรู หมายใจว่าจะให้ผู้ที่ตนโกรธแค้นนั้นได้ทุกข์เดือดร้อนนัก ดุจดังผู้ที่ต้องพริกแสบร้อนกระสับกระส่ายวุ่นวายในใจฉะนั้น
ธรรมเนียมนี้เห็นจะสืบเนื่องมาแต่ธรรมเนียมที่ชาวฮินดูโบราณเอาเกลือมาวางที่ใบดาบและรดน้ำเกลือละลายให้สาบานนั้น”
การที่เราจะไปสาปแช่งผู้อื่นนั้นนอกจากจะเป็นการสร้างกรรมแล้ว เราเองก็ไม่สามารถบอกได้หรอกว่าผู้ที่เราสาปแช่งนั้นจะเป็นไปตามคำพูดของเราหรือไม่ ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง หากเขาไม่ดีจริงสักวันกรรมย่อมลงโทษเขาเองอยู่แล้ว อย่าไปพยาบาทเขาเลย จะยิ่งเป็นการจองเวรกันเสียเปล่าๆ